
รีวิว Mazda CX-30 ESSENTIAL ผู้ขายไม่ท้อ คนซื้อก็ได้ ICE สมรรถนะดี
รีวิว Mazda CX-30 ESSENTIAL COLLECTION 2025 ที่ปรับรุ่นย่อยใหม่ และทำราคาลดลง 100,000 บาท กับบี-เอสยูวี ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร เพียวๆ
ตลาดรถยนต์ซบซึม ค่ายญี่ปุ่นไม่คึกคัก ขณะที่ยอดขายมาสด้าก็ลดลงตามเหตุตามปัจจัย ไร้รถยนต์โมเดลใหม่แบบสดซิงมาประดับโชว์รูม
ญี่ปุ่นก็มึน คนไทยก็เซ็งครับ ขณะที่รถยนต์โมเดลใหม่จะเริ่มเห็นปลายปีนี้กับ EV Mazda 6e (นำเข้าจีน) จากนั้นทัพใหญ่จะตามมาสมทบตั้งแต่ปี 2569-2571 ทั้งรถไฮบริด และไมลด์ไฮบริด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเอสยูวี
ดังนั้น ในตอนนี้มาสด้า พยายามขุดรุ่นที่ขายปัจุบันมาทำตลาดอย่างสุดความสามารถ โดยเฉพาะกลุ่มที่สร้างยอดขายเป็นหลัก ทั้ง Mazda 2 Mazda CX-3 และ Mazda CX-30 กับ ESSENTIAL COLLECTION ซึ่งใจความสำคัญคือ ปรับรุ่นย่อยใหม่ ตัดฟังก์ชันออก ถอดบางฟีเจอร์ไป และทำราคาลดลงตั้งแต่ 90,000 - 100,000 บาท
อย่างรุ่นที่ผมนำมาลองขับล่าสุด Mazda CX-30 SIGNATURE หรือรุ่นท็อป 2.0 SP เดิม ก็ตัดระบบไฟหน้า Adaptive LED Headlamps ออกไปขยับราคาลง 1 แสนบาท เหลือ 1.099 ล้านบาท
สำหรับตัว 2.0 SIGNATURE ยังคงฟังก์ชันสำคัญอื่นๆ ไว้เช่น หลังคาซันรูฟ เบาะหนัง แพดเดิลชิฟต์เปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย เครื่องเสียง Bose พร้อมลำโพง 12 ตัว ตลอดจนไฟท้ายแบบ LED Signature กล้อง 360 องศารอบคัน ประตูท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า
ด้านความปลอดภัย i-Activsense ยังมี ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน ABSM, ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง RCTA, ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ MRCC, ระบบเตือนเมื่อมีรถเบี่ยงออกนอกเลน LDWS, ระบบปรับไฟหน้าสูงอัตโนมัติ HBC ระบบปรับองศาไฟหน้าตามการเลี้ยวของรถ AFS และระบบควบคุมความเร็วและพวงมาลัยตามรถคันหน้า CTS เป็นต้น
ส่วนรุ่นเริ่มต้น 2.0 PRIME ราคา 8.99 แสนบาท และ 2.0 ULTRA ราคา 9.99 แสนบาท ตัดของออกไปเยอะ พร้อมลดราคา 9 หมื่นบาท และ 1 แสนบาท ตามลำดับ
CX-30 ถือเป็นทีเด็ดของมาสด้า ต่อจากความสำเร็จของ CX-3 (ที่โกยยอดขายไปเยอะแล้วก่อนเปิดตัว CX-30) ด้วยขนาดตัวถัง และสมรรถนะสามารถต่อกรกับบี-เอสยูวี ญี่ปุ่นอย่าง Toyota Corolla Cross Honda HR-V และ Nissan Kicks ได้อย่างสมศักดิ์ศรี เพียงแต่ใช้ขุมพลัง ICE ล้วนๆ ต่างจากคู่แข่งที่เป็นไฮบริด (Corolla Cross มีรุ่นเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร เป็นทางเลือก)
ผมยังชื่นชม Mazda CX-30 ตรงความอเนกประสงค์ พื้นที่ใช้สอยภายในห้องโดยสารขยับขยายได้กำลังดี แต่ไม่ละทิ้งบุคลิกการขับขี่ที่ปราดเปรียว หนักแน่น
เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 2.0 ลิตร ไดเรกอินเจกชัน ให้กำลังสูงสุด 165 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 213 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที ส่งกำลังลงสู่ล้อหน้าด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด การตอบสนองเป็นธรรมชาติ ช่วงออกตัวกระปรี้กระเปร่า อัตราเร่งมาทันใช้
พวงมาลัยค่อนข้างมีน้ำหนัก เมื่อเทียบกับเอสยูวีไฮบริดคู่แข่ง ช่วงล่างหนึบแน่น ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ประกบยาง Dunlop SP Sport Maxx 215/55 R18 จังหวะเข้าโค้งยาวๆ ความเร็ว 80-100 กม./ชม. ควบคุมได้เนียนๆ แล้วจากนั้นจะผ่อนเบาหรือเดินคันเร่งต่อเนื่อง รถก็ไม่เสียทรง
...ผมรู้สึกว่า Mazda CX-30 ยังเหลือพื้นที่ให้ความรู้สึกระหว่าง Man and Machine เอาไว้อย่างเต็มเปี่ยม
ตำแหน่งผู้ขับ(เบาะปรับด้วยระบบไฟฟ้า) กดตำแหน่งนั่งลงมาต่ำได้สุดๆ ทัศนวิสัยรวมๆ อาจจะบีบแคบกว่าเอสยูวีทั่วไป แต่สะท้อนถึง DNA รถมาสด้าเอาไว้เต็มๆ ที่ต้องการให้คนขับเหมือนเป็นส่วนเดียวกันกับรถ (Jinba Ittai)
ภายในห้องโดยสารชิ้นงานการประกอบดี วัสดุซอฟต์ทัช เบาะหนัง หน้าจอสี Center Display แบบขนาด 8.8 นิ้ว พร้อมปุ่ม Center Commander รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto ระบบแอร์อัตโนมัติแบบ Dual Zone พร้อมช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง ซึ่งในส่วนผู้โดยสารด้านหลังอาจจะไม่ถึงกับนั่งสบายกว่าคู่แข่ง แต่ก็อึดอัดน้อยกว่า CX-3 ละครับ
ส่วนอัตราบริโภคน้ำมัน Mazda CX-30 เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร เคลมเฉลี่ยไว้ 15.4 กม./ลิตร ส่วนการขับขี่จริง เส้นทางกรุงเทพ-ชลบุรี ใช้ความเร็วสูง สลับเคลื่อนตัวได้เรื่อยๆ ย่านตัวเมือง เห็นตัวเลขระดับ 12-13 กม./ลิตร
รวบรัดตัดความ...ตอนนี้เอสยูวีราคา 1 ล้านบาท มองไปทางไหนก็เจอคู่แข่งปะทะรอบด้าน ทั้งจีนและญี่ปุ่น แต่ถ้าใครเน้นสมรรถนะการขับขี่จริงจัง ช่วงล่าง การควบคุมเด็ดขาด Mazda CX-30 ก็ไม่เป็นรองใครครับ
รีวิว Mazda CX-30 ESSENTIAL : กรกิต กสิคุณ







