
จับตาสุญญากาศอำนาจ หลัง‘ทรัมป์’ผงาดผู้นำสหรัฐฯ
‘อาเซียนต้องเร่งสร้างความเป็นหนึ่งเดียว’
ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ
“สหรัฐฯ จะหันกลับไปแก้ปัญหาในบ้านตนเอง เน้นการดึงทุนกลับไปสร้างงาน จ้างงานในประเทศมากขึ้น กระตุ้นการค้าการบริโภคภายในเป็นหลัก”
[caption id="attachment_113589" align="aligncenter" width="243"]
ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ[/caption]
ชัยชนะของ โดนัลด์ ทรัมป์ มหาเศรษฐี วัย 70 ปี ตัวแทนพรรครีพับลิกันในศึกชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่สามารถเบียดเอาชนะคู่แข่งคนสำคัญอย่าง ฮิลลารี คลินตัน ตัวแทนพรรคเดโมแครต จนขึ้นแท่นประธานาธิบดี คนที่ 45 ของสหรัฐฯ ไปได้
นับแต่นี้ไปโลกจะจับตาดูว่า นโยบายและทิศทางการบริหารประเทศของ ทรัมป์ จะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศตามภูมิภาคต่าง ๆ
ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตเลขาธิการอาเซียน ชี้ว่า สิ่งที่จะตามมาคือ 1. สหรัฐฯ จะถอยกลับไปสนใจความเป็นไปในบ้านตนเองมากขึ้น มุ่งแก้ปัญหาภายในประเทศตนเองมากขึ้น
2. นำมาซึ่งการปกป้องตนเอง หรือ Protectionism ฟื้นกลับคืนมา 3.การสานความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในแนวทางการสร้างเครือข่าย เน็ตเวิร์ก การผลักดันกลุ่มพหุภาคีที่มีสหรัฐฯ เป็นหัวหอกจะลดลง แนวนโยบายด้านการค้า การลงทุน จะหันไปใช้การเจรจาทวิภาคีมากขึ้น
เราจะเผชิญกับความไม่แน่นอนจากการเปลี่ยนแปลงแนวนโยบายของสหรัฐฯมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องเตรียมรับมือกันให้ดี
ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นนั้น เศรษฐกิจที่พึ่งพาตลาดต่างประเทศ พึ่งพาการลงทุนโดยตรงหรือทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ ที่เติบโตมากับกระแสทุนเสรีนั้น ต่อไปจะจำกัดลง เพราะแนวทางเศรษฐกิจใหม่สหรัฐฯ จะหันกลับไปแก้ปัญหาในบ้านตนเอง เน้นการดึงทุนกลับไปสร้างงานจ้างงานในประเทศมากขึ้น กระตุ้นการค้าการบริโภคภายในเป็นหลัก
การที่สหรัฐฯหันกลับมาแข่งขันกับคู่แข่งจากที่อื่นมากขึ้น บีบบังคับให้ต้องปกป้องตลาด การปิดตลาด หรือปกป้องตนเองสูงมากขึ้น เป็นการหันกลับระบบเศรษฐกิจจากที่มุ่งเปิดเสรีกลับไปสู่การปกป้องตนเอง
การค้าโลกจะได้รับผลกระทบอย่างมาก จากกระแสเดิมในอดีตที่เรียกว่า เสรีนิยม มีการเปิดตลาดให้แข่งขัน เปิดเสรีการลงทุนหรือทุนเคลื่อนย้าย ทิศทางเหล่านี้ถึงจุดย้อนกลับ ซึ่งจะทำให้แนวทางที่ผลักดันมาหลายทศวรรษ จนสร้างสถาบันระหว่างประเทศ อาทิ องค์กรการค้าโลก (WTO) ขึ้นมารองรับ ก็จะได้รับผลกระทบกระเทือนไปด้วย เมื่อสหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเทศใหญ่ มีน้ำหนักในการผลักดันทิศทาง เปลี่ยนแปลงนโยบาย
ด้านผลกระทบและแนวทางตั้งรับของอาเซียน ดร.สุรินทร์ ระบุ ในแง่หนึ่งจะถูกลดความสำคัญลงไป เมื่อสหรัฐฯหันความสนใจกับสู่ภายในประเทศมากขึ้น เป็นจังหวะเดียวกับที่ประชาคมอาเซียน กำลังสร้างประชาคมที่มีความเป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้น เมื่อตลาดใหญ่อย่างสหรัฐฯมีข้อจำกัดเพิ่มขึ้น จะส่งผลกระทบต่อประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียน ที่พึ่งพาการส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ
“เราต้องรีบเร่งสร้างประชาคมอาเซียนให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากยิ่งขึ้น สร้างความเป็นประชาคมตลาดเดียวที่หนักแน่นยิ่งขึ้น ขณะที่ตลาดจีนจะมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นสำหรับอาเซียน เมื่อสหรัฐฯหันมาดึงการลงทุนกลับไปสร้างโรงงานทำกันในบ้าน มุ่งสร้างตลาดภายในมากกว่า เขาต้องหันมาแข่งขันกับอาเซียนเรามากขึ้น ประชาคมอาเซียนจึงต้องหันหน้าเข้าหากันเร่งสร้างความเข้มแข็งเพิ่มให้เร็วยิ่งขึ้น”
ส่วนบทบาทจีนในภูมิภาคที่จะเพิ่มขึ้นแทนการถอยห่างไปของสหรัฐฯหรือไม่นั้น อดีตเลขาธิการอาเซียน กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับทางสหรัฐฯว่าจะให้น้ำหนักอย่างไร ถ้าเขามุ่งมั่นเดินหน้าลดภาระในต่างประเทศ ลดการเข้าไปมีบทบาทในกองกำลังรักษาสันติภาพในภูมิภาคต่าง ๆ รวมถึงในภูมิภาคอาเซียนจริง จะเป็นการยูเทิร์นนโยบายระหว่างประเทศครั้งใหญ่ ซึ่งต้องจับตาว่าจะเกิดภาวะสุญญากาศของอำนาจตามมาหรือไม่ รวมทั้งต้องติดตามท่าทีของจีนว่าจะเข้ามาเพิ่มบทบาทแทนที่หรือไม่ ด้วยแนวทางใด
“จะมีความเปลี่ยนแปลงตามมาแน่ และเราต้องเร่งเตรียมการเพื่อรับมือ” ดร.สุรินทร์ ระบุ
‘ไทยมีโอกาสดีขึ้นต้องทำให้ถูกเรื่อง’
รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร
“สำหรับไทยมีโอกาสดีขึ้น เพราะสหรัฐต้องพึ่งพันธมิตร ขณะที่เราต้องเลือกเรื่องที่เหมาะสม เลือกเรื่องให้ถูก”
[caption id="attachment_113588" align="aligncenter" width="246"]
รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร[/caption]
รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง วิเคราะห์ผลกระทบหลังการเลือกตั้ง ที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาคนต่อไป สืบทอดอำนาจจาก นายบารัค โอบามา ว่า
ผลกระทบต่อประเทศไทย ด้านการเมืองความมั่นคงทางการทหาร ในระยะสั้นมองว่า ไม่มีอะไรที่น่าเป็นกังวล ต้องติดตามการแถลงนโยบายต่อสภาคองเกรสว่าจะออกมาอย่างไร อย่างไรก็ดีเชื่อว่า ยังคงเป็นเรื่องการรักษาผลประโยชน์ของอเมริกา “อเมริกาต้องมาก่อน” ตามที่ได้หาเสียงไว้ซึ่งเป็นนโยบายที่คล้ายกับของ ฮิลลารี คลินตัน
ส่วนระยะกลาง และระยะยาวเชื่อว่า ทรัมป์ยังพยายามรักษาความเป็นชาติมหาอำนาจในเอเชียอยู่ ต้องการเฝ้าระวังและปิดล้อมจีน และทำงานร่วมกันกับประเทศพันธมิตรในแง่ของหลักการพื้นฐาน ที่น่าสนใจ ถ้าได้ฟังสุนทรพจน์แรกที่ทรัมป์กล่าวภายหลังจากที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีแล้วจะเห็นว่า เขาได้เอ่ยถึงความร่วมมือในภูมิภาคต่างๆเอาไว้ด้วย ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับตอนหาเสียงแต่ก็เป็นเรื่องปกติ เพราะต้องไม่ลืมว่า ทรัมป์เป็นนักธุรกิจ ซึ่งชี้ให้เห็นว่า เขาได้ขยับมาอยู่ตรงกลางแล้ว
“เขาคงจะเดินหน้าลดกำลังทหารสหรัฐอเมริกาลง ขณะที่โอบามา ปักหมุดเรื่องทหาร เรื่องการส่งกำลังจำนวนมาก ด้านความมั่นคงกับสหรัฐและภูมิภาคคงไม่กระทบ แต่เราต้องเลือกเรื่องไปร่วมมือกับเขา เลือกเรื่องที่จะเข้าไปให้ถูก เชื่อว่าเขาคงไม่เอาเรื่องสิทธิมนุษยชน และประชาธิปไตยมากดดัน”
นอกจากนี้ ทรัมป์มีนโยบายต้องการต่อต้านโลกาภิวัตน์จะหันไปกดดันจีนด้วยวิธีการทางภาษี กีดกันสินค้าจากจีน จุดนี้อาจจะกระทบกับเรา ต้องรอดูกันว่า จะต่อต้านจริงจังมากน้อยแค่ไหน จะไม่สนใจ AFTA, NAFTA และความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (Trans-Pacific Partnership: TPP) จริงหรือไม่ เขามีนโยบายลดภาษีนิติบุคคลเพื่อดึงแรงงาน ดึงการลงทุนกลับประเทศ หันไปใช้มาตรการดึงทรัพย์สินกลับเข้ามาเพื่อเพิ่มรายได้ จะกลายเป็นการฟอกเงิน ซื้อหรือขายทิ้งบอนด์หรือไม่ต้องรอดูกันต่อไป
ขณะที่ทางภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิยุทธศาสตร์โลก เราอาจจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลง เกิดการเมืองใหม่ อาทิ สหรัฐอเมริกาจับมือกับรัสเซีย จับมือกับอิหร่าน การเมืองของภูมิภาคต่างๆ จะเปลี่ยนแปลงไป เชื่อว่ามีแนวโน้มในแง่ดี เพราะทรัมป์คงไม่ต้องการเปิดศึกหลายด้าน คงคิดถึงผลประโยชน์ของประเทศ
สรุปแล้วในภาพรวมสำหรับไทยมีโอกาสดีขึ้น เพราะสหรัฐต้องพึ่งพันธมิตร ขณะที่เราต้องเลือกเรื่องที่เหมาะสม เลือกเรื่องให้ถูก ดังเช่น ความร่วมมือทางการเมือง ทางการทหาร อาทิ การฝึกร่วม และการต่อต้านกลุ่มก่อการร้าย แต่เรื่องที่จะเอาเราไปกระทบกับจีน เรื่องสินค้าราคาถูก เรื่องแรงงาน เหล่านี้เราอาจได้รับผลกระทบได้
ส่งท้ายด้วยบทวิเคราะห์ชัยชนะของประธานาธิบดีป้ายแดงรายนี้ รศ.ดร.ปณิธาน ตั้งข้อสังเกตว่า ปัจจัยความสำเร็จประการหนึ่งของทรัมป์ คือ บทพิสูจน์ที่สะท้อนให้เห็นว่า 8 ปีที่โอบามาขึ้นมา ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานมากทางการเมือง คนอเมริกันเกิดความเบื่อหน่าย เพราะไม่สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้
ทั้งยังไม่มีผลงานทางเศรษฐกิจ เกิดมีกรณีอื้อฉาวเกิดขึ้นอีก หลายสำนักฟันธงว่า คลินตันจะมาวินแต่กลับพลิกล็อก สำหรับทรัมป์ไม่ว่าผลจะออกมาชนะหรือแพ้ ถือว่า เขาประสบความสำเร็จทางการเมือง นโยบายหลายเรื่องคนจำได้
“วันนี้เขาได้เสียงข้างมากจากทั้ง 2 สภา ซึ่งจะทำให้เขามีอำนาจเพิ่มจากระบบการถ่วงดุล ต้องรอดูว่า ทรัมป์ จะใช้อำนาจที่คนอื่นไม่มีจัดการสิ่งที่คนอื่นทำไม่ได้ได้หรือไม่ อย่างไร เช่น จัดการกับจีนเรื่องการเสียเปรียบทางด้านการค้า และการขึ้นค่าเงิน เป็นต้น”
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,209 วันที่ 13 - 16 พฤศจิกายน 2559
ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ
“สหรัฐฯ จะหันกลับไปแก้ปัญหาในบ้านตนเอง เน้นการดึงทุนกลับไปสร้างงาน จ้างงานในประเทศมากขึ้น กระตุ้นการค้าการบริโภคภายในเป็นหลัก”
[caption id="attachment_113589" align="aligncenter" width="243"]
ชัยชนะของ โดนัลด์ ทรัมป์ มหาเศรษฐี วัย 70 ปี ตัวแทนพรรครีพับลิกันในศึกชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่สามารถเบียดเอาชนะคู่แข่งคนสำคัญอย่าง ฮิลลารี คลินตัน ตัวแทนพรรคเดโมแครต จนขึ้นแท่นประธานาธิบดี คนที่ 45 ของสหรัฐฯ ไปได้
นับแต่นี้ไปโลกจะจับตาดูว่า นโยบายและทิศทางการบริหารประเทศของ ทรัมป์ จะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศตามภูมิภาคต่าง ๆ
ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตเลขาธิการอาเซียน ชี้ว่า สิ่งที่จะตามมาคือ 1. สหรัฐฯ จะถอยกลับไปสนใจความเป็นไปในบ้านตนเองมากขึ้น มุ่งแก้ปัญหาภายในประเทศตนเองมากขึ้น
2. นำมาซึ่งการปกป้องตนเอง หรือ Protectionism ฟื้นกลับคืนมา 3.การสานความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในแนวทางการสร้างเครือข่าย เน็ตเวิร์ก การผลักดันกลุ่มพหุภาคีที่มีสหรัฐฯ เป็นหัวหอกจะลดลง แนวนโยบายด้านการค้า การลงทุน จะหันไปใช้การเจรจาทวิภาคีมากขึ้น
เราจะเผชิญกับความไม่แน่นอนจากการเปลี่ยนแปลงแนวนโยบายของสหรัฐฯมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องเตรียมรับมือกันให้ดี
ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นนั้น เศรษฐกิจที่พึ่งพาตลาดต่างประเทศ พึ่งพาการลงทุนโดยตรงหรือทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ ที่เติบโตมากับกระแสทุนเสรีนั้น ต่อไปจะจำกัดลง เพราะแนวทางเศรษฐกิจใหม่สหรัฐฯ จะหันกลับไปแก้ปัญหาในบ้านตนเอง เน้นการดึงทุนกลับไปสร้างงานจ้างงานในประเทศมากขึ้น กระตุ้นการค้าการบริโภคภายในเป็นหลัก
การที่สหรัฐฯหันกลับมาแข่งขันกับคู่แข่งจากที่อื่นมากขึ้น บีบบังคับให้ต้องปกป้องตลาด การปิดตลาด หรือปกป้องตนเองสูงมากขึ้น เป็นการหันกลับระบบเศรษฐกิจจากที่มุ่งเปิดเสรีกลับไปสู่การปกป้องตนเอง
การค้าโลกจะได้รับผลกระทบอย่างมาก จากกระแสเดิมในอดีตที่เรียกว่า เสรีนิยม มีการเปิดตลาดให้แข่งขัน เปิดเสรีการลงทุนหรือทุนเคลื่อนย้าย ทิศทางเหล่านี้ถึงจุดย้อนกลับ ซึ่งจะทำให้แนวทางที่ผลักดันมาหลายทศวรรษ จนสร้างสถาบันระหว่างประเทศ อาทิ องค์กรการค้าโลก (WTO) ขึ้นมารองรับ ก็จะได้รับผลกระทบกระเทือนไปด้วย เมื่อสหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเทศใหญ่ มีน้ำหนักในการผลักดันทิศทาง เปลี่ยนแปลงนโยบาย
ด้านผลกระทบและแนวทางตั้งรับของอาเซียน ดร.สุรินทร์ ระบุ ในแง่หนึ่งจะถูกลดความสำคัญลงไป เมื่อสหรัฐฯหันความสนใจกับสู่ภายในประเทศมากขึ้น เป็นจังหวะเดียวกับที่ประชาคมอาเซียน กำลังสร้างประชาคมที่มีความเป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้น เมื่อตลาดใหญ่อย่างสหรัฐฯมีข้อจำกัดเพิ่มขึ้น จะส่งผลกระทบต่อประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียน ที่พึ่งพาการส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ
“เราต้องรีบเร่งสร้างประชาคมอาเซียนให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากยิ่งขึ้น สร้างความเป็นประชาคมตลาดเดียวที่หนักแน่นยิ่งขึ้น ขณะที่ตลาดจีนจะมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นสำหรับอาเซียน เมื่อสหรัฐฯหันมาดึงการลงทุนกลับไปสร้างโรงงานทำกันในบ้าน มุ่งสร้างตลาดภายในมากกว่า เขาต้องหันมาแข่งขันกับอาเซียนเรามากขึ้น ประชาคมอาเซียนจึงต้องหันหน้าเข้าหากันเร่งสร้างความเข้มแข็งเพิ่มให้เร็วยิ่งขึ้น”
ส่วนบทบาทจีนในภูมิภาคที่จะเพิ่มขึ้นแทนการถอยห่างไปของสหรัฐฯหรือไม่นั้น อดีตเลขาธิการอาเซียน กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับทางสหรัฐฯว่าจะให้น้ำหนักอย่างไร ถ้าเขามุ่งมั่นเดินหน้าลดภาระในต่างประเทศ ลดการเข้าไปมีบทบาทในกองกำลังรักษาสันติภาพในภูมิภาคต่าง ๆ รวมถึงในภูมิภาคอาเซียนจริง จะเป็นการยูเทิร์นนโยบายระหว่างประเทศครั้งใหญ่ ซึ่งต้องจับตาว่าจะเกิดภาวะสุญญากาศของอำนาจตามมาหรือไม่ รวมทั้งต้องติดตามท่าทีของจีนว่าจะเข้ามาเพิ่มบทบาทแทนที่หรือไม่ ด้วยแนวทางใด
“จะมีความเปลี่ยนแปลงตามมาแน่ และเราต้องเร่งเตรียมการเพื่อรับมือ” ดร.สุรินทร์ ระบุ
‘ไทยมีโอกาสดีขึ้นต้องทำให้ถูกเรื่อง’
รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร
“สำหรับไทยมีโอกาสดีขึ้น เพราะสหรัฐต้องพึ่งพันธมิตร ขณะที่เราต้องเลือกเรื่องที่เหมาะสม เลือกเรื่องให้ถูก”
[caption id="attachment_113588" align="aligncenter" width="246"]
รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง วิเคราะห์ผลกระทบหลังการเลือกตั้ง ที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาคนต่อไป สืบทอดอำนาจจาก นายบารัค โอบามา ว่า
ผลกระทบต่อประเทศไทย ด้านการเมืองความมั่นคงทางการทหาร ในระยะสั้นมองว่า ไม่มีอะไรที่น่าเป็นกังวล ต้องติดตามการแถลงนโยบายต่อสภาคองเกรสว่าจะออกมาอย่างไร อย่างไรก็ดีเชื่อว่า ยังคงเป็นเรื่องการรักษาผลประโยชน์ของอเมริกา “อเมริกาต้องมาก่อน” ตามที่ได้หาเสียงไว้ซึ่งเป็นนโยบายที่คล้ายกับของ ฮิลลารี คลินตัน
ส่วนระยะกลาง และระยะยาวเชื่อว่า ทรัมป์ยังพยายามรักษาความเป็นชาติมหาอำนาจในเอเชียอยู่ ต้องการเฝ้าระวังและปิดล้อมจีน และทำงานร่วมกันกับประเทศพันธมิตรในแง่ของหลักการพื้นฐาน ที่น่าสนใจ ถ้าได้ฟังสุนทรพจน์แรกที่ทรัมป์กล่าวภายหลังจากที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีแล้วจะเห็นว่า เขาได้เอ่ยถึงความร่วมมือในภูมิภาคต่างๆเอาไว้ด้วย ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับตอนหาเสียงแต่ก็เป็นเรื่องปกติ เพราะต้องไม่ลืมว่า ทรัมป์เป็นนักธุรกิจ ซึ่งชี้ให้เห็นว่า เขาได้ขยับมาอยู่ตรงกลางแล้ว
“เขาคงจะเดินหน้าลดกำลังทหารสหรัฐอเมริกาลง ขณะที่โอบามา ปักหมุดเรื่องทหาร เรื่องการส่งกำลังจำนวนมาก ด้านความมั่นคงกับสหรัฐและภูมิภาคคงไม่กระทบ แต่เราต้องเลือกเรื่องไปร่วมมือกับเขา เลือกเรื่องที่จะเข้าไปให้ถูก เชื่อว่าเขาคงไม่เอาเรื่องสิทธิมนุษยชน และประชาธิปไตยมากดดัน”
นอกจากนี้ ทรัมป์มีนโยบายต้องการต่อต้านโลกาภิวัตน์จะหันไปกดดันจีนด้วยวิธีการทางภาษี กีดกันสินค้าจากจีน จุดนี้อาจจะกระทบกับเรา ต้องรอดูกันว่า จะต่อต้านจริงจังมากน้อยแค่ไหน จะไม่สนใจ AFTA, NAFTA และความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (Trans-Pacific Partnership: TPP) จริงหรือไม่ เขามีนโยบายลดภาษีนิติบุคคลเพื่อดึงแรงงาน ดึงการลงทุนกลับประเทศ หันไปใช้มาตรการดึงทรัพย์สินกลับเข้ามาเพื่อเพิ่มรายได้ จะกลายเป็นการฟอกเงิน ซื้อหรือขายทิ้งบอนด์หรือไม่ต้องรอดูกันต่อไป
ขณะที่ทางภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิยุทธศาสตร์โลก เราอาจจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลง เกิดการเมืองใหม่ อาทิ สหรัฐอเมริกาจับมือกับรัสเซีย จับมือกับอิหร่าน การเมืองของภูมิภาคต่างๆ จะเปลี่ยนแปลงไป เชื่อว่ามีแนวโน้มในแง่ดี เพราะทรัมป์คงไม่ต้องการเปิดศึกหลายด้าน คงคิดถึงผลประโยชน์ของประเทศ
สรุปแล้วในภาพรวมสำหรับไทยมีโอกาสดีขึ้น เพราะสหรัฐต้องพึ่งพันธมิตร ขณะที่เราต้องเลือกเรื่องที่เหมาะสม เลือกเรื่องให้ถูก ดังเช่น ความร่วมมือทางการเมือง ทางการทหาร อาทิ การฝึกร่วม และการต่อต้านกลุ่มก่อการร้าย แต่เรื่องที่จะเอาเราไปกระทบกับจีน เรื่องสินค้าราคาถูก เรื่องแรงงาน เหล่านี้เราอาจได้รับผลกระทบได้
ส่งท้ายด้วยบทวิเคราะห์ชัยชนะของประธานาธิบดีป้ายแดงรายนี้ รศ.ดร.ปณิธาน ตั้งข้อสังเกตว่า ปัจจัยความสำเร็จประการหนึ่งของทรัมป์ คือ บทพิสูจน์ที่สะท้อนให้เห็นว่า 8 ปีที่โอบามาขึ้นมา ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานมากทางการเมือง คนอเมริกันเกิดความเบื่อหน่าย เพราะไม่สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้
ทั้งยังไม่มีผลงานทางเศรษฐกิจ เกิดมีกรณีอื้อฉาวเกิดขึ้นอีก หลายสำนักฟันธงว่า คลินตันจะมาวินแต่กลับพลิกล็อก สำหรับทรัมป์ไม่ว่าผลจะออกมาชนะหรือแพ้ ถือว่า เขาประสบความสำเร็จทางการเมือง นโยบายหลายเรื่องคนจำได้
“วันนี้เขาได้เสียงข้างมากจากทั้ง 2 สภา ซึ่งจะทำให้เขามีอำนาจเพิ่มจากระบบการถ่วงดุล ต้องรอดูว่า ทรัมป์ จะใช้อำนาจที่คนอื่นไม่มีจัดการสิ่งที่คนอื่นทำไม่ได้ได้หรือไม่ อย่างไร เช่น จัดการกับจีนเรื่องการเสียเปรียบทางด้านการค้า และการขึ้นค่าเงิน เป็นต้น”
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,209 วันที่ 13 - 16 พฤศจิกายน 2559






