thansettakij
thansettakij
EV ลุยน้ำท่วมรอดหรือดับ รถจมน้ำควรทำอย่างไร

ไขข้อสงสัย EV ลุยน้ำท่วมรอดหรือดับ รถจมน้ำควรทำอย่างไร

26 ก.ย. 69 | 10:56 น.
อัปเดตล่าสุด :26 ก.ย. 69 | 10:57 น.

มาสด้า ให้ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้า EV ว่าสามารถลุยน้ำท่วมได้แค่ไหน หรือรถจมน้ำควรทำอย่างไร รวมถึงการชาร์จรถ EV ตอนฝนตกจะเกิดไฟช็อตจริงหรือไม่

มาสด้า ที่เพิ่งนำเข้า Mazda 6e รถยนต์ไฟฟ้า EV จากจีนมาทำตลาดในไทยช่วงกลางปีที่ผ่านมา และวันที่ 7 ตุลาคมนี้ เตรียมเปิดตัว EV รุ่นที่สองคือเอสยูวี Mazda CX-6e ที่นำเข้ามาจากโรงงานเดียวกัน

ล่าสุด มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ออกมาให้ข้อมูลที่น่าสนใจสำหรับผู้ใช้ EV ในช่วงที่ฝนตกหนัก และน้ำท่วมในหลายพื้นที่ 

แบตเตอรี่รถไฟฟ้า EV โดนน้ำแล้วช็อตไหม

ไม่ต้องกลัวว่าแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า EV โดนน้ำแล้วจะช็อต เพราะ EV ได้รับการพัฒนาเพื่อรับมือกับน้ำท่วม ฝนตก หรือการฉีดน้ำแรงดันสูงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเฉพาะชุดแบตเตอรี่ และมอเตอร์ที่ได้รับการป้องกันอย่างมิดชิด นอกจากนี้ ยังมีระบบเซ็นเซอร์ตัดไฟอัตโนมัติหากเกิดกระแสไฟรั่วอีกด้วย

โดยเบื้องต้นผู้ผลิต EV จะต้องออกแบบระบบป้องกันน้ำและความชื้นตามมาตรฐาน IP Rating ให้ไม่ต่ำกว่า IP67 จนถึง IP69 (มาตรฐานสูงสุด ณ ปัจจุบัน)

IP Rating คืออะไร

IP Rating หรือ Ingress Protection Rating เป็นมาตรฐานที่ใช้วัดระดับการป้องกันของเหลว ฝุ่นละออง หรือสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในรถ EV เพื่อรับประกันความปลอดภัยในทุกสถานการณ์ ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ใช้กับสมาร์ตโฟนเช่นเดียวกัน

ไขข้อสงสัย EV ลุยน้ำท่วมรอดหรือดับ รถจมน้ำควรทำอย่างไร

มาตรฐาน IP ประกอบด้วยตัวเลข 2 หลัก เช่น IP67, IP68 โดยตัวเลขหลักแรก หมายถึง การป้องกันฝุ่นละอองได้อย่างสมบูรณ์แบบ ส่วนเลขหลักที่สอง จะบ่งบอกถึงระดับความสามารถในการป้องกันน้ำ ได้แก่

  • มาตรฐาน IP67 ระบบป้องกันน้ำที่ระดับความลึกสูงสุด 1 เมตร สามารถขับรถลุยน้ำท่วมขังได้ไม่เกิน 30 นาที โดยที่น้ำไม่สามารถเล็ดลอดเข้าไปสร้างความเสียหายให้ระบบภายในรถยนต์
  • มาตรฐาน IP68 ระบบป้องกันน้ำที่ระดับความลึกประมาณ 1.5 - 3 เมตร ทั้งนี้ระยะเวลาในการขับรถลุยน้ำท่วมและความลึกเจาะจงขึ้นอยู่กับผู้ผลิตแต่ละค่าย
  • มาตรฐาน IP69K ระบบป้องกันแรงดันน้ำสูงถึง 80 – 100 bar จากการฉีดล้างทำความสะอาดด้วยเครื่องแรงดันสูง (Dynamic Jet Pressure) และทนต่ออุณหภูมิน้ำสูงสุดถึง 80 องศาเซลเซียส
  • มาตรฐาน IP54 ระบบสามารถป้องกันฝุ่นได้เป็นอย่างดี แม้จะมีเศษฝุ่นเล็ดลอดก็ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายใดๆ ต่อรถยนต์ รวมถึงมีการป้องกันละอองน้ำจากทุกทิศทาง

ขับ EV ลุยน้ำลึกได้แค่ไหน

รถยนต์ทุกคันมีมาตรฐาน Wading Depth หรือระดับความลึกที่รถยนต์สามารถลุยน้ำท่วมขังได้อย่างปลอดภัย เฉลี่ยอยู่ที่ 30 - 40 เซนติเมตร (ประมาณครึ่งล้อ)  แต่ควรขับรถด้วยความเร็วต่ำ เพื่อไม่ให้คลื่นน้ำหน้ารถหนุนสูงจนท่วมฝากระโปรง และไม่ควรจอดแช่น้ำเป็นเวลานาน

 

ชาร์จ EV ตอนฝนตกอันตรายไหม

การชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า EV ขณะที่ฝนตกไม่ได้อันตรายอย่างที่ใครหลายๆ คนคิด เพราะพอร์ตชาร์จบนตัวรถและหัวชาร์จได้รับการออกแบบตามมาตรฐาน IEC 62196 ที่กำหนดโดยคณะกรรมการไฟฟ้าสากล (IEC) ซึ่งควบคุมให้ขั้วต่อ (Connectors) และปลั๊กชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าต้องมีซีลยางกันน้ำอย่างหนาแน่น

ที่สำคัญ ระบบชาร์จไฟหรือ Wallbox มีกลไกตรวจสอบกระแสไฟ (Communication Protocol) ที่มีประสิทธิภาพสูง และผ่านการติดตั้งโดยช่างผู้เชี่ยวชาญด้านระบบไฟฟ้าเป็นที่เรียบร้อย หากหัวชาร์จยังเสียบไม่แน่น ตรวจพบความชื้น หรือมีไฟรั่ว ระบบจะไม่ปล่อยกระแสไฟฟ้าออกมาโดยเด็ดขาด

ไขข้อสงสัย EV ลุยน้ำท่วมรอดหรือดับ รถจมน้ำควรทำอย่างไร

เทคนิคการขับ EV ลุยน้ำได้อย่างปลอดภัย

สังเกตระดับน้ำและกระแสน้ำ หากน้ำสูงถึงขอบประตู หรือสูงกว่า 20 - 30 ซม. และไหลเชี่ยวจนเห็นเป็นคลื่นชัดเจนก็ควรหลีกเลี่ยงเส้นทางนั้น ไม่ควรขับผ่านโดยเด็ดขาด หรือดูจากรถที่ขับนำหน้า หากรถคันหน้าดับกลางทาง นั่นคือสัญญาณเตือนว่าไม่ควรไปต่อ

ใช้ความเร็วต่ำและคงที่ ด้วยความเร็วต่ำ (ประมาณ 10 - 15 กม./ ชม.) เพื่อให้มอเตอร์ทำงานอย่างต่อเนื่อง และต้องไม่ลืมที่จะรักษาระดับความเร็วให้คงที่ ไม่ขับเร็วจนเกินไป เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการสร้างคลื่นน้ำ (Bow Wave) บริเวณหน้ารถ ที่อาจทำให้น้ำซัดสูงจนไหลเข้าช่องรับอากาศ

เมื่อถึงจุดที่น้ำแห้งให้ลองเหยียบเบรกเบาๆ หลายๆ ครั้ง เพื่อให้ผ้าเบรกและจานเบรกเสียดสีกันจนความร้อน ช่วยไล่ความชื้นออกไป ทำให้ประสิทธิภาพการเบรกกลับมาเป็นปกติ

หาก EV ตกน้ำหรือรถจมน้ำ ควรทำอย่างไร

เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ควรตั้งสติและรีบออกจากรถ เพราะเมื่อรถตกน้ำ ระบบกระจกไฟฟ้าและล็อกประตูอาจทำงานต่อได้อีกเพียงระยะเวลาสั้นๆ ก่อนที่กล่องควบคุมหรือแบตเตอรี่ (12V) จะซ็อตและใช้งานไม่ได้

สำคัญที่สุดคือต้องรีบกดเปิดกระจกทันที ห้ามรอจนรถจมลงไปทั้งคัน โดยอาจใช้ค้อนหรืออุปกรณ์ที่มีปลายแหลมทุบกระจก เช่น แกนเหล็กพนักพิงศีรษะ กระแทกที่มุมหน้าต่างด้านข้าง ห้ามทุบกระจกหน้าบานใหญ่ เพราะเป็นกระจกนิรภัยลามิเนตที่แตกยาก

หากรถถูกน้ำท่วมหรือจมน้ำ ห้ามกดปุ่มสตาร์ตรถโดยเด็ดขาด เพราะอาจทำให้ระบบไฟฟ้าพังเสียหายหนักขึ้น

เมื่อรถจมน้ำ หรือแช่น้ำท่วมขังนานเกินมาตรฐานที่กำหนด เช่น จมน้ำลึกเกิน 1 เมตร นานเกิน 30 นาที น้ำอาจเล็ดลอดเข้าสู่ชุดแบตเตอรี่จนเกิดการลัดวงจร หรือสร้างความเสียหายต่อระบบภายในได้ 

ที่มา มาสด้า