
ตั้ง‘บริษัทกลาง’คุมพอร์ตประกัน รักษาข้าราชการ7หมื่นล้าน
กระทรวงการคลังกำลังจัดทำรายละเอียดเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาแนวทางให้บริษัทประกันเข้ามาบริหารค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ วงเงินงบประมาณ 7 หมื่นล้านบาท โดยคาดว่าจะเริ่มใช้ในเดือนตุลามคม 2560 ซึ่งแผนที่กระทรวงการคลังจะเสนอ ครม.ได้มอบหมายให้สมาคมประกันวินาศภัยไทยทำรายละเอียดมาให้กระทรวงการคลังพิจารณา ก่อนเสนอ ครม.ให้ความเห็นชอบ
[caption id="attachment_118304" align="aligncenter" width="300"]
อานนท์ วังวสุ[/caption]
นายอานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวกับ ”ทีมข่าวเฉพาะกิจสปริงนิวส์ทีวี” ว่า หลังจากกระทรวงการคลังเห็นชอบในหลักการแนวทางการนำระบบประกันมาใช้ในสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการแล้ว สมาคมฯ ต้องทำรายละเอียดเพิ่มเติม 2 ส่วน คือ
1.เบี้ยประกัน ที่กระทรวงการคลังกำหนดให้ไม่เกินงบประมาณค่ารักษาพยาบาลข้าราชการที่ใช้ในปัจจุบันปีละ7 หมื่นล้านบาท ซึ่งสมาคมฯ ได้ขอข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อนำมาประกอบการพิจารณาเบี้ย เช่น จำนวนผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก โรคและจำนวนผู้ป่วยแต่ละโรคที่เบิกค่ารักษาพยาบาล
2.ระบบบริการหลังการขายประกัน เช่น ความสะดวกของข้าราชการที่จะใช้ระบบประกัน ระบบการจ่ายเงินให้กับโรงพยาบาล ซึ่งสมาคมฯ จะไปศึกษารูปแบบในต่างประเทศ
ทั้งนี้สมาคมมีแผนที่จะตั้ง “บริษัทกลาง” ขึ้นมาบริหารระบบประกันดังกล่าว ซึ่งได้หารือกับบริษัทประกันภัยที่เป็นสมาชิกสมาคมฯ แล้ว และมีผู้สนใจเข้าร่วมลงทุนตั้งบริษัทกลาง 5-6 ราย โดยถ้า ครม.เห็นชอบได้เร็วจะทำให้บริษัทประกันมีเวลาในการวางระบบการทำงานมากขึ้น เพื่อรองรับการเริ่มใช้ประกันแทนสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการในเดือนตุลาคม 2560
นายอานนท์ กล่าวว่า บริษัทกลางจะเป็นผู้ลงทุนระบบซอฟต์แวร์ ซึ่งต้องเป็นระบบที่มีความสามารถสูง เพราะต้องรองรับข้อมูลของผู้ใช้บริการที่เป็นข้าราชการ 2 ล้านคน และครอบครัวข้าราชการอีก 2.3 ล้านคน รวมผู้มีสิทธิทั้งสิ้น 4.3 ล้านคน ซึ่งกระทรวงการคลังให้ข้อมูลมาว่ามีผู้ใช้สิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาล 60-65% ของผู้มีสิทธิทั้งหมด รวมแล้วทำเรื่องเบิกค่ารักษาพยาบาลปีละ 22 ล้านรายการ ถือว่าเป็นจำนวนที่สูงมากจึงต้องการระบบซอฟต์แวร์ที่มีประสิทธิภาพ
รวมทั้งบริษัทกลางจะต้องเป็นผู้ลงทุนออกบัตรประจำตัวให้ข้าราชการและครอบครัว เพื่อให้ยื่นกับโรงพยาบาลก่อนการรักษา รวมทั้งดำเนินการหาบริษัทรับประกันภัยต่อเพื่อลดความเสี่ยงให้กับบริษัทกลาง ซึ่งคาดว่าจะหาไม่ยาก
การจัดทำข้อเสนอครั้งนี้กระทรวงการคลังให้โจทย์สมาคมฯ ว่า 1.เบี้ยประกันต้องมีวงเงินไม่สูงกว่าปีละ 7 หมื่นล้านบาท 2.การบริการของระบบประกันต้องเท่ากับระบบสวัสดิการแบบเดิมหรือดีกว่าเดิม และ 3.ต้องให้ความคุ้มครองข้าราชการและครอบครัวไม่น้อยกว่าสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งสมาคมฯ จะมีข้อเสนอระยะกลาง 3 ปี ที่จะเพิ่มความคุ้มครองการรักษาพยาบาล โดยให้ข้าราชการและครอบครัวรักษาในโรงพยาบาลเอกชนได้ โดยปัจจุบันสามารถรักษาในโรงพยาบาลเอกชนได้เฉพาะกรณีอุบัติเหตุ แต่อนาคตจะรักษาได้ทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชนทุกกรณี
นายอานนท์ กล่าวว่า ปัจจุบันข้าราชการกังวลว่าระบบประกันจะทำให้สิทธิการรักษาพยาบาลลดลง เพราะผู้ที่รับราชการส่วนใหญ่ต้องการสวัสดิการรักษาพยาบาลที่ครอบคลุมถึงคู่สมรส บุตร บิดาและมารดา ซึ่งสมาคมฯ ยืนยันว่าไม่เข้ามาเพื่อหวังผลกำไรเพียงอย่างเดียว และรัฐบาลคงต้องวางแนวทางการทำความเข้าใจกับข้าราชการก่อนนำระบบประกันมาใช้ โดยสมาคมฯ พร้อมที่จะทำงานร่วมกับรัฐบาลในการชี้แจงข้าราชการ
[caption id="attachment_118305" align="aligncenter" width="305"]
วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์[/caption]
แนะใช้กองทุนเหมือนสิงคโปร์
ด้านนางวรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ ที่ปรึกษาด้านหลักประกันสังคม สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) แสดงความเห็นถึงรูปแบบประกันสุขภาพให้กับข้าราชการว่า ปัจจุบันมีข้าราชการ 4.8 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุประมาณ 1.5 ล้านคน หรือ 30% ของจำนวนข้าราชการทั้งหมด โดยปกติผู้สูงอายุป่วยเป็นโรคเรื้อรังต้องพบแพทย์บ่อย ดังนั้นโครงสร้างปัจจุบันเป็นโครงสร้างของคนมีสิทธิ์ที่จะเจ็บป่วยบ่อย ค่าใช้จ่ายก็จะสูงขึ้นไปเรื่อยๆ มองไปข้างหน้าก็จะมีผู้สูงอายุมากขึ้น
ส่วนระบบประกันสุขภาพข้าราชการยังไม่ทราบว่ารูปแบบเป็นอย่างไรเพราะยังไม่เกิด แต่คิดว่าระบบประกันสุขภาพข้าราชการคงไม่เกิดขึ้นด้วย 2 ปัจจัย คือ 1.ทราบมาว่าบริษัทประกันยังไม่มีข้อมูลที่ดีพอที่จะออกแบบประกันออกมาได้ ดังนั้นถ้ารัฐอยากให้เอกชนเข้ามาทำจริงๆ สิ่งแรกคือต้องนำข้อมูลพื้นฐานที่เพียงพอในการคำนวณกำหนดราคาให้กับบริษัทประกัน เขาถึงจะคำนวณราคาออกมา คำนวณชุดสิทธิประโยชน์ออกมาได้
และ 2.ไม่มีใครอยากถูกควบคุมค่าใช้จ่าย ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะใช้ ผู้ป่วยก็มีสิทธิ์ที่จะใช้ได้เต็มที่ แพทย์ก็มีสิทธิ์ที่จะรักษาได้เต็มที่และให้ยาได้อย่างเต็มที่ แม้ว่าจะมียาในบัญชียาหลัก แต่แพทย์ก็มีสิทธิ์จ่ายยาที่อยู่นอกบัญชีที่มีราคาแพง ส่วนโรงพยาบาลถ้ามีผู้ป่วยเข้ามาจำนวนมาก โรงพยาบาลก็ชอบ ส่วนกรมบัญชีกลางคนในกรมก็เป็นข้าราชการก็ได้ใช้สิทธิ์นั้นเหมือนกัน
ส่วนที่เอกชนพยายามบอกว่าถ้าเปลี่ยนจากระบบเดิมเป็นระบบประกัน ข้าราชการจะสามารถรักษาโรงพยาบาลเอกชนได้ด้วยจะเป็นแรงจูงใจให้ข้าราชการมาสนใจหรือไม่ นายวรวรรณ มองว่า รูปแบบยังไม่ออก ดังนั้นคิดว่ายังเป็นแค่การโฆษณา แต่ทั้งนี้ถ้าเคยซื้อประกันของเอกชน เขามีเพดานหรือมีอย่างน้อยเราจ่ายไปก่อนถึงจะเบิกส่วนเกินได้ หรือเบิกได้ก็เบิกได้เป็นสัดส่วน ไม่สามารถเบิกได้ 100% อันนั้นวิธีการและหลักการของการใช้ประกัน ถ้าฟรีหมดจะไม่คุ้มค่าใช้จ่าย เอกชนไม่มีอะไรที่ฟรีทั้งหมด ถ้าฟรีก็ต้องราคาแพงมหาศาล ที่ในที่สุดก็ไม่มีคนซื้อ “ถ้าเปลี่ยนระบบให้บริษัทประกันเอกชนมาทำจะควบคุมค่าใช้จ่ายได้หรือเปล่า เพราะโดยธรรมชาติของประกันของเอกชนต้องมีคุณลักษณะที่เป็นธุรกิจ ต้องดำเนินธุรกิจไม่ให้ขาดทุน ที่ต้องมีกรอบของการใช้จ่าย ไม่ใช่ว่าให้ส่งมาเก็บเท่าไรก็ต้องจ่ายเท่านั้นอีกแล้ว ไม่เช่นนั้นธุรกิจก็จะอยู่ไม่ได้ ดังนั้นไม่ว่าจะผู้ป่วยนอกหรือว่าผู้ป่วยในต้องมีกรอบของการเบิกจ่าย ถามว่าข้าราชการจะรับได้หรือไม่ ก็จะถูกตั้งคำถามว่าถูกลิดรอนสิทธิ์หรือเปล่า แต่เดิมเบิกได้ทุกอย่าง แต่เมื่อมีกรอบหรือเพดาน คิดว่าต้องมีคนคัดค้านแน่นอน”
นางวรวรรณ กล่าวอีกว่า ทีดีอาร์ไอเคยทำวิจัยให้กรมบัญชีกลางเมื่อปี 2554 เพื่อเป็นทางออกของปัญหาค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นของระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการ ซึ่งเป็นปัญหาที่กรมบัญชีกลางก็รู้ปัญหาและตระหนัก แต่งานวิจัยนี้กรมบัญชีกลางไม่เคยนำมาหยิบยกพูดคุยต่อ ซึ่งข้อเสนอที่ทีดีอาร์ไอเสนอคือการมี “กองทุนเมดิเซฟ”(Medisave) เป็นระบบที่ใช้ในประเทศสิงคโปร์ ที่มีกองทุนอยู่หนึ่งกองทุน ที่มีเงินเข้ามาในกองทุนนี้
โดยอาจจะเป็นรัฐสะสมให้ เงินจะนำมาใช้ตอนที่เจ็บป่วย ถ้าไม่ป่วยเงินก็จะสะสมไปเรื่อยๆ ส่วนคนที่ป่วยก็จะนำเงินจากเมดิเซฟไปใช้ ก็จะเป็นการสร้างแรงจูงใจให้คนไม่ป่วย แต่ถ้าเป็นคนที่มีโรคเรื้อรังเงินในระบบนี้อาจจะไม่พอใช้ จึงมีอีกระบบคือ “เมดิชีล” (MediShield) มารองรับอีกชั้น ดูแลกรณีผู้ป่วยโรคเรื้อรัง คือระบบประกันที่คุ้มครองคนป่วยโรคเรื้อรัง
“ป่วยเล็กน้อยก็นำเงินเมดิเซฟมาใช้ แต่ถ้าป่วยเรื้อรังก็เมดิชีลมาช่วย เป็น 2 ระบบที่ช่วยคุ้มครอง ก็จะทำให้คนดูแลสุขภาพ เพราะถ้าเงินในระบบเมดิเซฟเหลือก็นำไปเป็นบำนาญได้ นี่คือข้อเสนอที่ทำให้กรมบัญชีกลางตั้งแต่ปี 2554 แต่ก็ไม่ถูกหยิบนำมาใช้ ปัญหาค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นก็ไม่ถูกแก้ไข”
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,215 วันที่ 8 - 10 ธันวาคม 2559
[caption id="attachment_118304" align="aligncenter" width="300"]
นายอานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวกับ ”ทีมข่าวเฉพาะกิจสปริงนิวส์ทีวี” ว่า หลังจากกระทรวงการคลังเห็นชอบในหลักการแนวทางการนำระบบประกันมาใช้ในสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการแล้ว สมาคมฯ ต้องทำรายละเอียดเพิ่มเติม 2 ส่วน คือ
1.เบี้ยประกัน ที่กระทรวงการคลังกำหนดให้ไม่เกินงบประมาณค่ารักษาพยาบาลข้าราชการที่ใช้ในปัจจุบันปีละ7 หมื่นล้านบาท ซึ่งสมาคมฯ ได้ขอข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อนำมาประกอบการพิจารณาเบี้ย เช่น จำนวนผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก โรคและจำนวนผู้ป่วยแต่ละโรคที่เบิกค่ารักษาพยาบาล
2.ระบบบริการหลังการขายประกัน เช่น ความสะดวกของข้าราชการที่จะใช้ระบบประกัน ระบบการจ่ายเงินให้กับโรงพยาบาล ซึ่งสมาคมฯ จะไปศึกษารูปแบบในต่างประเทศ
ทั้งนี้สมาคมมีแผนที่จะตั้ง “บริษัทกลาง” ขึ้นมาบริหารระบบประกันดังกล่าว ซึ่งได้หารือกับบริษัทประกันภัยที่เป็นสมาชิกสมาคมฯ แล้ว และมีผู้สนใจเข้าร่วมลงทุนตั้งบริษัทกลาง 5-6 ราย โดยถ้า ครม.เห็นชอบได้เร็วจะทำให้บริษัทประกันมีเวลาในการวางระบบการทำงานมากขึ้น เพื่อรองรับการเริ่มใช้ประกันแทนสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการในเดือนตุลาคม 2560
นายอานนท์ กล่าวว่า บริษัทกลางจะเป็นผู้ลงทุนระบบซอฟต์แวร์ ซึ่งต้องเป็นระบบที่มีความสามารถสูง เพราะต้องรองรับข้อมูลของผู้ใช้บริการที่เป็นข้าราชการ 2 ล้านคน และครอบครัวข้าราชการอีก 2.3 ล้านคน รวมผู้มีสิทธิทั้งสิ้น 4.3 ล้านคน ซึ่งกระทรวงการคลังให้ข้อมูลมาว่ามีผู้ใช้สิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาล 60-65% ของผู้มีสิทธิทั้งหมด รวมแล้วทำเรื่องเบิกค่ารักษาพยาบาลปีละ 22 ล้านรายการ ถือว่าเป็นจำนวนที่สูงมากจึงต้องการระบบซอฟต์แวร์ที่มีประสิทธิภาพ
รวมทั้งบริษัทกลางจะต้องเป็นผู้ลงทุนออกบัตรประจำตัวให้ข้าราชการและครอบครัว เพื่อให้ยื่นกับโรงพยาบาลก่อนการรักษา รวมทั้งดำเนินการหาบริษัทรับประกันภัยต่อเพื่อลดความเสี่ยงให้กับบริษัทกลาง ซึ่งคาดว่าจะหาไม่ยาก
การจัดทำข้อเสนอครั้งนี้กระทรวงการคลังให้โจทย์สมาคมฯ ว่า 1.เบี้ยประกันต้องมีวงเงินไม่สูงกว่าปีละ 7 หมื่นล้านบาท 2.การบริการของระบบประกันต้องเท่ากับระบบสวัสดิการแบบเดิมหรือดีกว่าเดิม และ 3.ต้องให้ความคุ้มครองข้าราชการและครอบครัวไม่น้อยกว่าสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งสมาคมฯ จะมีข้อเสนอระยะกลาง 3 ปี ที่จะเพิ่มความคุ้มครองการรักษาพยาบาล โดยให้ข้าราชการและครอบครัวรักษาในโรงพยาบาลเอกชนได้ โดยปัจจุบันสามารถรักษาในโรงพยาบาลเอกชนได้เฉพาะกรณีอุบัติเหตุ แต่อนาคตจะรักษาได้ทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชนทุกกรณี
นายอานนท์ กล่าวว่า ปัจจุบันข้าราชการกังวลว่าระบบประกันจะทำให้สิทธิการรักษาพยาบาลลดลง เพราะผู้ที่รับราชการส่วนใหญ่ต้องการสวัสดิการรักษาพยาบาลที่ครอบคลุมถึงคู่สมรส บุตร บิดาและมารดา ซึ่งสมาคมฯ ยืนยันว่าไม่เข้ามาเพื่อหวังผลกำไรเพียงอย่างเดียว และรัฐบาลคงต้องวางแนวทางการทำความเข้าใจกับข้าราชการก่อนนำระบบประกันมาใช้ โดยสมาคมฯ พร้อมที่จะทำงานร่วมกับรัฐบาลในการชี้แจงข้าราชการ
[caption id="attachment_118305" align="aligncenter" width="305"]
แนะใช้กองทุนเหมือนสิงคโปร์
ด้านนางวรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ ที่ปรึกษาด้านหลักประกันสังคม สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) แสดงความเห็นถึงรูปแบบประกันสุขภาพให้กับข้าราชการว่า ปัจจุบันมีข้าราชการ 4.8 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุประมาณ 1.5 ล้านคน หรือ 30% ของจำนวนข้าราชการทั้งหมด โดยปกติผู้สูงอายุป่วยเป็นโรคเรื้อรังต้องพบแพทย์บ่อย ดังนั้นโครงสร้างปัจจุบันเป็นโครงสร้างของคนมีสิทธิ์ที่จะเจ็บป่วยบ่อย ค่าใช้จ่ายก็จะสูงขึ้นไปเรื่อยๆ มองไปข้างหน้าก็จะมีผู้สูงอายุมากขึ้น
ส่วนระบบประกันสุขภาพข้าราชการยังไม่ทราบว่ารูปแบบเป็นอย่างไรเพราะยังไม่เกิด แต่คิดว่าระบบประกันสุขภาพข้าราชการคงไม่เกิดขึ้นด้วย 2 ปัจจัย คือ 1.ทราบมาว่าบริษัทประกันยังไม่มีข้อมูลที่ดีพอที่จะออกแบบประกันออกมาได้ ดังนั้นถ้ารัฐอยากให้เอกชนเข้ามาทำจริงๆ สิ่งแรกคือต้องนำข้อมูลพื้นฐานที่เพียงพอในการคำนวณกำหนดราคาให้กับบริษัทประกัน เขาถึงจะคำนวณราคาออกมา คำนวณชุดสิทธิประโยชน์ออกมาได้
และ 2.ไม่มีใครอยากถูกควบคุมค่าใช้จ่าย ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะใช้ ผู้ป่วยก็มีสิทธิ์ที่จะใช้ได้เต็มที่ แพทย์ก็มีสิทธิ์ที่จะรักษาได้เต็มที่และให้ยาได้อย่างเต็มที่ แม้ว่าจะมียาในบัญชียาหลัก แต่แพทย์ก็มีสิทธิ์จ่ายยาที่อยู่นอกบัญชีที่มีราคาแพง ส่วนโรงพยาบาลถ้ามีผู้ป่วยเข้ามาจำนวนมาก โรงพยาบาลก็ชอบ ส่วนกรมบัญชีกลางคนในกรมก็เป็นข้าราชการก็ได้ใช้สิทธิ์นั้นเหมือนกัน
ส่วนที่เอกชนพยายามบอกว่าถ้าเปลี่ยนจากระบบเดิมเป็นระบบประกัน ข้าราชการจะสามารถรักษาโรงพยาบาลเอกชนได้ด้วยจะเป็นแรงจูงใจให้ข้าราชการมาสนใจหรือไม่ นายวรวรรณ มองว่า รูปแบบยังไม่ออก ดังนั้นคิดว่ายังเป็นแค่การโฆษณา แต่ทั้งนี้ถ้าเคยซื้อประกันของเอกชน เขามีเพดานหรือมีอย่างน้อยเราจ่ายไปก่อนถึงจะเบิกส่วนเกินได้ หรือเบิกได้ก็เบิกได้เป็นสัดส่วน ไม่สามารถเบิกได้ 100% อันนั้นวิธีการและหลักการของการใช้ประกัน ถ้าฟรีหมดจะไม่คุ้มค่าใช้จ่าย เอกชนไม่มีอะไรที่ฟรีทั้งหมด ถ้าฟรีก็ต้องราคาแพงมหาศาล ที่ในที่สุดก็ไม่มีคนซื้อ “ถ้าเปลี่ยนระบบให้บริษัทประกันเอกชนมาทำจะควบคุมค่าใช้จ่ายได้หรือเปล่า เพราะโดยธรรมชาติของประกันของเอกชนต้องมีคุณลักษณะที่เป็นธุรกิจ ต้องดำเนินธุรกิจไม่ให้ขาดทุน ที่ต้องมีกรอบของการใช้จ่าย ไม่ใช่ว่าให้ส่งมาเก็บเท่าไรก็ต้องจ่ายเท่านั้นอีกแล้ว ไม่เช่นนั้นธุรกิจก็จะอยู่ไม่ได้ ดังนั้นไม่ว่าจะผู้ป่วยนอกหรือว่าผู้ป่วยในต้องมีกรอบของการเบิกจ่าย ถามว่าข้าราชการจะรับได้หรือไม่ ก็จะถูกตั้งคำถามว่าถูกลิดรอนสิทธิ์หรือเปล่า แต่เดิมเบิกได้ทุกอย่าง แต่เมื่อมีกรอบหรือเพดาน คิดว่าต้องมีคนคัดค้านแน่นอน”
นางวรวรรณ กล่าวอีกว่า ทีดีอาร์ไอเคยทำวิจัยให้กรมบัญชีกลางเมื่อปี 2554 เพื่อเป็นทางออกของปัญหาค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นของระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการ ซึ่งเป็นปัญหาที่กรมบัญชีกลางก็รู้ปัญหาและตระหนัก แต่งานวิจัยนี้กรมบัญชีกลางไม่เคยนำมาหยิบยกพูดคุยต่อ ซึ่งข้อเสนอที่ทีดีอาร์ไอเสนอคือการมี “กองทุนเมดิเซฟ”(Medisave) เป็นระบบที่ใช้ในประเทศสิงคโปร์ ที่มีกองทุนอยู่หนึ่งกองทุน ที่มีเงินเข้ามาในกองทุนนี้
โดยอาจจะเป็นรัฐสะสมให้ เงินจะนำมาใช้ตอนที่เจ็บป่วย ถ้าไม่ป่วยเงินก็จะสะสมไปเรื่อยๆ ส่วนคนที่ป่วยก็จะนำเงินจากเมดิเซฟไปใช้ ก็จะเป็นการสร้างแรงจูงใจให้คนไม่ป่วย แต่ถ้าเป็นคนที่มีโรคเรื้อรังเงินในระบบนี้อาจจะไม่พอใช้ จึงมีอีกระบบคือ “เมดิชีล” (MediShield) มารองรับอีกชั้น ดูแลกรณีผู้ป่วยโรคเรื้อรัง คือระบบประกันที่คุ้มครองคนป่วยโรคเรื้อรัง
“ป่วยเล็กน้อยก็นำเงินเมดิเซฟมาใช้ แต่ถ้าป่วยเรื้อรังก็เมดิชีลมาช่วย เป็น 2 ระบบที่ช่วยคุ้มครอง ก็จะทำให้คนดูแลสุขภาพ เพราะถ้าเงินในระบบเมดิเซฟเหลือก็นำไปเป็นบำนาญได้ นี่คือข้อเสนอที่ทำให้กรมบัญชีกลางตั้งแต่ปี 2554 แต่ก็ไม่ถูกหยิบนำมาใช้ ปัญหาค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นก็ไม่ถูกแก้ไข”
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,215 วันที่ 8 - 10 ธันวาคม 2559






