
ถอดบทเรียน น้ำท่วมหาดใหญ่-ชายแดนไทยกัมพูชา สู่ นวัตกรรมเฝ้าระวัง-เยียวยาจิตใจยามวิกฤต
ถอดบทเรียนราคาแพงจากสองวิกฤตใหญ่ 'อุทกภัยหาดใหญ่ - เหตุปะทะชายแดนไทยกัมพูชา' โจทย์หินในการปฏิรูปงานสุขภาพจิตไทยในยุคดิจิทัลเพื่อการเฝ้าระวังและเยียวยาจิตใจยามเกิดวิกฤต
KEY
POINTS
- กรมสุขภาพจิตถอดบทเรียนจากวิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่และเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อพัฒนานวัตกรรมสำหรับเฝ้าระวังและเยียวยาปัญหาสุขภาพจิต
- มีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาประยุกต์ใช้ในการช่วยเหลือ เช่น วิเคราะห์อารมณ์สังคมออนไลน์, ใช้กูเกิลฟอร์มรวบรวมข้อมูล, และใช้เทเลเมดิซีนเพื่อสนับสนุนการทำงาน
- เน้นย้ำว่านวัตกรรมในภาวะวิกฤตไม่จำเป็นต้องล้ำสมัย แต่ต้องมีความยืดหยุ่น เข้าถึงง่าย และมีแผนสำรองสำหรับสถานการณ์ที่โครงสร้างพื้นฐานอย่างไฟฟ้าหรืออินเทอร์เน็ตล่ม
ภาพความสูญเสียจากน้ำท่วมฉับพลันที่หาดใหญ่และเสียงปืนปะทะที่บริเวณชายแดนไทยกัมพูชายังคงติดอยู่ในความทรงจำของคนไทยทั้งประเทศ วันนี้ซากปรักหักพังของบ้านเรือนถูกฟื้นฟูให้กลับมาได้ดังเดิมแต่สภาพจิตใจที่ชำรุดเสียหายนั้นยากจะคืนสภาพได้ในเร็ววัน
ในการประชุมวิชาการสุขภาพจิตนานาชาติ ครั้งที่ 25 ประจำปี 2569 (The 25th Annual International Mental Health Conference 2026) ภายใต้แนวคิด นวัตกรรมสุขภาพจิตเพื่อรับมือวิกฤตโลก โดยกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ได้ถอดบทเรียนสองเหตุการณ์สำคัญจากการทำงานในพื้นที่จริงท่ามกลางวิกฤตดังกล่าวที่วันนี้ภารกิจการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงและคนไทยทุกคนที่เฝ้าติดตามข่าวสารเหตุการณ์ในครั้งนั้นยังคงไม่เสร็จสิ้นโดยเฉพาะเรื่องของฟื้นฟูและเยียวยาสภาพจิตใจที่ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าจนนำมาสู่การถอดบทเรียนสำคัญเพื่อหาแนวทางเฝ้าระวังและการเยียวยาจิตใจจากวิกฤติที่เกิดขึ้นโดยใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลและเอไอเพื่อสุขภาพจิต (Smart Sentinel Minds)
ดร.นพ.อธิบ ตันอารีย์ นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ โรงพยาบาลศรีธัญญา ระบุว่า วิกฤตสุขภาพจิตไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับคนไทยซึ่งรู้จักกันมาตั้งแต่เกิดเหตุการณ์สึนามิ ตามด้วยวิกฤตการเมือง การเกิดแผ่นดินไหว วิกฤตชายแดนไทยกัมพูชารอบแรก เหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ วิกฤตชายแดนรอบสอง ล่าสุดคือเหตุไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว ตามลำดับ
ดร.นพ.อธิบ ย้ำว่า สิ่งที่สำคัญในการบริหารจัดการการจัดการเฝ้าระวังและการเยียวยาให้มีประสิทธิภาพ คือ ต้องมีข้อมูลข่าวสารโดยเฉพาะข้อมูลเชิงลึกที่จะเป็นข้อมูลกลางที่จะทำให้ทีมงานทุกส่วนบูรณาการการทำงานร่วมกันเพื่อทราบว่า ประชาชนกลุ่มไหน พื้นที่ใดที่ได้รับผลกระทบโดยตรงและมีปัจจัยใดที่จะนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิตตามมาเพื่อที่จะนำไปสู่การเยียวยาที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด พร้อมเน้นย้ำว่า "เทคโนโลยี" นั้นไม่จำเป็นต้องเป็นเทคโนโลยีที่เป็น "นวัตกรรม" แต่มองว่า เป็นเรื่องของการจัดการระบบและการจัดสรรทรัพยากรที่นำมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในช่วงภาวะวิกฤต
สำหรับการนำเอไอมาใช้ได้นำมาช่วยในการวิเคราะห์อารมณ์โดยรวมของสังคม เช่น มีการค้นหาคีร์เวิร์ดเกี่ยวกับ "น้ำท่วม" และ เรื่องของสุขภาพจิตซึ่งจะเกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลาที่สะท้อให้เห็นถึงอารมณ์ทั้งเชิงลบและเชิงบวกทำให้คาดการณ์สถานการณ์ภาพรวมได้ว่า สภาพจิตใจของสังคม รู้สึกอย่างไรซึ่งจะนำไปสู่การกำหนดหาแนวทางป้องกันความเสี่ยงได้
เมื่อ "ผู้เยียวยา" กลายเป็น "ผู้ประสบภัย"
ด้าน นพ.ณรัฐฐา หน่อพันธุ์ นายแพทย์ชำนาญการ โรงพยาบาลจิตเวชสงขลานครินทร์ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์กรณีเกิดเหตุน้ำท่วมใหญ่ที่หาดใหญ่ว่า ความท้าทายสำคัญคือ เจ้าหน้าที่ที่จะเข้ามาช่วยเหลือนั้นเป็นผู้ประสบภัยเองด้วยทำให้ไม่มีหน่วยงานใดที่จะเข้าไปช่วยเหลือจึงต้องประสานเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานในพื้นที่อื่นลงไปช่วยเหลือ หลังน้ำรดแล้วอุปสรรคสำคัญคือเศษซากขยะที่ทำให้เข้าถึงพื้นที่ได้ยาก จึงต้องปรับแผนการทำงานทุกวัน รวมถึงการจัดการเชื้อโรคในพื้นที่ประสบภัย
ปัญหาสำคัญของการทำงานช่วงเวลานั้น คือ สัญญาณมือถือหายจึงปรับรูปแบบการทำงานโดยใช้การกรอกรายละเอียด กรอกข้อมูลในลักษณะของกูเกิลฟอร์มเพื่อนำมาวิเคราะห์และประมวลผลเพื่อใช้บริการจัดการการทำงาน รวมถึงการลงรายละเอียดด้วยมือในกระดาษเพื่อรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ก่อนนำมาลงในระบบเมื่อเข้าสู่พื้นที่ที่มีสัญญาณเพื่อให้ข้อมูลเป็นปัจจุบันมากที่สุด
ส่วนการดูแลสภาพจิตใจประชาชนช่วงเวลานั้นจะได้จากการลงพื้นที่โดยตรงทำให้ทราบว่า พื้นที่ไหน กลุ่มก้อนใดมีภาวะเครียดสูงจึงให้แพทย์ในพื้นที่ใกล้เคียงเข้ามาดูแล
"คาดหวังว่าในอนาคตจะมีเครื่องมือหรือระบบที่ดีที่จะเข้ามาช่วยและทำให้เกิดประโยชน์ได้เพื่อที่จะสามารถจัดการกับสภาวะที่เกิดขึ้นในขณะนั้นได้ดีมากยิ่งขึ้น"
นพ.โกศล วราอัศวปติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ จ.อุบลราชธานี ได้สะท้อนประสบการณ์การทำงานที่เกิดขึ้นจากเหตุปะทะชายแดนไทยกัมพูชาว่า สถานการณ์ดังกล่าวกระทบครอบคลุมเขตสุขภาพที่ 6, 9 และ 10 ซึ่งไม่มีใครคาดคิดก่อนเกิดระลอกที่หนึ่งซึ่งก่อนเกิดเหตุมีการเตรียมความพร้อมไว้ในระดับหนึ่ง มีการวางระบบและแนวทางไว้เบื้องต้นให้กับบุคลากรหน้างานเพื่อที่จะประยุกต์ใช้
อย่างไรก็ดี ในภาวะวิกฤตมีข้อจำกัดหลายประการจากข้อมูลข่าวสารไม่สามารถวางแผนยาวนานได้ ปรับแผนการทำงานวันต่อวัน ต้องมีความยืดหยุ่น สิ่งที่เรียนรู้จากเหตุการณ์ครั้งนี้ คือ ต้องฟังข้อมูลจากฝ่ายทหาร ขณะที่การใช้ข้อมูล เครื่องมือใดๆ ต้องได้รับการยอมรับจากทุกระดับ ให้ความสำคัญต่ออำนาจการตัดสินใจสูงสุดอยู่ที่ระดับจังหวัด
สำหรับการนำนวัตกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลและเอไอมาใช้เพื่อสุขภาพจิตนั้น ก่อนเกิดเหตุระลอกที่หนึ่งซึ่งมีการเตรียมตัวจากต้นทุนที่มีอยู่ ทั้งเรื่องการเฝ้าระวังอารมณ์และสุขภาพจิตของประชาชนในพื้นที่น้ำขุ่น สำรวจรายพื้นที่ว่าเป็นอย่างไร ซึ่งเป็นระบบที่มีความหลากหลายตามบริบทและข้อตกลงกันในพื้นที่ของเขตสุขภาพ ทำให้ข้อมูลที่ได้แตกต่างกัน เช่น บางพื้นที่ลงข้อมูลไม่ได้เนื่องจากขาดสัญญาณอินเตอร์เน็ตจำเป็นต้องใช้กระดาษแทนที่อาจจะมีความแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ด้วย
ดังนั้น หน้าที่ช่วงนั้นในฐานะตัวกลางจึงเป็นการบูรณาการข้อมูลจากทุกฐานให้สามารถนำมาใช้ได้และถูกนำมาใช้ติดตามคนไข้ให้ต่อเนื่องได้ในระยะยาวซึ่งจะมีปัญหาไม่ราบรื่นในช่วงแรก ๆ
ความแตกต่างในระลอกที่สอง คือ มีระบบกลางที่นิ่งขึ้นแล้ว การรับมือกับสถานการณ์ทำได้ง่ายขึ้น เช่น การอพพยประชาชนเข้าศูนย์อพยพ หน้างานจะอยู่ที่ศูนย์อพยพทำงานคัดกรองและประเมินเป็นหลัก การกันพื้นที่สีแดงและการขอความร่วามือจากประชาชนมีความชัดเจนขึ้นกว่าระลอกแรก ประชาชนเข้าใจว่าการอพยพเป็นการช่วยฝ่ายความมั่นคงให้สามารถทำงานได้โดยไม่พะวงกับพลเรือน เป็นต้น
ประชาชนอีกกลุ่มที่ต้องบริหารจัดการไปพร้อมกัน คือ ประชาชนพื้นที่ใกล้เคียงหรือห่างออกไปที่รับรู้เหตุการณ์ไม่อยู่ในศูนย์ที่จะคัดกรองได้จึงใช้เป็นการบูรณาการเครื่องมือที่มีอยู่และการประยุกต์ใช้ เน้นกลยุทธ์ด้านการสื่อสารในศูนย์อพยพจะเน้นการเข้าถึงวิธีการดูแลตัวเองและช่องทางการ วิธีการช่วยเหลือและการประเมินในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ การใช้คิวอาร์โค้ดและไวนิวขนาดใหญ่ติดไว้ให้ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงในการทำงาน รวมถึงการใช้เทเลเมดดิซีนที่นำมาใช้หลังเกิดเหตุระลอกที่สองซึ่งระบบมีเสถียรภาพแล้ว ระบบนี้ช่วยให้แพทย์สุขภาพจิตพื้นที่อื่นสามารถเข้ามาร่วมดูแลบุคลากรในศูนย์อพยพได้ เป็นต้น
นวัตกรรมในภาวะวิกฤตต้องมีความยืดหยุ่น เข้าถึงง่าย
อย่างไรก็ดี เชื่อว่า การประยุกต์ใช้นวัตกรรมนั้น ไม่จำเป็นต้องใช้เรื่องใหม่ทั้งหมดแต่คือความสามารถในการยืดหยุ่ดและการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ ให้เข้าถึงง่าย และเป็นที่ยอมรับของผู้ปฏิบัติงานที่ทำงานร่วมกัน การเข้าถึงง่ายของระบบมีความสำคัญและทำให้การทำงานราบรื่นขึ้น อีกประการหนึ่งคือ ในภาวะวิกฤตซึ่งมีข้อจำกัดหลายเรื่อง อาทิ ไฟฟ้า อินเตอร์เน็ตที่จะเป็นอุปสรรคสำคัญในการใช้เทคโนโลยี ดังนั้น จึงต้องมีเครื่องมือที่จะปิดช่องโหว่ดังกล่าวเพื่อใช้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าในช่วงที่มีปัญหาอุปสรรคในเชิงโครงสร้าง
ข้อสรุปสำคัญที่น่าสนใจจากเวทีนี้ คือ "นวัตกรรมในภาวะวิกฤตต้องมีความยืดหยุ่น" เพราะในวันที่ระบบโครงสร้างพื้นฐานอย่างไฟฟ้าหรืออินเทอร์เน็ตล่ม เทคโนโลยีที่ฉลาดที่สุดก็อาจไร้ค่า นวัตกรรมสุขภาพจิตยุคใหม่จึงต้องเป็นระบบที่ "เข้าถึงง่ายและเป็นที่ยอมรับของผู้ปฏิบัติงานทุกฝ่าย" ที่สำคัญต้องมีแผนสำรอง เช่น การใช้กระดาษหรือป้ายไวนิลเพื่อปิดช่องโหว่ที่เกิดขึ้นเพราะเป้าหมายสูงสุดไม่ใช่ความล้ำสมัยของเทคโนโลยีแต่คือการเข้าถึงและรักษาจิตวิญญาณของผู้ประสบภัยให้ทันท่วงที







