thansettakij
thansettakij
เอกนิติ นิติทัณฑ์ สั่งให้กรมสรรพสามิต ทบทวนการจัดเก็บภาษีรถยนต์ไฟฟ้า EV รุ่นนำเข้า

จับตารัฐบาลขึ้นภาษี EV นำเข้า ค่ายรถขอเวลาปรับตัว หวั่นแข่งยาก พับแผนกลับบ้าน

08 ส.ค. 69 | 08:19 น.
อัปเดตล่าสุด :08 ส.ค. 69 | 08:26 น.

รัฐบาล จ่อขึ้นภาษีสรรพสามิต EV รุ่นนำเข้า พร้อมชงมติเข้าคณะรัฐมนตรีปลายเดือนกันยายนนี้ ด้านค่ายรถขอเวลาปรับตัว หวั่นแข่งขันยาก

KEY

POINTS

  • รัฐบาลเตรียมปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตรถยนต์ EV นำเข้า เพื่อส่งเสริมการผลิตในประเทศ โดยจะเสนอเรื่องเข้าคณะรัฐมนตรีภายในสิ้นเดือนกันยายน
  • ค่ายรถยนต์ผู้นำเข้า EV จากจีน แสดงความกังวลว่า การขึ้นภาษีจะทำให้แข่งขันได้ยากขึ้น และขอเวลาในการปรับตัว
  • การขึ้นภาษีอาจทำให้ราคารถ EV นำเข้าสูงขึ้น 25-30% และอาจส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคที่ซื้อรถไปแล้วในด้านบริการหลังการขาย หากบริษัทต้องปิดตัว

รัฐบาลจ่อขึ้นภาษีสรรพสามิต EV รุ่นนำเข้า “เอกนิติ” แย้มค่ายรถส่วนใหญ่เห็นด้วยแล้ว พร้อมชงเข้าครม.ปลายเดือนกันยายนนี้ ด้านค่ายรถที่นำเข้า EV จากจีน ขอเวลาปรับตัว หวั่นแข่งขันยาก ไม่ลงทุนตั้งโรงงานก็ต้องปิดบริษัท พับแผนกลับบ้าน ซึ่งจะกระทบลูกค้า(ที่ซื้อรถไปแล้ว) ดีลเลอร์ ไฟแนนซ์

ตามที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีคำสั่งให้กรมสรรพสามิตไปทบทวนการจัดเก็บภาษีรถยนต์ไฟฟ้า EV รุ่นนำเข้าให้มีอัตราที่สูงขึ้น 

นายเอกนิติ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้พิจารณาโครงสร้างภาษีสรรพสามิตสำหรับยานยนต์สมัยใหม่ รวมถึงรถยนต์ไฟฟ้า EV  ซึ่งจะมีการกำหนดอัตราภาษีที่แตกต่างกัน เพื่อจูงใจให้เกิดการผลิตจริงภายในประเทศ โดยผู้ประกอบการที่เข้ามาจัดตั้งโรงงานผลิตในไทยและมีการใช้เครือข่ายการผลิตในประเทศจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีสรรพสามิตในอัตราที่ต่ำกว่า 

ในทางกลับกันรถยนต์ที่นำเข้าจากต่างประเทศโดยไม่มีโรงงานผลิตในประเทศไทย จะต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้น เพื่อป้องกันปัญหาสินค้าทะลักเข้ามาจำหน่ายในประเทศ และสร้างความเป็นธรรมให้กับค่ายรถยนต์ที่ลงทุนตั้งโรงงานและสร้างฐานการผลิตในไทย

“แนวทางดังกล่าวได้รับการตอบรับและสนับสนุนจากค่ายรถยนต์ส่วนใหญ่แล้ว โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาข้อกำหนดและอัตราภาษีในรายละเอียดร่วมกับข้อเสนอของภาคเอกชน คาดว่าจะสามารถพิจารณารายละเอียดให้แล้วเสร็จ เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในเดือนกันยายน 2569”นายเอกนิติ กล่าว

รถยนต์ไฟฟ้าจีน จอดที่ลานท่าเรือเตรียมส่งออกมายังประเทศไทย

ก่อนหน้านี้ กลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย ได้ออกมาเรียกร้องให้ EV รุ่นนำเข้า ต้องมีส่วนต่างภาษีสรรพสามิตสูงกว่า EV ประกอบในประเทศอย่างน้อย 30% หรือต้องเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่มีช่องว่างเพียง 8% (EV ประกอบในประเทศ 2% นำเข้า 10%)

นายสมพล ธนาดำรงศักดิ์ นายกสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย (TAPMA) เปิดเผยว่า ต้องใช้กลไกภาษีสรรพสามิตมาเป็นเครื่องมือ เพื่อจูงใจให้บริษัทผู้ผลิตรถยนต์จากจีนลงทุนในประเทศ พร้อมกับการใช้ชิ้นส่วนจากบริษัทคนไทยให้มากขึ้น โดยต้นทุนการผลิต EV ในไทย กับจีน ต่างกันประมาณ 30% ดังนั้น ต้องถ่างช่องว่างภาษีระหว่าง EV นำเข้า กับประกอบในประเทศอย่างน้อย 30%- 50%

ด้านแหล่งข่าวผู้บริหารบริษัทรถยนต์รายใหญ่ ที่มีการนำเข้า EV มาจากจีน เปิดเผยว่า ประเทศไทยเพิ่งเริ่มใช้โครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 โดยคิดตามการปล่อยไอเสีย CO2 และกว่าจะมีการบังคับใช้ บริษัทผู้ผลิตรถยนต์และภาครัฐ ได้หารือร่วมกัน และมีเวลาปรับตัวก่อนหน้านี้ 3-4 ปี 

ดังนั้น รัฐบาลไม่ควรรีบตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือสุดท้ายหากจะปรับภาษีสรรพสามิตใหม่จริงๆ ก็ควรประกาศล่วงหน้า หรือบังคับใช้หลังปี พ.ศ.2573 เพื่อให้ผู้ประกอบการได้มีเวลาเตรียมตัว

ขณะที่กลุ่มผู้นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจากจีน แสดงความไม่เห็นด้วยต่อแนวทางการปรับเพิ่มภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้า EV นำเข้าในอัตราที่สูงเกินไป โดยมองว่ามาตรการดังกล่าวจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการที่ยังไม่มีฐานการผลิตในประเทศไทย และอาจสวนทางกับเป้าหมายของภาครัฐในการส่งเสริมการใช้รถยนต์พลังงานสะอาด

รถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ จีลี่ บนโชว์รูมในไทย

การปรับอัตราภาษีรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าเป็น 32% จะทำให้ภาระภาษีเพิ่มขึ้นประมาณ 22% ของราคาขายปลีกแนะนำ และเมื่อรวมผลจากการคำนวณภาษีซ้อนภาษีและภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว คาดว่าราคาขายปลีกของรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าอาจเพิ่มขึ้นประมาณ 25-30% จากระดับเดิม”

เมื่อต้นทุนภาษีเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ประกอบการนำเข้าที่ไม่มีฐานการผลิตในประเทศอาจต้องเลือกระหว่าง “การยุติธุรกิจ” หรือการลงทุนจัดตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ในประเทศไทย ซึ่งการลงทุนดังกล่าวต้องใช้เวลาเตรียมการโดยทั่วไปไม่น้อยกว่า 2-3 ปี

หากผู้ประกอบการบางราย ไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อได้ ผลกระทบอาจไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะบริษัทผู้นำเข้า แต่ยังอาจกระทบต่อผู้บริโภคที่ใช้รถยนต์ของแบรนด์ดังกล่าว โดยเฉพาะเรื่องการรับประกัน และบริการหลังการขาย ขณะเดียวกันสถาบันการเงินอาจเผชิญความเสี่ยงจากหนี้เสียที่เพิ่มขึ้น และอาจเกิดข้อกังวลด้านความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ หากมาตรการดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการกีดกันทางการค้า