thansettakij
thansettakij
สปสช. ชูบทเรียน UHC กลางสมัชชาอนามัยโลก ย้ำสูตรสำเร็จอุ้ม 'กลุ่มเปราะบาง'

สปสช. ชูบทเรียน UHC กลางสมัชชาอนามัยโลก ย้ำสูตรสำเร็จอุ้ม 'กลุ่มเปราะบาง'

25 พ.ค. 69 | 08:20 น.
อัปเดตล่าสุด :25 พ.ค. 69 | 08:24 น.

สปสช. ชูบทเรียนกลางสมัชชาอนามัยโลก ประสบการณ์หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทยเริ่มจากการดูแลคนยากจน กลุ่มเปราะบาง และประชาชนในชนบทเป็นลำดับแรก ย้ำความสำคัญการจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรม การมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมและการใช้พลัง 'ความรู้–สังคม–การเมือง' ขับเคลื่อนระบบสุขภาพที่ยั่งยืน

KEY

POINTS

  • สปสช. นำเสนอบทเรียนความสำเร็จของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (UHC) ของไทยในเวทีสมัชชาอนามัยโลก
  • ชี้ปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญคือการให้ความสำคัญกับกลุ่มคนยากจนและกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก เพื่อให้เข้าถึงบริการสุขภาพได้อย่างถ้วนหน้า
  • เผยกลไกขับเคลื่อนนโยบายด้วยแนวคิด "สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา" ซึ่งเป็นการผสานพลังความรู้ พลังสังคม และพลังการเมืองเข้าด้วยกัน

องค์การอนามัยโลก นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส มีการประชุมคู่ขนานในการประชุมสมัชชาอนามัยโลก ครั้งที่ 79 ภายใต้หัวข้อ "เวทีหารือภาคประชาสังคม ครั้งที่ 3: ภาวะผู้นำของประเทศในการจัดการการเงินการคลังสุขภาพ" หรือ CSO Dialogue 3: Domestic Leadership in Health Financing จัดโดยองค์การ Save the Children ภายใต้คณะกรรมาธิการภาคประชาสังคมขององค์การอนามัยโลกเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเรื่อง "การเงินการคลังสุขภาพที่นำโดยประเทศ" ในบริบทที่หลายประเทศกำลังเผชิญข้อจำกัดทางการคลัง และความช่วยเหลือด้านสุขภาพจากต่างประเทศมีแนวโน้มลดลง

ในการประชุมครั้งนี้ นพ.สุวิทย์ วิบูลผลประเสริฐ กรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุข สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ร่วมอภิปรายและนำเสนอประสบการณ์การพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของประเทศไทย โดยสะท้อนว่า ความสำเร็จของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ UHC ของไทย ไม่ได้เป็นเพียงการปฏิรูประบบสุขภาพเชิงเทคนิค แต่เป็นกระบวนการทางสังคมและการเมืองระยะยาว ที่ต้องอาศัยการตัดสินใจเชิงนโยบาย การจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรม และการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างต่อเนื่อง

นพ.สุวิทย์ กล่าวว่า หนึ่งในบทเรียนสำคัญของประเทศไทย คือ การให้ความสำคัญกับคนยากจน กลุ่มเปราะบาง และประชาชนในพื้นที่ชนบทเป็นลำดับแรก ไม่ใช่ปล่อยให้เป็น กลุ่มสุดท้าย” ที่ได้รับความคุ้มครอง โดยในอดีต ไทยได้ปรับทิศทางการลงทุนด้านสุขภาพไปสู่บริการปฐมภูมิ สถานีอนามัย โรงพยาบาลชุมชน และการผลิตแพทย์ชนบท เพื่อขยายการเข้าถึงบริการสุขภาพให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกล

นอกจากนี้นพ.สุวิทย์ ยังได้นำเสนอแนวคิด "สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา" ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะของไทย โดยอาศัยพลัง 3 ส่วน ได้แก่ "พลังความรู้" จากงานวิชาการและการวิจัยเชิงนโยบาย "พลังสังคม" จากการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและภาคประชาสังคม และ "พลังการเมือง" จากเจตจำนงทางนโยบายของฝ่ายตัดสินใจ เมื่อนำทั้ง 3 ส่วนมาทำงานร่วมกัน จึงสามารถผลักดันการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ และสร้างความยั่งยืนให้กับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้

ทั้งนี้ เวทีดังกล่าวยังมีผู้แทนจากองค์การอนามัยโลก รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ภาคประชาสังคม เยาวชน และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์สุขภาพเข้าร่วม โดย ดร. Kalipso Chalkidou ผู้อำนวยการด้านการเงินการคลังสุขภาพและเศรษฐศาสตร์สุขภาพ องค์การอนามัยโลก และ ศ. Mariana Mazzucato จากมหาวิทยาลัย University College London ต่างสะท้อนว่า การลงทุนด้านสุขภาพไม่ควรถูกมองเป็นเพียง "ต้นทุนทางสังคม" แต่เป็นการลงทุนทางเศรษฐกิจที่จำเป็นต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ความมั่นคงของประเทศ และความเข้มแข็งของระบบสุขภาพในระยะยาว

ด้าน ดร. Aquina Thulare จากกระทรวงสาธารณสุขแอฟริกาใต้ ได้นำเสนอประสบการณ์ของแอฟริกาใต้ในการรับมือกับการลดลงของเงินทุนสนับสนุนจากภายนอกประเทศ โดยชี้ให้เห็นว่า การลงทุนด้านสุขภาพเป็น "ความจำเป็นทางเศรษฐกิจ" ไม่ใช่เพียงข้อเรียกร้องด้านการพัฒนา ขณะที่ผู้แทนจากแคนาดาได้สะท้อนว่า ระบบการเงินสุขภาพโลกจำเป็นต้องปรับตัวจากการพึ่งพาความช่วยเหลือระหว่างประเทศ ไปสู่การสนับสนุนให้แต่ละประเทศเป็นเจ้าของและขับเคลื่อนระบบสุขภาพด้วยตนเอง

สปสช. ชูบทเรียน UHC กลางสมัชชาอนามัยโลก ย้ำสูตรสำเร็จอุ้ม 'กลุ่มเปราะบาง'

ขณะเดียวกันผู้แทนจากภาคประชาสังคม โดย Ms. Nidda Yusuf จาก Save the Children ได้นำเสนอข้อเรียกร้องสำคัญต่อประเทศสมาชิก 4 ประเด็น ได้แก่ การเพิ่มการลงทุนในบริการปฐมภูมิอย่างน้อย 1% ของ GDP การกำหนดเป้าหมายรายจ่ายสุขภาพภายในประเทศและเพิ่มความโปร่งใสทางการเงิน การสถาปนาบทบาทของภาคประชาสังคมในกลไกตัดสินใจด้านการเงินการคลังสุขภาพ และการพัฒนาระบบข้อมูลสุขภาพที่เปิดเผย ทันเวลา และแยกตามเพศ อายุ ความพิการ และกลุ่มประชากรที่มีความเปราะบาง

นอกจากนี้ที่ประชุมยังอภิปรายถึงความจำเป็นในการพัฒนา "ระบบบริหารการเงินการคลังภาครัฐด้านสุขภาพ" และ "การบริหารการซื้อบริการสุขภาพเชิงยุทธศาสตร์" เพื่อให้การจัดสรรงบประมาณด้านสุขภาพสามารถลงถึงระดับหน่วยบริการได้จริง ลดช่องว่างระหว่าง "งบประมาณที่ได้รับจัดสรร" กับ "งบประมาณที่ถูกใช้จริง" รวมถึงลดความซ้ำซ้อนของแหล่งทุนจากภายนอกประเทศ โดยมีข้อสังเกตว่า แม้หลายประเทศจะมีพันธะสัญญาด้าน UHC แต่หากระบบการเงินการคลังไม่สามารถทำให้เงินไปถึงบริการและประชาชนได้จริง ความยั่งยืนของระบบสุขภาพก็ยังมีความเสี่ยง

ผู้แทนเยาวชนในเวทียังเสนอให้ประเทศต่าง ๆ มองการเงินการคลังสุขภาพผ่านกรอบ "ความรับผิดชอบระหว่างรุ่น" โดยระบุว่า การตัดสินใจด้านงบประมาณสุขภาพในวันนี้ ไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อประชาชนในปัจจุบัน แต่จะกำหนดคุณภาพชีวิต ความเป็นธรรม และความยั่งยืนของระบบสุขภาพที่คนรุ่นต่อไปจะได้รับในอนาคต

ภาพรวมของการประชุมสะท้อนว่า การขับเคลื่อน UHC ในอนาคตจำเป็นต้องอาศัยการนำของประเทศ การลงทุนด้านสุขภาพจากทรัพยากรภายในประเทศ ความโปร่งใสของระบบการเงินการคลังและการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายของภาคประชาสังคม ประชาชน และเยาวชน โดยประสบการณ์ของประเทศไทยเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า UHC สามารถเกิดขึ้นได้ เมื่อมีการผสานพลังความรู้ พลังสังคม และพลังการเมือง เพื่อให้ระบบสุขภาพตอบโจทย์ประชาชนทุกกลุ่มอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน