
รีวิว AVATR 07 สัมผัสพรีเมี่ยม มอเตอร์เดี่ยวเหลือเฟือ ช่วงล่างเนียน
รีวิวเอสยูวีพลังงานไฟฟ้าแบรนด์พรีเมี่ยมของฉางอาน AVATR 07 รุ่น AWD มอเตอร์ตัวเดียวขับเคลื่อนล้อหลัง ราคา 1,659,000 บาท ซึ่งถูกกว่าตัวท็อป AWD ช่วงล่างถุงลม 2 แสนบาท
AVATR แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้า EV น้องใหม่ในเครือฉางอาน ที่วางตัวกำหนดราคาระดับพรีเมี่ยม คู่แข่งตรงๆ เต็มๆ ที่จีนมี IM ของกลุ่ม SAIC, Li Auto, ZEEKR ในเครือจีลี่ รวมไปถึงเทสล่า และกลุ่มเยอรมนีอย่าง เมอร์เซเดส-เบนซ์ บีเอ็มดับเบิลยู อาวดี้
AVATR ชูจุดขายด้วยความร่วมมือกับ Huawei ในการพัฒนาซอฟแวร์ระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ ระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง และใช้แบตเตอรี่ของ CATL
ในไทยฉางอาน ให้เพียง 2 ดีลเลอร์กรุ๊ป อีเทอนิตี้ แอทวัน และ อินฟินิท ออโตโมบิล ได้สิทธิ์ขาย พร้อมเปิดตัว EV รุ่นแรกคือ AVATR 11 ปลายปี 2567 ราคาแถวๆ 2 ล้านบาท ล่าสุดเสริมทัพเอสยูวีรุ่นที่ราคาย่อมเยาลงมาหน่อยคือ AVATR 07 ช่วงปลายปีที่แล้ว และเริ่มส่งมอบในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
AVATR 07 แบ่งการขายเป็น 2 รุ่นย่อย MAX RWD มอเตอร์เดี่ยวขับเคลื่อนล้อหลัง ราคา 1,659,000 บาท และ Ultra AWD มอเตอร์คู่ขับเคลื่อนสี่ล้อ ราคา 1,859,000 บาท
ทั้งสองรุ่นใช้แบตเตอรี่ LFP สเปกเดียวกัน 82 kWh แต่รุ่น MAX RWD ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าตัวเดียวกำลัง 342 แรงม้า จะวิ่งได้ระยะทาง 575 กม./ชาร์จ ส่วนรุ่น Ultra AWD มอเตอร์คู่แรงกว่าเป็น 598 แรงม้า บวกกับน้ำหนักตัว จึงได้ระยะทางวิ่ง 545 กม./ชาร์จ
ราคาต่างกัน 2 แสนบาท AVATR 07 รุ่น Ultra AWD ได้ล้ออัลลอยขนาด 21 นิ้ว พร้อมช่วงล่างถุงลม และโช้คอัพปรับความหนืดหน่วงด้วยระบบไฟฟ้า ส่วนรุ่น MAX RWD ได้ล้อขนาด 20 นิ้ว โช้คอัพ สปริง มาตรฐานกับโครงสร้างด้านหน้าปีกนกสองชั้น หลังมัลติลิงค์
ผมลองขับแล้วทั้ง 2 รุ่นย่อย กลับชอบความกลมกล่อมลงตัวของรุ่น MAX RWD มากกว่า พละกำลังไม่ต้องบู๊ไปเกือบ 600 แรงม้า หรืออัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ระดับ 3.9 วินาที ซึ่งผมว่ามันเกินความจำเป็นในชีวิตประจำวัน แม้การมีมอเตอร์ไฟฟ้าหน้า-หลัง จะให้เสถียรภาพโดยรวมดีตามแบบฉบับรถขับเคลื่อนสี่ล้อ แต่คุณลักษณะของระบบช่วงล่างถุงลมที่เน้นความนุ่มพริ้ว ไม่ได้ถูกจริตกับผมมากนัก (ในฐานะคนขับ)
ต่างจากรุ่น MAX ที่ช่วงล่างออกแนวกระชับ และหนึบเนียนในระดับที่ทำให้ผมประทับใจมากที่สุด เมื่อเทียบกับบรรดาเอสยูวีไฟฟ้าจีน ที่ทำตลาดในปัจจุบัน
พวงมาลัยทรง 8 เหลี่ยมขนาดเล็ก อาจจะต้องใช้เวลาปรับตัวในช่วงแรกๆ (โดยเฉพาะตอนกลับรถ) แต่จับไปจับมาก็คุ้นมือ โดยผมเลือกปรับการตอบสนองเป็นโหมดสปอร์ต น้ำหนักกำลังดี ไม่โหวงเหวง ควบคุมได้คล่องแคล่วไม่เป็นปัญหาครับ
รุ่น Max น้ำหนักตัวประมาณ 2.7 ตัน แต่การขับเคลื่อนไม่อุ้ยอ้าย อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. 6.8 วินาที พลังมาตามแรงกดของฝ่าเท้า หรือถ้าเลือกโหมดสปอร์ต รถก็ดีดพุ่งกระตือรือร้นไปอีก
AVATR 07 จริงๆขนาดตัวพอๆ กับ AVATR 11 ครับ แถมยังกว้างกว่า 10 มม.ที่ 1,980 มม. นั่งในรถระหว่างคนขับกับผู้โดยสารด้านหน้า รู้สึกถึงความห่างเหิน ขณะที่การนั่งเป็นผู้โดยสารด้านหลัง พื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง แต่เบาะฟังก์ชันไม่เต็มเท่าเบาะคู่หน้าที่มีระบบนวด 5 โหมด แรง 3 ระดับ ระบบเบาะอุ่น-เย็น และปรับเอนแบบ Zero Gravity 120 องศา (เบาะหลังเหมือนจะมีระบบอุ่นอย่างเดียว)
ภายในห้องโดยสารล้ำยุค วัสดุพรีเมี่ยมเกินราคา จอยาวด้านบนขนาด 35.4 นิ้ว แสดงค่าต่างๆ ของรถ (ที่เราเลือกเอาไว้) และจอทัชกรีนตรงกลางขนาด 15.6 นิ้ว เป็นชุดควบคุมรวมศูนย์ ลดปุ่ม-สวิตซ์แบบกลไกลงตามสไตล์รถยุคใหม่ ส่วนใครซื้อรุ่นท็อป Ultra AWD ยังได้สิทธิ์ซื้อกระจกมองข้างแบบดิจิทัล ที่ใช้กล้องจับสิ่งแวดล้อมด้านข้าง แล้วมาสะท้อนภาพที่หน้าจอ 6.7 นิ้ว สองฝั่งซ้าย-ขวาตรงมุมเสาเอพิลลาร์ ซึ่งเป็นออพชันที่จ่ายเงินเพิ่ม 80,000 บาท (ระบบนี้ลองแล้วครั้งแรกจะเหวอๆ มาก)
สำหรับระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ AVATR 07 ใช้เรดาร์มิลลิเมตร 1 จุด กล้องความละเอียดสูง 11 จุด และอัลตราโซนิกเรดาร์ 12 จุด รองรับระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ระบบช่วยเตือนช่วยเบรก ระบบรักษาเลน และระบบจอดอัตโนมัติและควบคุมผ่านสมาร์ตโฟน
ด้านอัตราบริโภคพลังงานเฉลี่ยผมทำได้ 17 kWh/100 กม. ดังนั้นระยะทางวิ่งจริงน่าจะได้ประมาณ 480 กม.จากการชาร์จไฟเต็มหนึ่งครั้ง
รวบรัดตัดความ... AVATR 07 เอสยูวีพรีเมี่ยมแรงดันแบตเตอรี่ 800 โวลต์ ออพชันไม่หรูสุดเท่า AVATR 11 แต่ถ้าเลือกสมรรถนะแบบขับเองใช้จริงในชีวิตประจำวัน รุ่น MAX RWD ราคา 1,659,000 บาท น่าใช้สุดๆ







