thansettakij
thansettakij
สธ. เผยผลตรวจซ้ำนิสิต ม.ดัง ยืนยันพบเชื้อพยาธิใบไม้ตับ 4 ราย จาก 380 ราย

สธ. เผยผลตรวจซ้ำนิสิต ม.ดัง ยืนยันพบเชื้อพยาธิใบไม้ตับ 4 ราย จาก 380 ราย

14 ก.ค. 69 | 08:04 น.
อัปเดตล่าสุด :14 ก.ค. 69 | 08:09 น.

สธ. เผยผลการตรวจนิสิตใน จ.มหาสารคาม ด้วยชุดตรวจปัสสาวะเบื้องต้นพบผลบวก 380 ราย ตรวจอุจจาระซ้ำเพื่อยืนยันผล พบผู้ติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับเพียง 4 ราย และพบพยาธิชนิดอื่นอีก 11 ราย

KEY

POINTS

  • จากการตรวจอุจจาระซ้ำในกลุ่มนิสิต 380 คนที่เคยมีผลบวกจากชุดตรวจปัสสาวะ พบผู้ติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับที่ยืนยันผลได้เพียง 4 ราย และพบผู้ติดเชื้อพยาธิชนิดอื่นอีก 11 ราย เช่น พยาธิตัวตืด
  • กระทรวงสาธารณสุขยืนยันยังคงใช้การตรวจอุจจาระเป็นวิธีมาตรฐานในการวินิจฉัยโรคพยาธิใบไม้ตับตามแนวทางขององค์การอนามัยโลก
  • ชุดตรวจปัสสาวะถือเป็นการตรวจคัดกรองเบื้องต้นเท่านั้น หากผลเป็นบวกต้องได้รับการตรวจยืนยันด้วยวิธีมาตรฐานอีกครั้ง

14 กรกฎาคม 2569 นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ครั้งที่ 4/2569 ว่า ที่ประชุมมีการรายงานเกี่ยวกับผลการตรวจพยาธิใบไม้ตับของนักศึกษาในพื้นที่ จ.มหาสารคามว่า กรณีชุดทดสอบนั้น กรมควบคุมโรคจะร่วมกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ สรุปแนวทางการใช้ชุดทดสอบทางปัสสาวะในทางเทคนิคว่า ควรใช้อย่างไร พร้อมกำหนดไกด์ไลน์ โดยกรมควบคุมโรคมีแนวทางเป็นมาตรฐานอยู่แล้ว คือ จะทานยาต่อเมื่อตรวจอุจจาระแล้วพบผลบวก และจะมีการประชุมร่วมกันกับทางผู้เชี่ยวชาญโรคติดเชื้อในมหาวิทยาลัย และ สปสช. เพื่อทบทวนว่า ควรใช้ไกด์ไลน์ที่ระบุว่า ตรวจปัสสาวะแล้วพบบวกให้ผู้ป่วยพิจารณาว่า เสี่ยงหรือไม่เสี่ยงแล้วกินยาหรือไม่

ทั้งนี้ เดิมชุดทดสอบเป็นการทดสอบในห้องแล็บในสถานการณ์ที่มีการติดเชื้อจำนวนมากโดยเอาตัวอย่างที่มีไข่พยาธิและไม่มีไข่พยาธิมารวมกัน มีสถานการณ์ติดเชื้ออยู่ 50% แล้วทำเป็นความไวกับความแม่นยำแต่ชุดทดสอบนี้ถ้าใช้ในสถานการณ์ที่ภาวะความชุกของโรคลดลงเหลือ 40% หรือ 30% ความไวความแม่นยำก็ลดลงซึ่งกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และกรมควบคุมโรคจะไปดูตรงนี้และสรุปอีกครั้งเพราะความชุกของโรคที่มีสถิติไว้มีแค่ 5%

จากการเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรคทำให้ไม่รู้พื้นที่อีสานตอนนี้ความชุกของโรคอยู่ที่เท่าไรก็มีข้อสงสัยว่า การแปลผลนี้ควรจะแปลผลอย่างไรและมีความแม่นยำอย่างไร

อย่างไรก็ดี  นพ.สมฤกษ์ ระบุว่า เป็นเจตนาดีของคนทำวิจัย คือ การตรวจอุจจาระเป็นเรื่องยุ่งยากและไม่ค่อยมีใครให้ความร่วมมือจึงคิดว่า การตรวจปัสสาวะคงจะช่วยให้สะดวกมากขึ้นเพียงแต่การจะเอามาใช้ยังอยู่ในช่วงของการประเมินซึ่งเป็นการกระโดดจากห้องแล็บมาใช้ของจริง แปลว่าในพื้นที่มีการติดเชื้อ คงอยู่ในช่วงของการดูงานวิจัยว่า สถานการณ์จริง เราทดสอบแล้วผลยังเป็นไปตามห้องแล็บหรือไม่ 

นพ.สมฤกษ์ กล่าวย้ำว่า เรื่องพยาธิใบไม้ตับ ทำให้กังวลเกี่ยวกับ "มะเร็งท่อน้ำดี" ซึ่งการติดพยาธิใบไม้ตับใช้เวลานานกว่าจะเป็น และทางการแพทย์แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1.อยู่ในพื้นที่เสี่ยงจะมีกระบวนการตรวจวินิจฉัยมะเร็งท่อน้ำดีให้เร็วขึ้นก็จะเป็นผลการรักษาที่ดี ปัจจุบันมีการทำอัลตราซาวนด์คนในพื้นที่

ส่วนที่สอง คือ การป้องกันการติดเชื้อมีส่วนสำคัญทั้งเรื่องสุขาภิบาลและพฤติกรรมการบริโภคอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ ที่ต้องสร้างความรู้และเปลี่ยนพฤติกรรม ส่วนการตรวจและทานยาเป็นหนึ่งในปัจจัย เป็นความตั้งใจของการศึกษานี้ให้เกิดการตรวจที่สะดวกมากขึ้นแต่ต้องดูที่การศึกษาในภาคสนามถึงจะเอามาใช้จริง

ด้าน นพ.นิติ เหตานุรักษ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ระบุถึงกรณีมีการลงไปตรวจอุจจาระนิสิตซ้ำเพื่อนำมาร่วมประเมินกับผลการตรวจจากชุดทดสอบว่า ผลการตรวจจากชุดทดสอบของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยพื้นที่มหาสารคามมีผลบวก 380 คน มีการตรวจอุจจาระแล้ว 292 คน ผลเจอเชื้อพยาธิใบไม้ในตับ 4 ราย ส่วนอีก 11 รายเป็นเชื้อพยาธิชนิดอื่น เช่น พยาธิตัวตืด เป็นต้น ทางกรมควบคุมโรคจึงยังถือตามมาตรฐานองค์การอนามัยโลกในการตรวจ คือ ตรวจจากอุจจาระ

ขณะที่ นพ.ยงเจือ เหล่าศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป ระบุถึงแผนการดูแลพยาธิใบไม้ตับว่า กระทรวงสาธารณสุขยังใช้แนวทางตรวจคัดกรองตามองค์การอนามัยโลก ให้ใช้การตรวจอุจจาระเป็นหลักแล้วจ่ายยาเมื่อพบเป็นบวกว่า เป็นพยาธิจริง ส่วนการตรวจโดยชุดตรวจปัสสาวะนั้นจะเป็นแบบ Self test คือ การทดสอบเบื้องต้น ถ้าเป็นผลบวกให้มีการตรวจเพิ่มเติม