thansettakij
thansettakij
เทสลา กำไรต่อคันร่วง 40% โตโยต้า ไล่จี้ขายหนึ่งคันรับ 70,300 บาท

เทสลา กำไรต่อคันร่วง 40% โตโยต้า ไล่จี้ขายหนึ่งคันรับ 70,300 บาท

10 ก.ค. 69 | 06:05 น.
อัปเดตล่าสุด :10 ก.ค. 69 | 06:14 น.

โตโยต้า ยังรักษาผลกำไรสุทธิจากการขายรถหนึ่งคันได้ดี 70,300 บาท สามารถขยับช่องว่างเข้ามาใกล้กับ เทสลา กำไรต่อคันร่วง 40% เหลือ 71,800 บาท/คัน หลังลดราคาแข่งกับ EV จีน

KEY

POINTS

  • เทสลา มีกำไรเฉลี่ยต่อคันลดลง 40% ในปีงบประมาณ 2025 เหลือประมาณ 71,800 บาท แม้จะยังครองอันดับ 1 ด้านกำไรต่อคันเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน
  • โตโยต้า ทำกำไรต่อคันไล่จี้มาที่ประมาณ 70,300 บาท ทำให้ส่วนต่างกำไรกับเทสลาลดลงเหลือเพียงประมาณ 1,450 บาท
  • สาเหตุหลักที่กำไรของเทสลา ลดลงคือการทำสงครามราคาในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อแข่งขันกับผู้ผลิตรถยนต์จากจีน ที่ขยายตลาดอย่างรวดเร็ว

Nikkei Asia รายงานว่า ปีงบประมาณ 2025 โตโยต้า ยังทำกำไรเฉลี่ยจากการขายรถยนต์ได้กว่า 7 หมื่นบาทต่อคัน ไล่จี้ ขณะที่ เทสลา (Tesla) กำไรต่อคันร่วง 40%

อุตสาหกรรมรถยนต์โลกปิดปีงบประมาณ 2025 (เม.ย.2024 - มี.ค.2025) ท่ามกลางความผันผวน ทั้งมาตรการภาษีนำเข้ารถยนต์ของสหรัฐฯ การแข่งขันด้านราคาจากขยายตลาดของ EV จีน ส่งผลให้ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ทั่วโลกมีผลกำไรต่อรถยนต์ 1 คันลดลงเกือบทั้งหมด

เทสลา กำไรต่อคันเป็นอันดับหนึ่งของโลก

ค่ายรถอเมริกัน เทสลา ยังครองอันดับ 1 ของโลกด้านกำไรสุทธิต่อรถยนต์หนึ่งคันเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน แต่พบว่าในปีงบประมาณ 2025 กำไรเฉลี่ยต่อคันลดลงถึง 40% เหลือ 348,000 เยน หรือประมาณ 71,800 บาท จาก 557,000 เยน หรือประมาณ 114,900 บาท ในปีก่อน ทำให้ช่องว่างกับ โตโยต้า เหลือเพียง 7,000 เยน หรือประมาณ 1,450 บาท

Tesla Model Y

หลายบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง แต่พี่ใหญ่ โตโยต้า มีกำไรต่อคันเฉลี่ย 341,000 เยน หรือประมาณ 70,300 บาทต่อคัน ลดลงเพียง 20% จากปีก่อน

ขณะที่ยอดขายรวมทั่วโลกของทั้งสองค่ายนี้ยังห่างกันมาก โดยปี 2025 (ม.ค.-ธ.ค.2025) โตโยต้าทำได้กว่า 11 ล้านคัน ส่วน เทสลา 1.63 ล้านคัน

ปัจจัยสำคัญที่กดดัน เทสลา คือการทำสงครามราคารถยนต์ไฟฟ้าซึ่งเริ่มขึ้นในจีนและขยายไปยังหลายตลาดทั่วโลก เพื่อรักษาปริมาณยอดขายท่ามกลางการแข่งขันจากผู้ผลิตรถยนต์จีน โดยเฉพาะ BYD และแบรนด์จีนรายอื่นที่เปิดตัวรถรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง พร้อมตั้งราคาที่แข่งขันได้ ทำให้ Tesla ต้องลดราคาจำหน่ายหลายครั้ง ส่งผลให้อัตรากำไรต่อคันลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

หากย้อนไปในช่วงปีงบประมาณ 2022-2023 เทสลา เคยทำกำไรเฉลี่ยต่อรถยนต์ได้มากกว่า 1 ล้านเยน หรือกว่า 206,000 บาทต่อคัน จากการอาศัยเทคโนโลยีการผลิตขนาดใหญ่และตลาด EV ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อการแข่งขันด้านราคาทวีความรุนแรง ความได้เปรียบดังกล่าวก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง

ไฮบริดโตโยต้า ยังแกร่ง ไม่แข่งสงครามราคา

ในทางกลับกันโตโยต้า ยังคงรักษาความสามารถในการทำกำไรได้ดีกว่าอุตสาหกรรมโดยรวม เนื่องจากยังมียอดขายรถยนต์ไฮบริดในระดับสูงทั่วโลก ทำให้ไม่จำเป็นต้องลดราคาหรือจัดแคมเปญส่งเสริมการขายอย่างหนักเหมือนผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าหลายราย

ด้านบีวายดี ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า EV ยอดขายอันดับหนึ่งของโลก เริ่มได้รับผลกระทบจากการแข่งขันเช่นกัน หลังรัฐบาลจีนทยอยลดมาตรการสนับสนุนรถยนต์พลังงานใหม่ตั้งแต่ต้นปี 2025 ส่งผลให้กำไรสุทธิในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคมลดลง 55%

Toyota Land Cruiser FJ

ขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อย่าง สเตลแลนติส และ ฟอร์ด ซึ่งปีก่อนยังมีกำไรเฉลี่ยประมาณ 150,000 เยน หรือราว 30,900 บาทต่อคัน ปีนี้กลับมีผลกำไรต่อคันติดลบ สะท้อนแรงกดดันจากต้นทุนและการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

อีกปัจจัยสำคัญที่กระทบผู้ผลิตรถยนต์ทั่วโลกคือมาตรการขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ของสหรัฐฯ โดยโตโยต้า ประเมินว่ามาตรการดังกล่าวส่งผลกระทบต่อกำไรจากการดำเนินงานประมาณ 1.38 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 284,600 ล้านบาท