thansettakij
thansettakij
ไขปม ‘บทเฉพาะกาล’พรรคการเมืองต้องพร้อมทำการใหญ่

ไขปม ‘บทเฉพาะกาล’พรรคการเมืองต้องพร้อมทำการใหญ่

20 ธ.ค. 59 | 02:00 น.
มีความชัดเจนมากขึ้นเป็นลำดับในส่วนของสารัตถะสำคัญของร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง” (ร่าง พ.ร.ป.พรรคการเมือง) ที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ตั้งใจให้แล้วเสร็จในเร็ววัน โดย นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ โฆษก กรธ. เปิดใจให้สัมภาษณ์กับ “ฐานเศรษฐกิจ” ไขปมประเด็นร้อนต่างๆที่ถูกวิพากวิจารณ์จากพรรคการเมืองตลอดห้วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะเงื่อนเวลาที่ปรากฏอยู่ในบทเฉพาะกาล มาตรา 121 (1) (2) (3) (4) และ (5) เกี่ยวกับฐานคิดของ กรธ. ทั้งคณะ

นายชาติชาย เริ่มต้นเกริ่นนำถึงหลักคิดของ กรธ.ว่า เห็นความสำคัญของพรรคการเมืองอย่างมาก เนื่องจากเป็นองค์กรสาธารณะ เป็นองค์กรที่บุคคลอาสาสมัครเข้ามาทำงานเพื่อส่วนรวม เป็นองค์กรที่จะเข้าไปทำงานใหญ่และสำคัญมาก ต้องเข้าไปใช้อำนาจ และจัดสรรทรัพยากรของรัฐ ไม่ใช่องค์กรเล่นๆที่เข้าไปขายขนม องค์กรลักษณะนี้เมื่อจะจัดตั้งขึ้นมาจึงต้องรีบแสดงความสามารถให้สังคมเห็นว่า สามารถที่จะเข้าไปทำการใหญ่ได้

“เรากำลังพูดถึงกลุ่มคนที่รวมกันแล้วพร้อมที่จะทำการใหญ่ให้กับประเทศได้ มีความพร้อมที่จะส่งผู้สมัคร พร้อมจะไปเป็นรัฐบาลหรือไปเป็นฝ่ายค้าน เราจึงต้องเขียนเงื่อนเวลาเอาไว้ ดังเช่น กรณีจะจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ต้องมี 15 คนมาจดแจ้ง แล้วหาคนให้ได้ 500 คนภายใน 6 เดือน จากนั้นต้องหาสมาชิกให้ได้ 5,000 คนภายใน 1 ปี หรือกรณีของพรรคเดิมที่มีอยู่ให้กลับไปทบทวนรายชื่อภายใน 6 เดือน เป็นต้น”

นายชาติชาย กล่าวว่า สิ่งต่างๆ เหล่านี้ จะสะท้อนให้เห็นว่า พรรคการเมืองเขาพร้อมจริงๆ ซึ่งที่ผ่านมาได้เห็นกันแล้วว่า ศรัทธาของประชาชนที่มีต่อพรรคการเมืองตกลงไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น เราจึงต้องรีบปฏิรูป ถ้าไม่ทำกฎหมายให้ดี คิดกันว่า เมืองไทยจะมีพรรคอะไรก็ได้ พรรค(พัก)ผ่อนนอนหลับ หรือพรรคเกิดตามใจ คงไม่ใช่ เพราะเวลานี้ประชาชน สังคมไทยไม่ต้องการเห็นพรรคการเมืองลักษณะนี้

โฆษก กรธ. ยังอธิบายให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นด้วยว่า ทุกเรื่องที่บัญญัติเอาไว้นั้นมีฐานคิดที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ เริ่มต้นจากปัญหาที่เกิดขึ้นซึ่งมักจะเจอกับคำถามที่ว่า ทำอย่างไรที่จะไม่ให้พรรคการเมืองเป็นของนายทุน ทำอย่างไรจะให้พรรคการเมืองเป็นของประชาชน กรธ.จึงออกแบบมาให้ต้องมีระบบสมาชิก ซึ่งนอกจากจะเป็นการกระตุ้นให้พรรคการเมืองมีสมาชิกแล้ว ระบบสมาชิกนี้เองจะเชื่อมโยงไปสู่การบริหารพรรคที่ต้องกำหนดให้มีการประชุมใหญ่ ต้องให้มีตัวแทนของสาขาพรรค ให้ความเห็นชอบกับตัวผู้สมัครที่จะลงรับสมัครรับเลือกตั้งต่อไปด้วย

ถ้าเรายึดมั่นในนิยามความหมายของพรรคการเมืองตามที่รัฐธรรมนูญเขียนเอาไว้ว่า พรรคการเมืองต้องเป็นสถาบันการเมืองของประชาชน ต้องทำงาน บริหารแบบมีระบบ มีส่วนร่วม โปร่งใส ไม่ให้ใครคนใดคนหนึ่งมาควบคุม แทรกแซง เป็นองค์กรของคนส่วนใหญ่ เป็นองค์กรมหาชน พรรคการเมือง ก็ควรจะมีลักษณะดังเช่นที่กล่าวมานี้ใช่หรือไม่

ยืนยันว่า สิ่งที่ กรธ.คิดและปรากฎอยู่ในบทเฉพาะกาลนั้น ก็เพื่อต้องการให้พรรคการเมืองต่างๆได้รีบเร่งจัดตั้งให้พร้อม เพื่อที่จะได้มีเวลาไปคิด กำหนดนโยบาย หาตัวบุคคลมาลงสมัคร รวมถึงไปการหาเสียง แต่หากยืดเวลาออกไปเรื่อยๆโดยไม่มีกรอบระยะเวลามากำกับ ไม่มีเงื่อนไขที่ดีพอ แล้วปล่อยให้ไปลงสมัครก็คงจะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นแต่อย่างใด

“เปรียบเหมือนกับการสร้างบ้าน หากคุณยังสร้างไม่เสร็จ หลังคายังไม่ได้มุงแล้วเข้าไปอยู่เลยก็คงไม่ได้ เราจึงบอกว่า ทุกพรรคต้องทำตามเงื่อนไขให้ครบ ไม่เช่นนั้นจะส่งผู้สมัครไม่ได้ เหมือนกับพรรคการเมืองที่ต้องมีรากฐานที่แข็งแรงก่อน ถ้ายังไม่มีเสื้อจะเดินไปโรงเรียนได้อย่างไร แต่ต้องมีพื้นฐานที่ดีเสียก่อน

ดังนั้น พรรคการเมืองที่ยังไม่พร้อมก็อย่าเพิ่งเกิด รอให้พร้อมก่อน ไม่ใช่เกิดขึ้นมา เพราะหิว กระหายแล้วขอไปตายดาบหน้า มันก็คงไม่ใช่ เมื่อตั้งใจจะเกิด คุณต้องเตรียมให้พร้อม นี่คือหลักของมัน ไม่เช่นนั้น กรธ.จะตอบคนส่วนใหญ่ที่เรียกร้องต้องการเห็นการปฏิรูปประเทศได้อย่างไร

อีกประการที่ กรธ.คำนึงถึง คือ ต้องยึดตามโรดแม็ปที่จะต้องให้มีการเลือกตั้ง ถ้าไม่เขียนเช่นนี้ เมื่อมีโรดแม็ปออกมาจะดำเนินการ เตรียมการทันเวลาหรือ สุดท้ายก็จะย้อนกลับมาว่า กรธ.อีกหรือไม่ว่าถ่วงเวลาเอาไว้อีก

ทั้งนี้ หากมีการแก้ไขในส่วนของบทเฉพาะกาล ซึ่งเกี่ยวกับเงื่อนเวลานั้น สามารถดำเนินการได้ แต่กรธ.จะไม่ให้กระทบกับโรดแม็ปการเลือกตั้ง ดังเช่น กรณีของเงินประเดิม และจำนวนสมาชิกพรรค เป็นต้น ยืนยันว่า สิ่งที่เห็นอยู่นี้ เป็นเจตนาที่ กรธ. หวังอยากจะเห็น คิดกัน ณ เวลานี้ จึงเขียนออกมาแบบนี้ ซึ่ง กธร. เป็นเพียงชั้นต้นเท่านั้น เพราะสุดท้ายสนช.ต้องนำไปพิจารณากันอีกครั้ง

อย่างไรก็ดี จากกระแสเรียกร้องของนักการเมืองให้ กรธ.ปรับแก้ไขเงื่อนเวลาในบางเรื่องนั้น โฆษก กรธ.ท่านนี้ กล่าวแบ่งรับแบ่งสู้ว่า มิได้ปิดประตูลงดานเสียทีเดียว บางเรื่องบางประเด็นที่มีการถกเถียงกัน มีเหตุมีผลที่น่าสนใจก็มีความเป็นไปได้ที่ กรธ.จะนำมาทบทวน ปรับเปลี่ยน แก้ไขเพื่อไม่กดดันพรรคการเมืองมากจนเกินไป โดยอาจผ่อนผันในบางเรื่องได้ ดังเช่น เรื่องของทุนประเดิม 1 ล้านบาท ซึ่งค่อนข้างเห็นด้วยกับพรรคการเมืองที่ระบุว่า เป็นจำนวนเงินที่มากโดยเฉพาะสำหรับพรรคการเมืองขนาดเล็ก ซึ่งกรธ.อาจจะนำไปพิจารณาหาวิธีผ่อนปรนให้โดยอาจจะไปกำหนดว่า ไม่ต้องมีให้ได้ 1 ล้านบาทภายใน 1 ปี

ส่วนกรณีเรื่องของค่าสมาชิกพรรคปีละ 100 บาทที่มีเสียงเรียกร้องออกมาว่า ไม่ต้องเก็บได้หรือไม่นั้น ยืนยันว่า ต้องให้มีการเก็บค่าสมาชิกเพื่อที่จะทำให้สามารถมีปากมีเสียงภายในพรรคได้ ไม่เกิดการกล่าวอ้างได้ว่า ไม่มีส่วนร่วมใดๆในพรรคเลย ขณะที่ตัวเลขของจำนวนเงินที่กำหนดไว้ที่ 100 บาท มีเสียงสะท้อนออกมาว่า มากเกินไป กรธ.ก็อาจจะนำกลับไปพิจารณา ให้แต่ละพรรคไปกำหนดเรื่องนี้กันเอง

“อยากเรียนให้ทราบว่า หลักคิดต่างๆเหล่านี้ กรธ.มองเชื่อมโยงกันเป็นระบบ เรามองเลยไปถึงผลที่จะตามที่จะใช้เป็นเกณฑ์ เป็นเงื่อนไขที่จะได้รับการจัดสรร หรือแมชชิ่งเข้ากับการจัดสรรเงินจากกองทุนพัฒนาการเมืองที่กำหนดให้แต่ละพรรคการเมืองจะได้รับด้วย ยกตัวอย่างเช่น หากพรรคใดได้เงินจากสมาชิก 1 แสนบาทต่อปี กองทุนพัฒนาการเมืองก็จะสมทบให้อีก 1 แสนบาท เป็นต้น ดังนั้น ถ้าพรรคใดมีค่าสมาชิกน้อยก็จะเสียเปรียบในเรื่องนี้”

ส่วนที่ว่า ร่าง พ.ร.ป.พรรคการเมืองของ กรธ.ฉบับเสร็จสมบูรณ์จะได้เห็นกันเมื่อใดนั้น นายชาติชาย ระบุว่า ความตั้งใจของ กรธ.ทั้งคณะ ตั้งเป้าว่า รัฐธรรมนูญประกาศใช้วันใด วันรุ่งขึ้น กรธ.จะนำไปยื่นให้ สนช. พิจารณาได้ทันที ดังนั้น จึงรีบร่างให้แล้วเสร็จ อย่างช้าอาทิตย์หน้า ตอนนี้ก็อ่านและปรับแก้กันไปเรื่อยๆ เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์มากที่สุด

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,219 วันที่ 18-21 ธันวาคม 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • politics