
สปสช. เพิ่มยา 3 รายการสิทธิบัตรทองรักษาป่วย 'โลหิตจาง-มะเร็งต่อมน้ำเหลือง'
บอร์ด สปสช. เห็นชอบเพิ่มยา 3 รายการระบบบัตรทอง 'เลนาลิโดไมด์–เบนดามัสทีน–ริทูซิแมบ' ครอบคลุมการรักษาผู้ป่วย 'โรคโลหิตจาง-มะเร็งต่อมน้ำเหลือง-มะเร็งเม็ดเลือดขาว-โรคหนังแข็งที่มีอาการทางปอดรุนแรง' พร้อมปรับแผนจัดซื้อรวมวงเงิน 12.16 ล้านบาท เพิ่มโอกาสเข้าถึงยาจำเป็น ลดภาระค่าใช้จ่าย
KEY
POINTS
- บอร์ด สปสช. มีมติเห็นชอบเพิ่มยาใหม่ 3 รายการ เข้าสู่สิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง)
- ยาทั้ง 3 รายการ ได้แก่ เลนาลิโดไมด์, เบนดามัสทีน และริทูซิแมบ ใช้สำหรับรักษาผู้ป่วยโรคโลหิตจางเอ็มดีเอส มะเร็งต่อมน้ำเหลือง และโรคหนังแข็งที่มีภาวะแทรกซ้อนที่ปอด
- การเพิ่มยาดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มทางเลือกและโอกาสให้ผู้ป่วยโรคซับซ้อนเข้าถึงยาจำเป็นราคาสูง และช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย
12 พฤษภาคม 2569 นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยภายหลังการประชุม บอร์ด สปสช. เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ว่า ได้มีมติเห็นชอบให้ยา 3 รายการที่ผ่านการพิจารณาของคณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติ เป็นบริการตามประเภทและขอบเขตบริการสาธารณสุขในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) ได้แก่ ยาเลนาลิโดไมด์ (lenalidomide) ยาเบนดามัสทีน (bendamustine) และยาริทูซิแมบ (rituximab) เพื่อเพิ่มทางเลือกการรักษาให้กับผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องใช้ยาจำเพาะและมีต้นทุนสูง
ทั้งนี้ มอบหมายให้คณะอนุกรรมการจัดทำแผนการจัดซื้อยา เวชภัณฑ์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นตามโครงการพิเศษ จัดหายาทั้ง 3 รายการ ภายในวงเงินไม่เกิน 12.1567 ล้านบาท โดยใช้งบประมาณคงเหลือจากแผนจัดหายา ปีงบประมาณ 2569 สำหรับช่วงเดือนมิถุนายนถึงกันยายน 2569 ซึ่งจะดำเนินการในรูปแบบจัดซื้อรวม เพื่อบริหารงบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพ ควบคุมราคายา และประกันการเข้าถึงของผู้ป่วยอย่างทั่วถึง
เพิ่มยา 3 รายการระบบบัตรทองดูแลผู้ป่วยโรคซับซ้อน
"การเพิ่มยา 3 รายการนี้ แสดงถึงการทำงานร่วมกันของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพ กับคณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติ และเป็นการยกระดับระบบบัตรทองที่ขยับไปสู่การดูแลผู้ป่วยโรคซับซ้อนที่ต้องใช้ยาจำเป็นราคาแพง ให้มีโอกาสเข้าถึงการรักษาที่เหมาะสม ลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน และช่วยให้หน่วยบริการมีความพร้อมในการดูแลผู้ป่วยมากขึ้น" รมว.สาธารณสุข กล่าว
ด้าน นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า ยาทั้ง 3 รายการ เป็นยาที่มีความสำคัญต่อการรักษาผู้ป่วยกลุ่มโรคซับซ้อน โดย ยาเลนาลิโดไมด์ ใช้สำหรับรักษาผู้ป่วยโรคโลหิตจางเอ็มดีเอส (myelodysplastic syndrome: MDS) ชนิด 5q-syndrome ซึ่งช่วยลดอาการของโรค ลดความจำเป็นในการให้เลือดมากกว่า 50% และลดโอกาสพัฒนาไปเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด AML
ขณะที่ ยาเบนดามัสทีน ใช้รักษาผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลือง และมะเร็งเม็ดเลือดขาวบางชนิด ช่วยเพิ่มระยะเวลาการรอดชีวิตเมื่อเทียบกับยาเดิม ส่วน ยาริทูซิแมบ ใช้รักษาผู้ป่วยโรคหนังแข็งที่มีโรคปอดอินเตอร์สติเชียล หรือ SSc-ILD ซึ่งเป็นภาวะรุนแรงที่อาจนำไปสู่ความพิการหรือเสียชีวิตได้
สปสช. ประสาน รพ.ราชวิถีดำเนินการจัดหายา
สำหรับรายละเอียดการจัดหายา ประกอบด้วย ยาเลนาลิโดไมด์ ชนิดรับประทาน ประมาณการผู้ป่วย 30 คนต่อปี ภาระงบประมาณประมาณ 3.06 ล้านบาทต่อปี ยาเบนดามัสทีน ชนิดฉีด ประมาณการผู้ป่วย 494 คนต่อปี ภาระงบประมาณประมาณ 22.20 ล้านบาทต่อปี และยาริทูซิแมบ ชนิดฉีด ประมาณการผู้ป่วย 350 คนต่อปี ภาระงบประมาณประมาณ 11.20 ล้านบาทต่อปี รวมภาระงบประมาณเฉพาะค่ายาทั้งปีประมาณ 36.47 ล้านบาท
โดยหลังจากนี้ สปสช. จะประสานโรงพยาบาลราชวิถีดำเนินการจัดหายา และเตรียมงบประมาณต่อเนื่องสำหรับปีงบประมาณถัดไป เพื่อให้ผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์ได้รับยาอย่างต่อเนื่องตามแนวทางที่กำหนด
"การจัดซื้อรวมเป็นกลไกสำคัญในการบริหารความเสี่ยงด้านงบประมาณ โดยเฉพาะยาที่มีราคาต่อหน่วยสูงหรือมีผู้จำหน่ายจำกัด ช่วยให้ประเทศสามารถต่อรองราคา วางแผนการใช้ยา และกระจายยาให้ถึงผู้ป่วยที่จำเป็นได้อย่างเป็นระบบ" เลขาธิการ สปสช. กล่าว







