
ส.อ.ท. หั่นเป้าผลิตรถ- โตโยต้า ลุ้นครึ่งปีหลังฟื้น อานิสงส์ท่องเที่ยว-กระตุ้น ศก.
เจาะลึกอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยครึ่งปีหลัง ส.อ.ท.หวั่นสงครามตะวันออกกลาง มาตรการกีดกันทางการค้า กระทบตลาดสั่งออก พร้อมหั่นเป้าผลิตเหลือ 1.45 ล้าน ด้านโตโยต้ามองบวก ลุ้นมาตรการกระตุ้นศก.ท่องเที่ยวฟื้น ดันยอดขายพุ่ง
KEY
POINTS
- ส.อ.ท. ปรับลดเป้าหมายการผลิตรถยนต์ปี 2569 ลงเหลือ 1.45 ล้านคัน จากเดิม 1.50 ล้านคัน โดยเป็นการลดเป้าการผลิตเพื่อส่งออกเป็นหลัก
- ปัจจัยลบที่กระทบการส่งออกคือความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก, สงครามในตะวันออกกลาง, มาตรการกีดกันทางการค้า และการแข่งขันที่สูงขึ้นจากรถยนต์ไฟฟ้าจีน
- โตโยต้าคาดการณ์ว่าตลาดรถยนต์ในประเทศช่วงครึ่งปีหลังมีทิศทางปรับตัวดีขึ้น โดยหวังปัจจัยบวกจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ
ภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยครึ่งปีแรก 2569 การผลิตรถยนต์ลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยข้อมูลจาก กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. รายงานว่ารถยนต์ที่ผลิตได้ในเดือนมกราคม - มิถุนายน 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 717,212 คัน ลดลง ร้อยละ 1.04 โดยปัจจัยที่ทำให้ยอดหดตัวลงเป็นผลมาจากการผลิตรถเพื่อส่งออกลดลง ทั้งรถยนต์นั่งและรถกระบะ ขณะที่ตลาดในประเทศ ยอดขายรถใหม่ยังถือว่าเติบโต โดยครึ่งปีแรก มกราคม–มิถุนายน 2569 รถยนต์มียอดขาย 346,966 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 14.63
หวั่นสงครามตะวันออกกลาง มาตรการกีดกันทางการค้า ส.อ.ท.ปรับเป้ายอดผลิตรถปี 69
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท.เปิดเผยว่า ได้ปรับลดประมาณการผลิตรถยนต์ของประเทศไทยปี 2569 จาก 1.50 ล้านคัน เหลือ 1.45 ล้านคัน หรือลดลงร้อยละ 3.33 หลังภาคการส่งออกได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก สงครามในตะวันออกกลาง มาตรการกีดกันทางการค้า และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ขณะที่เป้าการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศยังคงไว้ที่ 550,000 คัน
เป้าหมายยอดผลิตรถยนต์ปี 2569
- เป้าหมายเดิม 1,500,000 คัน
- เป้าหมายใหม่ 1,450,000 คัน
- ลดลง 3.33 %
นายสุรพงษ์ เปิดเผยว่า การปรับลดลงในครั้งนี้ เป็นการปรับลดประมาณการผลิตเพื่อการส่งออกจากเดิม 950,000 คัน เหลือ 900,000 คัน หรือลดลงร้อยละ 5.26 ขณะที่ประมาณการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศยังคงไว้ที่ 550,000 คัน เท่าเดิม
ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทย ประกอบไปด้วย
- สงครามในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนและมีแนวโน้มยืดเยื้อ โดยปริมาณการส่งออกรถยนต์ไปยังตะวันออกกลางในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 ลดลงร้อยละ 38.35 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่อง
- มาตรการกีดกันการค้าและภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ ยังคงดำเนินต่อไป โดยส่งผลต่อบรรยากาศทางเศรษฐกิจโลกที่ยังผันผวน
- การเข้ามาทำตลาดของรถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีน ส่งผลต่อการแข่งขันกับรถยนต์จากประเทศไทยในการส่งออกไปภูมิภาคต่างๆ ทั้ง อาเซียน ออสเตรเลียและโอเชียเนีย รวมถึงภูมิภาคอื่นๆ
- เกณฑ์การปล่อยมลพิษจากรถยนต์ของประเทศคู่ค้าเริ่มมีความเข้มงวดเพิ่มมากขึ้น
EV โตแรงดันยอดขาย 6 เดือนโต 14% ฉุดเครื่องสันดาปร่วง 29%
ขณะที่ตลาดรถยนต์ในประเทศ แม้ยอดขายจะเติบโต เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับความนิยมมากขึ้น แต่ในส่วนของรถกระบะยังคงลดลงเนื่องจากความเข้มงวดของสถาบันทางการเงิน โดยตัวเลขยอดขายรถยนต์ตั้งแต่เดือนมกราคม–มิถุนายน 2569 ยอดขาย 346,966 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 14.63
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศที่พิ่มขึ้นเป็นผลมาจากรถยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับความนิยมมากขึ้นจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสงครามในตะวันออกกลางรวมทั้งการส่งเสริมให้ติดตั้งโซลาร์เซลล์ของรัฐบาล รถยนต์ไฟฟ้าหลายรุ่นมีราคาที่เข้าถึงได้ง่าย ส่วนใหญ่ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้ามาจากการนำเข้ามากกว่ารถยนต์ที่ผลิตในประเทศ ส่งผลให้หกเดือนปีนี้รถยนต์นั่งที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในผลิตลดลงถึง 34,679 คันหรือลดลงร้อยละ 29.21 จากตัวเลขหกเดือนของปีที่แล้ว
รถกระบะซึ่งใช้ชิ้นส่วนในประเทศกว่าร้อยละ 90 ยังคงขายได้แค่ 10,805 คัน ลดลงร้อยละ 3.17 จากมิถุนายนปีที่แล้ว รถกระบะเคยขายได้เดือนละ 30,000 คันก่อนการระบาดของโรคโควิด-19 ปัจจุบันขายได้เดือนละ 10,000 คัน ลดลงทุกเดือนตลอดสามปีมาแล้วจากการเข้มงวดของสถาบันการเงิน ส่งผลให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนและซัพพลายเชนผลิตลดลงด้วย รายได้และกำไรของบริษัทเหล่านี้ลดลง รัฐบาลเก็บภาษีสรรพสามิตและภาษีเงินได้นิติบุคคลลดลง รายได้คนงานและพนักงานของผู้ผลิตชิ้นส่วนและซัพพลายเชนทั้งหลายก็มีรายได้ลดลง จึงระมัดระวังการใช้เงิน ส่งผลให้การลงทุน การจ้างงานชะลอตัวลง เศรษฐกิจในประเทศเติบโตในอัตราต่ำ
นายสุรพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอให้รัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศให้เกิดการลงทุนขนาดใหญ่ การจ้างงานจำนวนมากเพื่อสร้างอำนาจซื้อให้มากขึ้น ใช้หนี้ได้มากขึ้น หนี้ครัวเรือนจะได้ลดลงอย่างแท้จริง รัฐบาลเก็บภาษีต่าง ๆ ได้มากขึ้น นำเงินภาษีไปลงทุน จ้างงานให้คนไทยให้มีรายได้มากขึ้น ทำให้ประเทศอยู่ในวัฏจักรเศรษฐกิจขาขึ้นเสียที
โตโยต้าลุ้นมาตรการกระตุ้นศก.-ท่องเที่ยวฟื้น ดันยอดขายรถพุ่ง
นายศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวถึงตลาดรถยนต์ครึ่งปีแรก ว่าภาพรวมตลาดรถยนต์ในช่วงครึ่งปีแรกมีการเติบโตที่ดี ในส่วนของโตโยต้ายังคงสามารถรักษาสถานะความเป็นผู้นำได้อย่างแข็งแกร่งในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ส่วนแผนงานในครึ่งปีหลัง เตรียมเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ ที่จะเข้ามาเติมเต็มไลน์อัปผลิตภัณฑ์ให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น
"ยอดขายรถในกลุ่ม Pure Pick Up แม้ภาพรวมตลาดจะมีแนวโน้มชะลอตัวลง แต่ Toyota Hilux เติบโตขึ้นจากปีที่แล้ว 6.00% ด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ที่ 52.26% จากการเปิดตัวและส่งมอบ Hilux Travo รุ่นใหม่ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดยมียอดขายเฉลี่ยกว่า 6,200 คันต่อเดือน ส่วนกลุ่มรถยนต์นั่ง มีสัญญาณฟื้นตัวที่ชัดเจนด้วยอัตราการเติบโต 4.52% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ในส่วนนี้มีผลมาจากกลุ่ม Eco Segment ที่ยังแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง โดยมียอดขายเติบโตขึ้นจากปีที่แล้ว 22.95% จากการเปิดตัว Yaris ATIV HEV ในปีที่ผ่านมา โดยทำยอดขายเฉลี่ย 6,000 คันต่อเดือน ตลอดช่วงเดือนมกราคม–มิถุนายนที่ผ่านมา เช่นเดียวกับกลุ่มรถ SUV ที่มีทิศทางฟื้นตัวและเติบโตขึ้น 3.68% นำโดย Corolla Cross ที่ทำยอดขายเพิ่มขึ้น 16.31% จากปีที่แล้ว ด้วยยอดขายเฉลี่ย 1,400 คันต่อเดือน ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา"
นายศุภกร กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลาดรถยนต์ในเดือนกรกฎาคม คาดว่าจะชะลอตัวลงเล็กน้อยตามดัชนีทางฤดูกาล (Seasonal Index) รวมถึงผู้บริโภคบางส่วนยังคงระมัดระวังการใช้จ่ายเพื่อติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดในสงครามตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด
ขณะที่ทิศทางในช่วงครึ่งปีหลัง ยังคงต้องจับตามองสถานการณ์ความไม่แน่นอน โดยเฉพาะสภาวะเศรษฐกิจและความตึงเครียดในสงครามตะวันออกกลาง แต่คาดว่าตลาดโดยรวมน่าจะมีทิศทางปรับตัวดีขึ้น จากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ







