
ครม.ไฟเขียวทบทวน EV3 เพิ่มความยืดหยุ่น ดันไทยสู่ฐานผลิต EV โลก
ครม.เห็นชอบทบทวนมติ EV3 ขยายกรอบการผลิตชดเชย มอบอำนาจกรมสรรพสามิตออกกฎ ลดขั้นตอนเสนอ ครม. เพิ่มความคล่องตัวเอกชน ดันไทยสู่ศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้า
KEY
POINTS
- ครม.มีมติเห็นชอบทบทวนมาตรการ EV3 โดยขยายเวลาการผลิตชดเชยเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้ผู้ประกอบการ
- มอบอำนาจให้กรมสรรพสามิตสามารถออกกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องได้โดยตรง เพื่อลดขั้นตอนและเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงาน
- มีเป้าหมายเพื่อรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ ป้องกันปัญหาสงครามราคา และผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิต EV ระดับโลก
วันที่ 23 ธันวาคม 2568 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ การทบทวนมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2568 ในประเด็นการขยายเวลาการผลิตชดเชยภายใต้มาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า EV3 เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบัน และเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
การทบทวนมติดังกล่าว เป็นไปตามมติที่ประชุม คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2567 โดยมีการปรับบทบาทการดำเนินงานให้ กรมสรรพสามิต สามารถออกกฎ ระเบียบ และแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องได้โดยตรง ภายใต้กรอบอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย เพื่อสนับสนุนการดำเนินมาตรการ EV3 และ EV3.5 ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และช่วยลดขั้นตอนการพิจารณาในระดับคณะรัฐมนตรี
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า การปรับแนวทางดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะในช่วงที่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าเผชิญความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ความไม่แน่นอนของห่วงโซ่อุปทาน และการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง
นอกจากนี้ ยังช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหา การผลิตล้นตลาด (Oversupply) และป้องกันผลกระทบจาก สงครามราคา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ รวมถึงความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในระยะยาว
ทั้งนี้ รัฐบาลยืนยันว่า มาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยไปสู่ ยานยนต์ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ (Zero Emission Vehicle : ZEV) ช่วยรักษาฐานการผลิตยานยนต์ของประเทศ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และต่อยอดให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น ศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนสำคัญในระดับโลก อย่างยั่งยืน






