
ครม. อนุมัติงบ 452 ล้านเยียวยากำลังพลชายแดนไทย-กัมพูชา
ครม.อนุมัติงบกลาง 452 ล้านบาท เยียวยากำลังพล กองบัญชาการกองทัพไทย-กองทัพบก-กองทัพเรือ 91 นายจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมเห็นชอบแนวทางดูแลครอบครัวได้ 'สิทธิบัตรทองฮีโร่' รักษาพยาบาลเทียบเท่าสิทธิข้าราชการ
KEY
POINTS
- คณะรัฐมนตรีอนุมัติงบกลาง 452.35 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือและเยียวยากำลังพล 91 นายที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา
- ดูแลครอบครัวของทหาร 27 นายที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ โดยมอบ "สิทธิบัตรทองฮีโร่" (UC Heroes) ให้กับสมาชิกในครอบครัวจำนวน 40 ราย
- สิทธิบัตรทองฮีโร่จะทำให้ครอบครัวผู้เสียชีวิตได้รับสิทธิการรักษาพยาบาลเทียบเท่าสวัสดิการข้าราชการ โดยบุตรจะได้รับสิทธิจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ
12 พฤษภาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นให้กับกองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก และกองทัพเรือ วงเงินรวมทั้งสิ้น 452.35 ล้านบาทตามที่กระทรวงกลาโหมเสนอเพื่อบรรเทาและเยียวยากำลังพลจำนวน 91 นาย ที่ได้รับผลกระทบทั้งทางร่างกายและจิตใจจากเหตุการณ์บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา
ด้านนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุม ครม. ยังได้พิจารณาแนวทางดูแลครอบครัวของข้าราชการทหารที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ในสถานการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อให้ยังคงได้รับสิทธิด้านการรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่องแม้เจ้าของสิทธิจะเสียชีวิตลง
ทั้งนี้ จากกรณีที่มีข้าราชการทหารเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่บริเวณแนวชายแดนไทย–กัมพูชา จำนวน 27 รายซึ่งส่งผลให้บุคคลในครอบครัวจำนวน 40 ราย สิ้นสุดสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการและต้องกลับไปใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการดูแลครอบครัวของผู้เสียสละให้ได้รับการรักษาพยาบาลอย่างเหมาะสมและสมศักดิ์ศรี
ให้ สิทธิบัตรทองฮีโร่ ครอบครัวขรก.ทหารที่เสียชีวิต
สาระสำคัญ คือ มอบหมายให้คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติดำเนินการให้บุคคลในครอบครัวของข้าราชการทหารที่เสียชีวิตดังกล่าว ได้รับ "สิทธิบัตรทองฮีโร่" หรือ UC Heroes โดยสามารถใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในขอบเขตเทียบเท่าสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ
สำหรับสิทธิดังกล่าวจะคงอยู่จนกว่าผู้มีสิทธิจะได้รับสิทธิรักษาพยาบาลอื่นตามกฎหมายและในกรณีบุตรของผู้เสียชีวิตให้ได้รับสิทธิต่อเนื่องจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ โดย สปสช.จะเป็นหน่วยงานบริหารจัดการระบบและดูแลการใช้สิทธิให้เป็นไปตามแนวทางที่กำหนด
ทั้งนี้ สปสช.ประมาณการงบประมาณในการดำเนินการไว้ปีละ 780,040 บาท โดยในปีงบประมาณ 2569 จะขอรับจัดสรรจากงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น และในปีงบประมาณต่อไปจะเสนอขอรับจัดสรรตามกระบวนการงบประมาณประจำปี
ครอบครัวผู้เสียสละต้องได้รับการดูแลอย่างสมเกียรติ
นางสาวลลิดา รองโฆษกสำนักนายกฯ ระบุว่า รัฐบาลตระหนักดีว่ากำลังพลและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชน คือผู้เสียสละอย่างสูงสุด การดูแลครอบครัวของผู้เสียชีวิตจึงไม่ใช่เพียงสวัสดิการ แต่คือความรับผิดชอบของรัฐที่ต้องยืนเคียงข้างครอบครัวของผู้กล้าอย่างต่อเนื่อง
"ผู้เสียสละเพื่อชาติไม่ควรถูกจดจำเพียงในวันที่จากไปแต่ครอบครัวของเขาต้องได้รับการดูแลอย่างสมเกียรติ นี่คือการส่งต่อความมั่นคงจากแนวหน้า สู่ความมั่นใจของครอบครัวที่อยู่ข้างหลัง" นางสาวลลิดา กล่าว







