
'วิธีซื้อรถยนต์-รถไฟฟ้ามือสอง' จากเต็นท์ เช็ก 5 เรื่องก่อนควักเงินซื้อ
ตรวจสอบวิธีซื้อรถยนต์มือสองและรถยนต์ไฟฟ้า EV ใช้แล้ว จากเต๊นท์รถมือสอง "เช็กฉลาก-ใบเสร็จ-สัญญา" แนะ 5 ข้อต้องดูให้ชัวร์ก่อนซื้อ ป้องกันโดนกรอไมล์ โอนทะเบียนไม่ได้
KEY
POINTS
- สคบ. กำหนดให้รถยนต์และรถยนต์ไฟฟ้ามือสองเป็นสินค้าควบคุมฉลาก ต้องระบุข้อมูลสำคัญ 18-22 รายการ เช่น ประวัติอุบัติเหตุ เลขไมล์ และการรับประกันแบตเตอรี่สำหรับรถ EV
- ก่อนตัดสินใจซื้อควรตรวจสอบใบอนุญาตของร้านค้า เปรียบเทียบข้อมูลบนฉลากกับเล่มทะเบียนให้ตรงกัน โดยเฉพาะเลขตัวรถและเลขไมล์ และควรทดลองขับทุกครั้ง
- ตรวจสอบสัญญาซื้อขายและหลักฐานการรับเงินทุกครั้ง โดยเอกสารต้องระบุรายละเอียดรถ ราคา และเงื่อนไขการส่งมอบที่ชัดเจน
- ผู้ซื้อมีสิทธิ์บอกเลิกสัญญาได้ 4 กรณี หากผู้ขายผิดเงื่อนไข เช่น ส่งมอบรถไม่ตรงตามที่ตกลง หรือโอนกรรมสิทธิ์ไม่ได้ โดยผู้ขายต้องคืนเงินทั้งหมดภายใน 15 วัน
นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำกับดูแล สคบ. ร่วมกับกรมการปกครอง กรมการขนส่งทางบก ตำรวจ ปคบ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบเต็นท์รถยนต์มือสอง วันที่ 20 สิงหาคม 2569 ย่านถนนรัชดาภิเษก-ท่าพระ เขตธนบุรี กทม.
เพื่อตรวจสอบฉลากติดรถ หลักฐานการรับเงิน และสัญญาซื้อขาย หลังพบปัญหาร้องเรียนสูงสุด 3 อันดับ คือ จ่ายเงินจอง-มัดจำแล้วขอคืนไม่ได้, แก้ไขเลขไมล์ (กรอไมล์), ข้อมูลรถไม่ตรงเล่มทะเบียนจนโอนกรรมสิทธิ์ไม่ได้
เหตุผลที่ต้องลงพื้นที่ตรวจเข้ม
การลงพื้นที่ครั้งนี้ นางสาวศุภมาส ระบุว่า เป็นการสานต่อนโยบายรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญกับการลดภาระค่าครองชีพประชาชน เพราะรถมือสองคือทางเลือกของคนที่อยากมีรถหรือจำเป็นต้องใช้รถประกอบอาชีพ แต่ยังไม่พร้อมจ่ายราคารถป้ายแดง
สคบ.จึงกำหนดให้การกำกับดูแลธุรกิจนี้เป็นภารกิจเชิงรุก สั่งลงพื้นที่ตรวจถึงหน้าร้าน พร้อมประสานกรมการปกครองตรวจใบอนุญาตค้าของเก่า และกรมการขนส่งทางบกตรวจสมุดคู่มือจดทะเบียนรถควบคู่กัน
How to เช็กก่อนซื้อรถมือสองจากเต๊นท์ ต้องดูอะไรบ้าง
1. ดูฉลากที่ติดตัวรถให้ครบ : ตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 31 มีนาคม 2569 กำหนดให้รถยนต์ใช้แล้วและรถยนต์ไฟฟ้าใช้แล้วเป็นสินค้าควบคุมฉลาก ถือเป็นครั้งแรกที่กฎหมายไทยคุมฉลากรถยนต์ไฟฟ้ามือสองด้วย
- ฉลากต้องเป็นภาษาไทย ตัวอักษรสูงไม่น้อยกว่า 2 มิลลิเมตร
- ฉลากต้องระบุ 18 รายการ ได้แก่ ยี่ห้อ รุ่น ปีที่ผลิต เลขทะเบียน เลขตัวรถ เลขเครื่องยนต์ ระยะทางที่ใช้แล้ว ลำดับเจ้าของ ประวัติอุบัติเหตุ ไฟไหม้ น้ำท่วม ภาระผูกพัน เงื่อนไขการรับประกัน ชื่อที่อยู่ผู้ขาย และราคา
- หากรายการใดไม่มีต้องระบุว่า "ไม่มี"
- รถยนต์ไฟฟ้าใช้แล้วต้องมีข้อมูลเพิ่มอีก 4 รายการ คือ ประเภทรถยนต์ไฟฟ้า กำลังมอเตอร์ไฟฟ้า ประเภทแบตเตอรี่ และเงื่อนไขการรับประกันแบตเตอรี่
2. ทุกครั้งที่จ่ายเงินต้องได้ใบหลักฐานรับเงิน
ตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา พ.ศ. 2550 ร้านต้องออกหลักฐานการรับเงินให้ผู้ซื้อทันทีที่รับเงิน ไม่ว่าจะรับบางส่วนหรือเต็มจำนวน โดยต้องระบุชื่อที่อยู่ของร้านและผู้ซื้อ รายละเอียดรถ ระยะทางที่ใช้แล้ว ชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ จำนวนเงินที่รับ วันส่งมอบรถ วันส่งมอบสมุดคู่มือจดทะเบียน และข้อความรับรองว่าหากโอนทะเบียนไม่ได้ ส่งมอบรถไม่ได้ หรือบอกเลิกสัญญาโดยไม่ใช่ความผิดผู้ซื้อ ร้านต้องคืนเงิน
3. อ่านสัญญาให้ครบก่อนเซ็น
ตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา พ.ศ. 2562 สัญญาซื้อขายต้องเป็นภาษาไทย ทำ 2 ฉบับข้อความตรงกัน และส่งมอบให้ผู้ซื้อทันทีหลังเซ็น ต้องระบุรายละเอียดรถ ราคาซื้อขาย เงินจอง เงินมัดจำ เงินดาวน์ วันและสถานที่ส่งมอบรถ การส่งมอบสมุดคู่มือจดทะเบียน และประวัติการประสบภัยของรถ (ถ้ามี)
4. รู้สิทธิบอกเลิกสัญญา 4 กรณี
กฎหมายให้สิทธิผู้ซื้อบอกเลิกสัญญาได้ใน 4 กรณี คือ ร้านปรับราคารถสูงขึ้นจากที่ตกลงกันไว้, ไม่ส่งมอบรถตามกำหนดเวลา, ส่งมอบรถที่รายละเอียดไม่ตรงสัญญารวมถึงระยะทางไม่ตรง และโอนทะเบียนเป็นชื่อผู้ซื้อไม่ได้ เมื่อบอกเลิกสัญญาแล้ว ร้านต้องคืนเงินและสิ่งที่รับไว้ทั้งหมดภายใน 15 วัน และห้ามเขียนสัญญาริบเงินผู้ซื้อ เว้นแต่ผู้ซื้อเป็นฝ่ายผิดสัญญาเอง
5. เช็กก่อนควักเงิน 5 ข้อจาก สคบ.
ก่อนตัดสินใจซื้อ ผู้บริโภคควรตรวจสอบใบอนุญาตค้าของเก่าและใบทะเบียนพาณิชย์ของร้าน อ่านฉลากบนตัวรถเทียบกับเล่มทะเบียนให้ตรงกัน โดยเฉพาะเลขตัวรถ เลขเครื่องยนต์ และเลขไมล์ ทดลองขับทุกครั้ง อ่านสัญญาให้ครบทุกบรรทัดก่อนเซ็น และเก็บหลักฐานการรับเงินทุกครั้งที่จ่ายเงิน
บทลงโทษหากฝ่าฝืน
กรณีไม่มีฉลากหรือแสดงฉลากไม่ถูกต้อง มีความผิดตามมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนกรณีไม่จัดทำหรือไม่ส่งมอบหลักฐานการรับเงินและสัญญา โทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
นางสาวศุภมาส กล่าวว่า รถมือสองไม่ใช่ของถูก บางคนจ่ายเงินหลักแสนหรือเก็บเงินมาทั้งชีวิตเพื่อรถคันเดียว หากเจอปัญหาของไม่ตรงปกจะกระทบหนัก จึงต้องลงพื้นที่ตรวจด้วยตนเองเพื่อให้มั่นใจว่าการซื้อรถมือสองปลอดภัยและเป็นธรรม พร้อมย้ำว่าร้านค้าเพียงติดฉลากให้ครบ ออกหลักฐานรับเงินทุกครั้ง และทำสัญญาที่เป็นธรรม ก็สามารถขายได้อย่างสบายใจ แต่หากร้านใดยังกรอไมล์หรือปิดบังข้อมูลรถ สคบ.จะเดินหน้าตรวจถึงหน้าร้านอย่างจริงจัง
นางสาวศุภมาส กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้สั่งการให้ สคบ. เดินหน้าตรวจร้านจำหน่ายรถยนต์ใช้แล้วและรถยนต์ไฟฟ้าใช้แล้วอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการให้ความรู้ผู้ประกอบธุรกิจและผู้บริโภคไปพร้อมกัน โดยเชื่อว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่ตั้งใจทำมาหากินอย่างตรงไปตรงมา และขอบคุณสภาองค์กรของผู้บริโภคที่นำเสียงประชาชนมาสะท้อน
ช่องทางร้องเรียนหากไม่ได้รับความเป็นธรรม
หากผู้บริโภคซื้อรถมือสองแล้วไม่ได้รับความเป็นธรรม สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 ผ่านแอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ www.ocpb.go.th หรือศูนย์ดำรงธรรมทุกจังหวัด






