
บุกมิวนิก BMW อัพเกรดโรงงานประวัติศาสตร์สู่ยุค Neue Klasse ผลิต EV เต็มรูปแบบ
ช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ผมมีโอกาสไปเยือนโรงงานเก่าแก่ที่สุดของ บีเอ็มดับเบิลยู ที่กรุงมิวนิก ประเทศเยอรมนี ที่กำลังยกระดับศักยภาพสู่ยุค Neue Klasse รองรับการผลิต EV เต็มรูปแบบ ภายในปี 2027
ช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ผมมีโอกาสไปเยือนโรงงานเก่าแก่ที่สุดของบีเอ็มดับเบิลยู ที่กรุงมิวนิก ประเทศเยอรมนี ปัจจุบันกำลังยกระดับศักยภาพสู่ยุค Neue Klasse รองรับการผลิต EV เต็มรูปแบบ ภายในปี 2027
ฐานการผลิตอายุกว่า 100 ปี เป็นโรงงานขนาดกลางด้วยกำลังการผลิต 280,000 คัน/ปี สเกลอาจจะไม่ใหญ่เท่าโรงงานดิงโกลฟิง ที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของแคว้นบาวาเรีย หรือสปาร์ตันเบิร์ก,สหรัฐอเมริกา และเซิ่นหยาง, จีน แต่โรงงานแห่งนี้กำลังยกระดับการผลิตไปสู่ iFACTORY โรงงานอัจฉริยะ พร้อมผลิตรถยนต์ไฟฟ้า EV 100% พื้นฐาน Neue Klasse
บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ใช้เงินลงทุนประมาณ 24,000 ล้านบาท ปรับปรุงสายการผลิต สร้างอาคารใหม่ ประเดิมด้วย BMW i3 Neue Klasse เดือนสิงหาคมนี้ ก่อนจะขยับไปผลิต EV 100% ภายในสิ้นปี 2027 ซึ่งรถยนต์ที่เคยผลิตในโรงงานมิวนิก อย่างซีรีย์ 3 (โฉมใหม่ G50) ซีรีย์ 4 และ M3 จะย้ายไปทำที่ดิงโกลฟิง ทั้งหมด
ปีเตอร์ เวเบอร์ ผู้อำนวยการโรงงานบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป มิวนิก เปิดเผยว่า ปัจจุบันโรงงานแห่งนี้มีกำลังผลิต 1,000 คัน/วัน ทำงาน 2 กะ มีพนักงานรวม 7,000 คน ส่วนแผนยกระดับการผลิตครั้งใหม่ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 1 ใน 3 ของโรงงานเดิม พร้อมแผนกบอดี้ ช้อป และไลน์ประกอบ (Assembly) ใหม่ รวมถึงการเพิ่มเทคโนโลยีอัตโนมัติระดับสูง
“ด้วยสถาปัตยกรรมยานยนต์ใหม่ Neue Klasse และการนำระบบอัตโนมัติมาใช้ จะช่วยให้โรงงานสามารถลดต้นทุนการผลิตโดยรวมลงได้อีก 10% เมื่อเทียบกับรถยนต์เจเนอเรชันปัจจุบัน”
สำหรับแผนกตัวถังใหม่ใช้หุ่นยนต์อุตสาหกรรมกว่า 800 ตัว โดยมีอัตราการใช้ระบบอัตโนมัติ 98% พร้อมนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในระบบตรวจสอบพื้นผิวอัตโนมัติ (ASI) ทั้งในแผนกตัวถังและแผนกพ่นสี เป้าหมายเพื่อสร้างระบบตรวจสอบที่ไม่ผิดพลาด (Zero-defect approach)
“การก้าวเข้าสู่ยุค Neue Klasse โรงงานมิวนิกจะเป็น Smart Plant เต็มตัวผ่านกลยุทธ์ BMW iFACTORY นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในหลายขั้นตอนการผลิต พร้อมผนึกกำลังกับเครือข่ายซัพพลายเชนในแคว้านบาวาเรีย ตามแนวคิด Local for Local เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค” นายเวเบอร์ กล่าว
ทั้งนี้ BMW i3 รถตระกูล Neue Klasse รุ่นที่สอง จะเริ่มผลิตที่โรงงานมิวนิก เดือนสิงหาคมนี้ (จากนั้นจะเริ่มทำ BMW i3 Touring) ขณะที่รุ่นแรก iX3 (ที่เพิ่งเปิดตัวเมืองไทย) ผลิตจากโรงงานเดเบรเซน ประเทศฮังการี
ตามแผนของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ทั้ง i3 และ iX3 จะขยายการผลิตมายังโรงงานเมืองเซิ่นหยาง ในปี 2027 ซึ่งต่อไปไทย ต้องนำเข้ารถ Neue Klasse สองรุ่นนี้มาจากจีน แน่นอน (แต่ iX3 ล็อตแรกมาจากฮังการี)
ข้อมูล BMW i3 (NA0)
BMW i3 เป็นรถแพลตฟอร์ม Neue Klasse รุ่นที่สองต่อจาก iX3 รถยนต์ไฟฟ้า EV เทคโนโลยี 800 โวลต์ ช่วยให้ชาร์จเร็วและวิ่งได้ไกล โดย BMW i3 50 xDrive มอเตอร์คู่(หน้า-หลัง) ให้กำลังสูงสุด 469 แรงม้า แรงบิดสูงสูงสุด 645 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ 4.7 วินาที
ถือเป็น BMW 3 Series รุ่นแรกที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 100% ใช้ระบบ eDrive เจเนอเรชันที่ 6 และเทคโนโลยีไฟฟ้าแรงดัน 800 โวลต์ พร้อมแบตเตอรี่แบบเซลล์ทรงกลมรุ่นใหม่ที่มีความหนาแน่นพลังงานสูง การชาร์จไฟเต็มหนึ่งครั้งวิ่งได้ระยะทาง 900 กิโลเมตร (มาตรฐาน WLTP) รองรับการชาร์จ DC สูงสุด 400 kW
การออกแบบของ BMW i3 Neue Klasse มีเอกลักษณ์ Four-eye face และกระจังหน้าไตคู่ที่รวมเข้ากับไฟหน้าและเซนเซอร์ ตัวรถมีสัดส่วนแบบสปอร์ตซีดาน (2.5-box design) ฐานล้อยาวและระยะโอเวอร์แฮงค์สั้น มือจับประตูเป็นแบบเรียบเนียนไปกับตัวรถ (Flush-mounted)
ภายในเน้นความโปร่งโล่ง มาพร้อมระบบ BMW Panoramic Vision ที่ฉายข้อมูลลงบนกระจกหน้าตลอดแนว และหน้าจอ Central Display ขนาด 17.9 นิ้ว เอียงหาผู้ขับขี่
BMW i3 เตรียมขึ้นไลน์ผลิตที่โรงงานบีเอ็มดับเบิลยูมิวนิก และพร้อมส่งมอบให้ลูกค้าชาวเยอรมันปลายปี 2026 ขณะที่ BMW 3 Series โฉมใหม่เจเนอเรชันที่ 7 (G50) จะมาในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ทั้งเครื่องยนต์สันดาป และปลั๊ก-อินไฮบริด







