
อุตฯยานยนต์ป่วน EV จีนนำเข้ายอดพุ่ง-แย่งตลาดส่งออกรถยนต์ไทย
อุตสาหกรรมยานยนต์ป่วนหนัก รถยนต์ไฟฟ้า EV จีนนำเข้า ยอดขายพุ่ง จนกระทบรถที่ผลิตในไทย คาดกำลังผลิตรวมปีนี้เหลือ 1.45 ล้านคัน แบ่งการส่งออก 9 แสนคัน ขายในประเทศ 5.5 แสนคัน
KEY
POINTS
- ยอดนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า EV จากจีน พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อยอดขายรถยนต์ที่ผลิตในประเทศ และห่วงโซ่อุปทานโดยรวม
- การส่งออกรถยนต์ของไทย เผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น โดยรถยนต์จากจีน ยังเข้ามาแย่งตลาดในภูมิภาคสำคัญ เช่น อาเซียนและออสเตรเลีย
- สภาอุตสาหกรรมฯ ปรับลดเป้าหมายการผลิตรถยนต์รวมของไทยในปีนี้ เหลือ 1.45 ล้านคัน
อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย โดนรถจีนซัดหนัก ทั้งแย่งยอดขายในประเทศ และช่วงชิงตลาดส่งออกที่ประเทศคู่ค้าสั่งซื้อโดยตรงจากจีน บวกกับสภาพเศรษฐกิจโลก และสงครามตะวันออกกลาง ส.อ.ท.คาดยอดผลิตรวมปีนี้เหลือ 1.45 ล้านคัน
EV ขายทะลุ 1 แสนคัน เกินครึ่งเป็นรถนำเข้า
ตลาดรถยนต์ไทยครึ่งปีแรก (มกราคม–มิถุนายน 2569) มียอดขายรวม 346,966 คัน เพิ่มขึ้น 14.63% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ในจำนวนนี้เป็นของรถยนต์นั่ง EV 104,418 คัน โต 93% และคิดเป็นส่วนแบ่งการตลาด 30%
จากยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า EV ครึ่งปีแรกที่ทำได้กว่า 1 แสนคันในจำนวนนี้เกิน 50% เป็นรถนำเข้า นั่นหมายถึงการขาดโอกาสของรถที่ผลิตในประเทศ กระทบซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมยานยนต์โดยรวม
สอดคล้องกับตัวเลขของ กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ว่า ยอดผลิตรถยนต์นั่งไฟฟ้า EV ในไทย ระหว่างเดือนมกราคม–มิถุนายน 2569 ทำได้ 34,030 คัน ไม่รวมรถกระบะไฟฟ้า EV อีก 2,101 คัน
ส่วนยอดการผลิตรถยนต์รวมของไทยครึ่งปีแรกทำได้ 717,212 คัน ลดลง 1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ล่าสุดปรับเป้าหมายการผลิตลดลงมาเหลือ 1.45 ล้านคัน ลดลง 3.33% เมื่อเทียบกับปี 2568
ส่งออกรถยนต์ไทยเหลือ 9 แสนคัน
นายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ปีนี้คาดว่าไทยจะผลิตรถยนต์ได้ 1.45 ล้านคัน ในจำนวนนี้เป็นการส่งออก 9 แสนคัน ลดลง 5.26% และการผลิตเพื่อขายในประเทศ 5.5 แสนคัน(เท่าเดิม)
การส่งออกรถยนต์ของไทย ได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอน โดยปริมาณการส่งออกไปยังภูมิภาคนี้ในช่วงครึ่งปีแรกลดลง 38.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว เนื่องจากการปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุช
นอกจากนี้ ยังเผชิญมาตรการกีดกันการค้าและภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐ ยังคงดำเนินต่อไปโดยส่งผลต่อบรรยากาศทางเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน เกณฑ์การปล่อยมลพิษจากรถยนต์ของประเทศคู่ค้าเริ่มมีความเข้มงวดเพิ่มมากขึ้น
นอกจากนี้ การเข้ามาทำตลาดของรถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีน ส่งผลต่อการแข่งขันกับรถยนต์จากประเทศไทยในการส่งออกไปภูมิภาคต่างๆ ทั้งอาเซียน ออสเตรเลียและโอเชเนีย รวมถึงภูมิภาค อื่นๆ
นายสุวัชร์ กล่าวว่า ปัจจุบันจีนมีกำลังการผลิตรถยนต์เป็นหนึ่งในสามของโลก ได้เปรียบเรื่องต้นทุนต่อหน่วยการผลิตต่ำ หรือในช่วงสามปีหลัง จีนผลิตรถเกิน 30 ล้านคันทุกปี
สำหรับประเทศไทยมีศักยภาพการผลิตเต็มที่ 3 ล้านคันต่อปี (รวมทุกยี่ห้อ) แต่ถึงวันนี้ผลิตได้จริงไม่ถึง 1.5 ล้านคัน นั่นหมายความว่า เรายังใช้กำลังการผลิตต่ำเมื่อเทียบกับความสามารถจริง
ขณะที่เซกเมนต์ปิกอัพ ซึ่งเป็นเหมือนกระดูกสันหลังของอุตสาหกรรมยานยนต์มานาน ยังได้รับผลกระทบหนัก ทั้งยอดยอดผลิต และยอดขายในประเทศที่ลดลงต่อเนื่อง เหลือเพียง 1.3-1.4 แสนคันต่อปี
ตลาดปิกอัพเคยขายได้ 3-4 แสนคันต่อปี วันนี้กำลังลงมาถึงจุดต่ำสุด กระทบซัพพลายเชนในประเทศก็หายไปด้วย เพราะการผลิตปิกอัพหนึ่งคันใช้ชิ้นส่วนในประเทศมากกว่า 90%
“แม้ตลาดในประเทศภาพรวมครึ่งปีแรกจะเติบโต (14.63%) แต่ส่วนหนึ่งมาจากรถนำเข้าที่ปัจจุบันมีกว่า 100 รุ่น แน่นอนว่าผู้บริโภคย่อมคิดถึงเรื่อง Cost of ownership (ต้นทุนในการครอบครอง ค่าใช้จ่ายโดยรวมในการมีรถหนึ่งคัน) แต่ระยะยาวจะได้รับการดูแลที่ดีไหม หรือโบกมือลาหรือเปล่า เหล่านี้เป็นสิ่งที่ผู้บริโภคต้องตระหนัก” นายสุวัชร์ กล่าว







