
2 สมาคมแพทย์ ดึงเทคโนโลยี AI ยกระดับสิทธิคนไทยรักษามะเร็ง
ราชวิทยาลัยพยาธิแพทย์ฯ จับมือ มะเร็งวิทยาสมาคมฯ นำ AI และ Digital Pathology ยกระดับการรักษามะเร็งแม่นยำสำหรับคนไทย พร้อมผลักดันเป็นสิทธิพื้นฐานอย่างเท่าเทียม
KEY
POINTS
- ราชวิทยาลัยพยาธิแพทย์ฯ และมะเร็งวิทยาสมาคมฯ ร่วมมือกันนำเทคโนโลยี AI และพยาธิวิทยาดิจิทัลมาใช้สนับสนุนการวินิจฉัยและรักษามะเร็งแบบแม่นยำ (Precision Oncology)
- AI ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือช่วยพยาธิแพทย์วิเคราะห์ภาพชิ้นเนื้อดิจิทัลและข้อมูลเชิงปริมาณ เช่น การนับเซลล์มะเร็ง เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัยและเลือกแนวทางการรักษา
- มีเป้าหมายเพื่อผลักดันให้การตรวจ Biomarker เป็นสิทธิพื้นฐาน และทำให้คนไทยทุกคนสามารถเข้าถึงการรักษามะเร็งแบบแม่นยำได้อย่างเท่าเทียม
ราชวิทยาลัยพยาธิแพทย์แห่งประเทศไทย และ มะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย บูรณาการความร่วมมือเชื่อมโยงองค์ความรู้และการทำงานระหว่างพยาธิแพทย์และแพทย์มะเร็งวิทยาส่งเสริมการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และพยาธิวิทยาดิจิทัล (Digital Pathology) สนับสนุนการวินิจฉัยและรักษามะเร็งแบบแม่นยำ (Precision Oncology)
โดยมุ่งให้ผลตรวจทางพยาธิวิทยาที่มีคุณภาพเป็นข้อมูลสำคัญในการตัดสินใจรักษา ภายใต้มาตรฐานวิชาชีพและความปลอดภัยของผู้ป่วย ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์มะเร็งที่ยังเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญของประเทศไทย
ข้อมูลจากองค์การวิจัยมะเร็งนานาชาติ (International Agency for Research on Cancer: IARC) ภายใต้ GLOBOCAN 2022 ประเมินว่า ประเทศไทยมีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ 183,541 ราย และเสียชีวิตจากมะเร็ง 118,829 รายในปี 2022 โดยมะเร็งที่พบมากในประชากรทั้งสองเพศ ได้แก่ มะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง และมะเร็งปากมดลูกตามลำดับ
ขณะที่องค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) ระบุว่า มะเร็งประมาณ 30–50% สามารถป้องกันได้ผ่านการลดหรือหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงและดำเนินมาตรการป้องกันที่มีหลักฐานรองรับ
นอกจากนี้ การวิเคราะห์ร่วมของ WHO และ IARC ที่เผยแพร่เดือนกุมภาพันธ์ 2026 ประเมินว่า 37% ของผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ทั่วโลกในปี 2022 หรือประมาณ 7.1 ล้านราย เชื่อมโยงกับสาเหตุที่สามารถป้องกันได้ ตอกย้ำความจำเป็นในการพัฒนาระบบดูแลผู้ป่วยมะเร็งอย่างครอบคลุม ตั้งแต่การป้องกัน ตรวจพบโรคระยะเริ่มต้น ไปจนถึงการวินิจฉัยและรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย
ผนึกพยาธิแพทย์–มะเร็งวิทยา วางรากฐานรักษาแม่นยำ
ผศ.นพ.สุชิน วรวิชชวงษ์ ประธานราชวิทยาลัยพยาธิแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า การวินิจฉัยที่มีคุณภาพเป็นรากฐานสำคัญของการดูแลผู้ป่วยมะเร็ง โดยการวางแผนรักษาต้องเชื่อมโยงผลตรวจทางพยาธิวิทยา ผลตรวจ Biomarker และข้อมูลทางคลินิกเข้าด้วยกัน ความร่วมมือระหว่างสองสมาคมจึงเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างผู้เชี่ยวชาญ ตั้งแต่การวินิจฉัยและแปลผลตรวจ ไปจนถึงการนำข้อมูลไปประกอบการตัดสินใจรักษา
สำหรับ AI Pathology และ Digital Pathology มีศักยภาพเพิ่มเครื่องมือสนับสนุนการวิเคราะห์ภาพและข้อมูลทางพยาธิวิทยา ช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาข้อมูลได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น โดยการนำเทคโนโลยีมาใช้ต้องผ่านการตรวจสอบความถูกต้อง การควบคุมคุณภาพ และประเมินความเหมาะสมกับบริบทการใช้งานจริง โดย AI ควรเป็นเครื่องมือเสริมศักยภาพแพทย์ ไม่ใช่สิ่งทดแทนความเชี่ยวชาญและดุลยพินิจทางการแพทย์
“ราชวิทยาลัยพยาธิแพทย์ฯ ไม่เพียงมุ่งหวังให้เกิดความร่วมมือเชิงวิชาการ แต่เรากำลังเดินหน้าวาง ‘โครงสร้างพื้นฐานพยาธิวิทยาดิจิทัลแห่งชาติ’ ร่วมกับภาคีเครือข่าย ทั้งการจัดทำแนวทางปฏิบัติการใช้ AI การพัฒนาหลักสูตรพยาธิแพทย์ยุคดิจิทัล ตลอดจนการผลักดันเชิงนโยบาย เพื่อผลักดันให้การตรวจ Biomarker เป็นสิทธิพื้นฐานของผู้ป่วยมะเร็ง เพื่อให้คนไทยทุกคนเข้าถึง Precision Oncology ได้อย่างเท่าเทียม”
Precision Oncology เลือกการรักษาตามข้อมูลเฉพาะผู้ป่วย
รศ.พญ.จารุวรรณ เอกวัลลภ นายกมะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า Precision Oncology หรือการรักษามะเร็งแบบแม่นยำ เป็นแนวทางนำข้อมูลเฉพาะของผู้ป่วยและลักษณะของโรคมาประกอบการตัดสินใจรักษาอย่างรอบด้าน ทั้งชนิดและระยะของมะเร็ง ผลตรวจทางพยาธิวิทยา Biomarker ข้อมูลระดับโมเลกุล และสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย เพื่อพิจารณาทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดภายใต้หลักฐานทางการแพทย์และข้อบ่งใช้ที่เกี่ยวข้อง
เป้าหมายของ Precision Oncology จึงไม่ใช่การใช้เทคโนโลยีหรือยารุ่นใหม่กับผู้ป่วยทุกราย แต่เป็นการเลือกการตรวจและการรักษาให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลมากที่สุดเท่าที่หลักฐานรองรับ
รศ.พญ.จารุวรรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลตรวจที่มีคุณภาพจะเกิดประโยชน์สูงสุดเมื่อพิจารณาร่วมกับข้อมูลทางคลินิกและความเชี่ยวชาญของทีมรักษา การทำงานร่วมกันระหว่างพยาธิแพทย์และแพทย์มะเร็งวิทยาจึงมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงผลตรวจไปสู่การตัดสินใจรักษา ส่งเสริมการดูแลผู้ป่วยแบบสหสาขาวิชาชีพ (Multidisciplinary Care) และสนับสนุนให้การรักษาสอดคล้องกับลักษณะโรคและสถานการณ์ของผู้ป่วยแต่ละราย
Biomarker–IHC–AI เพิ่มศักยภาพวินิจฉัยมะเร็ง
หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของ Precision Oncology คือการตรวจตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ (Biomarker) การตรวจอิมมูโนฮิสโตเคมี (Immunohistochemistry: IHC) และการตรวจระดับโมเลกุล ซึ่งให้ข้อมูลเกี่ยวกับโปรตีนหรือความผิดปกติทางชีววิทยาบางประเภทของเซลล์มะเร็ง ข้อมูลเหล่านี้มีบทบาทในการจำแนกโรค ประเมินพยากรณ์โรค และพิจารณาการรักษาบางประเภท โดยเฉพาะการรักษาแบบมุ่งเป้าและการรักษาที่ต้องอาศัยตัวบ่งชี้เฉพาะ ทั้งนี้ การเลือกตรวจและแปลผลต้องเป็นไปตามข้อบ่งชี้และมาตรฐานทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง
ศ.นพ.ชนพ ช่วงโชติ ประธานคณะอนุกรรมการวินิจฉัยระดับโมเลกุลและอิมมูโนฮิสโตเคมีแม่นยำ ภายใต้ราชวิทยาลัยพยาธิแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า คุณภาพและความแม่นยำของผลตรวจทางพยาธิวิทยา ทั้งการตรวจ IHC และการตรวจระดับโมเลกุล เป็นพื้นฐานสำคัญของการดูแลผู้ป่วยมะเร็ง เนื่องจากแพทย์ผู้รักษาต้องนำผลตรวจไปประกอบการเลือกแนวทางรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย
ปัจจุบันตัวบ่งชี้ทางชีวภาพที่จำเป็นต้องตรวจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามการพัฒนายารักษามะเร็งชนิดใหม่ ขณะเดียวกัน เทคนิคการตรวจและการแปลผลทางห้องปฏิบัติการก็พัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผลตรวจมีความแม่นยำและเชื่อถือได้มากขึ้น
ศ.นพ.ชนพ ระบุว่า AI มีศักยภาพสูงในการช่วยวิเคราะห์ภาพดิจิทัลของชิ้นเนื้อมะเร็ง โดยเฉพาะการแปลผลเชิงปริมาณ เช่น การนับจำนวนหรือประเมินสัดส่วนเซลล์มะเร็งที่ให้ผลบวกจากการย้อม IHC นอกจากนี้ Biomarker ชนิดใหม่บางตัวจำเป็นต้องใช้ AI วิเคราะห์เพื่อช่วยทำนายการตอบสนองต่อยารักษามะเร็ง
“การนำ AI มาใช้ในงานพยาธิวิทยาจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป สิ่งที่ทุกคนคาดหวังคือ การตรวจวินิจฉัยที่แม่นยำ เพื่อนำไปสู่การรักษาที่แม่นยำ ในราคาที่ผู้ป่วยทุกคนสามารถเข้าถึงได้”
"ความท้าทายสำคัญคือการนำ AI มาใช้อาจเพิ่มต้นทุน โดยเฉพาะเมื่อพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ การพัฒนา AI ภายในประเทศให้สามารถนำมาใช้กับงานพยาธิวิทยาได้จริงจึงเป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญ โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา ไม่ใช่เฉพาะแพทย์เท่านั้น"
แพทยสภาย้ำ AI ต้องผ่านการกำกับดูแลและคุ้มครองข้อมูล
นพ.ภาสกร วันชัยจิระบุบุญ กรรมการแพทยสภา กล่าวว่า การนำ AI มาใช้ในการวินิจฉัยและดูแลรักษาผู้ป่วยต้องให้ความสำคัญกับความถูกต้อง ความปลอดภัย และความเหมาะสมกับวัตถุประสงค์การใช้งาน ระบบ AI จำเป็นต้องได้รับการประเมินและติดตามผลเมื่อใช้งานจริง ขณะที่สถานพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ต้องเข้าใจทั้งศักยภาพและข้อจำกัดของเทคโนโลยี มีแนวทางตรวจสอบผลลัพธ์ และสามารถจัดการเมื่อพบความคลาดเคลื่อนได้อย่างเหมาะสม
นอกจากนี้ การสร้างความเชื่อมั่นต่อ AI ทางการแพทย์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการกำกับดูแล การควบคุมคุณภาพ และการคุ้มครองข้อมูลสุขภาพ ซึ่งเป็นข้อมูลละเอียดอ่อน โดยต้องรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบ กำหนดสิทธิ์เข้าถึง และใช้ข้อมูลตามวัตถุประสงค์ที่เหมาะสมภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ การขับเคลื่อน AI Pathology และ Precision Oncology ในประเทศไทยยังต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล คุณภาพข้อมูลและตัวอย่าง การพัฒนาบุคลากร มาตรฐานการตรวจและรายงานผล ตลอดจนการพิจารณาความคุ้มค่าและความแตกต่างด้านทรัพยากรระหว่างสถานพยาบาล
ความร่วมมือครั้งแรกระหว่างราชวิทยาลัยพยาธิแพทย์แห่งประเทศไทยและมะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเชื่อมโยงองค์ความรู้และประสบการณ์ระหว่างผู้เชี่ยวชาญสองสาขา เพื่อยกระดับคุณภาพการวินิจฉัย การแปลผลตรวจ และการนำข้อมูลไปประกอบการรักษา ตลอดจนต่อยอดสู่การพัฒนาแนวทางปฏิบัติในระยะยาว
เป้าหมายสำคัญของการบูรณาการองค์ความรู้ทางการแพทย์และเทคโนโลยี AI ไม่ใช่เพียงการเพิ่มขีดความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูล แต่คือการทำให้ผลตรวจที่มีคุณภาพนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจรักษาได้อย่างเหมาะสม สนับสนุนให้ผู้ป่วยมะเร็งได้รับการดูแลที่สอดคล้องกับลักษณะโรคและสถานการณ์ของตนเอง โดยมีคุณภาพ ความปลอดภัย และประโยชน์ของผู้ป่วยเป็นหัวใจสำคัญ







