thansettakij
thansettakij
สปสช. ชี้ AI ทางการแพทย์ต้องช่วยให้ ปชช.เข้าถึงบริการอย่างเท่าเทียม

สปสช. ดัน AI ทางการแพทย์ขึ้นสิทธิประโยชน์บัตรทอง คัดกรองโรคพื้นที่ห่างไกล

22 ต.ค. 69 | 06:30 น.
อัปเดตล่าสุด :22 ต.ค. 69 | 06:33 น.

สปสช. ปักหมุดใช้ AI ช่วยคัดกรองรังสีทรวงอกเป็นสิทธิประโยชน์ขั้นสูงสุดบัตรทอง พร้อมช่วยคัดกรองโรคพื้นที่ห่างไกล ชูผลงานศิริราช-Perceptra ช่วยทหารสัตหีบรู้ผลวัณโรคใน 10 นาที จากเดิมรอ 1 สัปดาห์

KEY

POINTS

  • สปสช. อนุมัติให้การอ่านภาพรังสีทรวงอกด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง)
  • มีเป้าหมายเพื่อช่วยหน่วยบริการในพื้นที่ห่างไกลหรือขาดแคลนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ให้สามารถคัดกรองโรคเบื้องต้นได้รวดเร็วขึ้น
  • นวัตกรรม AI สามารถลดระยะเวลารอผลวินิจฉัยได้อย่างมีนัยสำคัญ เช่น การอ่านผลเอกซเรย์ทรวงอกจาก 1 สัปดาห์ เหลือเพียง 10 นาที
  • สปสช. จะใช้กลไกการเงินสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้โรงพยาบาลภาครัฐนำเทคโนโลยี AI มาใช้ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้อย่างเท่าเทียม

ทพ.อรรถพร ร่วมเวที Siriraj x MIT Hacking Medicine Conference 2026 ชี้ความสำเร็จของ AI ทางการแพทย์ต้องวัดจากประโยชน์ที่ผู้ป่วยได้รับ ยกตัวอย่าง AI ช่วยอ่านภาพเอกซเรย์ทรวงอกที่พัฒนาจากงานวิจัยศิริราชสู่การใช้งานจริง พร้อมชูบทบาท สปสช. ใช้กลไกสิทธิประโยชน์และการจ่ายเงินสนับสนุนการเข้าถึงนวัตกรรม ย้ำการออกแบบกลไกการเงินต้องคำนึงถึงการดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องตั้งแต่การคัดกรองจนถึงการรักษา เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง

ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ร่วมบรรยายในงาน Siriraj x MIT Hacking Medicine Conference 2026 ภายใต้หัวข้อหลัก "Agentic Healthcare: From Models to Trustworthy Medicine" (ยกระดับ AI จากโมเดลอัจฉริยะ สู่นวัตกรรมการแพทย์ที่เชื่อถือได้) โดยบรรยายหัวข้อ "From AI Innovation to Equitable Access: A Payer’s Perspective on Trustworthy Healthcare" นำเสนอมุมมองของ สปสช. ในฐานะหน่วยงานบริหารกองทุนและจัดซื้อบริการสุขภาพภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ต่อการใช้กลไกการเงินสนับสนุนนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยคำนึงถึงประโยชน์ต่อผู้ป่วย ความปลอดภัย ความเท่าเทียมในการเข้าถึงบริการ และความคุ้มค่าของทรัพยากร

ทพ.อรรถพร กล่าวว่า ความก้าวหน้าของ AI ทางการแพทย์ควรพิจารณาจากประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับประชาชน โดยเฉพาะการช่วยให้หน่วยบริการในพื้นที่ห่างไกลหรือขาดแคลนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมีเครื่องมือช่วยคัดกรองโรค ลดระยะเวลารอคอยผลการตรวจ และสนับสนุนการวินิจฉัยและส่งต่อผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม

"เมื่อระบบ AI พัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น ชีวิตของใครจะดีขึ้นตามไปด้วย ผู้ป่วยที่อยู่ห่างไกลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะได้รับประโยชน์หรือไม่ ระยะเวลารอคอยการวินิจฉัยจะลดลงหรือไม่ และประชาชนจะเข้าถึงประโยชน์เหล่านี้ได้โดยไม่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการจ่ายหรือไม่" ทพ.อรรถพร กล่าว

ตัวอย่างหนึ่ง คือ การใช้ AI ช่วยแปลผลภาพเอกซเรย์ทรวงอก ซึ่งเป็นผลงานที่พัฒนาจากงานวิจัยของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล โดยทีม SiAiR (Siriraj AI in Radiology Laboratory) ภายใต้การทำงานของ รศ.นพ.ตรงธรรม ทองดี หัวหน้าภาควิชารังสีวิทยา ร่วมกับบริษัท Perceptra เพื่อต่อยอดงานวิจัยสู่ผลิตภัณฑ์ที่สามารถใช้งานทางคลินิกได้จริง

ทั้งนี้ คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในการประชุมครั้งที่ 7/2568 เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2568 มีมติเห็นชอบให้บริการอ่านภาพรังสีทรวงอกด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นสิทธิประโยชน์บริการการแพทย์ขั้นสูงสุดในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พร้อมสนับสนุนการใช้นวัตกรรมดังกล่าวในโรงพยาบาลภาครัฐ และวางแผนขยายบริการตามศักยภาพของหน่วยบริการ โดย สปสช. มีบทบาทสนับสนุนค่าใช้จ่ายตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด และประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขยายการเข้าถึงบริการ

ทพ.อรรถพร ยกตัวอย่างการนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ที่โรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์ ฐานทัพเรือสัตหีบ ซึ่ง สปสช. ได้สนับสนุนการนำ AI ช่วยอ่านภาพเอกซเรย์ทรวงอกมาใช้ในการคัดกรองวัณโรคในทหารกองประจำการ หลังพบว่าโรงพยาบาลต้องส่งภาพเอกซเรย์ให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญของหน่วยบริการอื่นอ่านผล ทำให้ใช้เวลานาน โดยการนำ AI มาใช้ช่วยลดระยะเวลารอผลจาก 1 สัปดาห์เหลือ 10 นาที ทั้งนี้ AI ทำหน้าที่ช่วยคัดกรองและประเมินความผิดปกติเบื้องต้น ขณะที่แพทย์ยังคงเป็นผู้ตรวจสอบ ยืนยันผล และพิจารณาการตรวจเพิ่มเติมหรือรักษาตามความจำเป็น

กรณีดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเชื่อมโยงงานวิจัยจากสถาบันการแพทย์ การพัฒนาเทคโนโลยีโดยบริษัทไทย การสนับสนุนผ่านกลไกของ สปสช. และการนำไปใช้แก้ไขข้อจำกัดในการให้บริการของโรงพยาบาล โดยเฉพาะปัญหาการรอคอยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอ่านและแปลผลภาพทางการแพทย์

ทพ.อรรถพร กล่าวต่อว่า ในมุมมองของ สปสช. การใช้กลไกการเงินสนับสนุนบริการที่นำ AI มาใช้ รวมถึงการพิจารณาขยายการเข้าถึงนวัตกรรมในอนาคต ต้องคำนึงถึง 4 ประเด็น ได้แก่ ประโยชน์ที่เกิดขึ้นจริงต่อผู้ป่วย ความปลอดภัยในการใช้งาน ความเท่าเทียมในการเข้าถึงบริการ และความคุ้มค่าต่อระบบสุขภาพ โดยต้องพิจารณาต้นทุนอย่างครบถ้วน ทั้งการเชื่อมต่อระบบ การฝึกอบรมบุคลากร การบำรุงรักษา และการติดตามดูแลผู้ป่วย

ขณะเดียวกันในฐานะหน่วยงานบริหารกองทุน สปสช. ต้องคำนึงถึงกระบวนการดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องในการออกแบบกลไกการจ่ายเงิน เนื่องจากแม้ AI จะสามารถตรวจพบความผิดปกติได้รวดเร็ว แต่ผู้ป่วยยังจำเป็นต้องได้รับการตรวจทานผลโดยแพทย์ การตรวจเพิ่มเติม การส่งต่อ หรือการรักษาตามความจำเป็น คุณค่าของการตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะแรกจึงขึ้นอยู่กับว่าผู้ป่วยได้รับบริการในขั้นตอนต่อไปอย่างเหมาะสมหรือไม่

สปสช. ดัน AI ทางการแพทย์ขึ้นสิทธิประโยชน์บัตรทอง คัดกรองโรคพื้นที่ห่างไกล

"เราควรออกแบบกลไกการจ่ายเงินในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติให้สอดคล้องกับบริการที่ต้องการให้ประชาชนได้รับ โดยพิจารณาว่ารูปแบบการจ่ายเงินจะช่วยให้หน่วยบริการเข้าถึงผู้ป่วยที่อาจตกหล่นจากระบบ สนับสนุนการติดตามรักษาอย่างเหมาะสม และลดภาระงานที่ไม่จำเป็นได้อย่างไร รวมถึงต้องระวังไม่ให้เกิดแรงจูงใจในการตรวจที่ไม่จำเป็นหรือการจ่ายเงินซ้ำซ้อน" ทพ.อรรถพร กล่าว

สำหรับการพัฒนา Agentic AI ซึ่งสามารถประสานงาน เสนอขั้นตอนการดำเนินงาน หรือเริ่มทำงานบางอย่างได้โดยอัตโนมัติ ผู้พัฒนาเทคโนโลยีและหน่วยบริการจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการกำหนดขอบเขตการใช้งานและความรับผิดชอบอย่างชัดเจน ทั้งการตัดสินใจที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากบุคลากรทางการแพทย์ การตรวจสอบการทำงานของระบบ การจัดการเมื่อเกิดข้อผิดพลาด การคุ้มครองข้อมูลสุขภาพ และการติดตามประสิทธิภาพภายหลังนำไปใช้จริง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ป่วย บุคลากรทางการแพทย์ และประชาชน ส่วน สปสช. สามารถนำหลักฐานด้านประสิทธิผล ความปลอดภัย ความคุ้มค่า และความพร้อมของระบบบริการ มาใช้ประกอบการพิจารณาสนับสนุนการเข้าถึงนวัตกรรมตามกลไกที่เกี่ยวข้อง

ทพ.อรรถพร กล่าวในช่วงท้ายว่า การพัฒนา AI ทางการแพทย์ควรเริ่มจากปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในระบบบริการ เช่น ความล่าช้าในการเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญ หรือการขาดการติดตามผู้ป่วยระหว่างการคัดกรองและส่งต่อ โดยให้สถาบันการแพทย์ ผู้พัฒนาเทคโนโลยี โรงพยาบาล ผู้ป่วย และหน่วยงานผู้ซื้อบริการสุขภาพ ร่วมกันกำหนดเป้าหมายและประเมินผลตั้งแต่ระยะแรก เพื่อให้มีหลักฐานเพียงพอสำหรับการตัดสินใจขยาย ปรับปรุง หรือยุติการดำเนินงาน

"สำหรับ สปสช. สิ่งสำคัญคือการเชื่อมโยงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีกับความต้องการที่เกิดขึ้นจริงของประชาชน เพราะความสำเร็จของ AI ไม่ได้จบลงที่การพัฒนาเทคโนโลยีให้ใช้งานได้ แต่ต้องมีหลักฐานที่ยืนยันได้ว่าประชาชนได้รับการดูแลรักษาที่ดีขึ้น และสามารถเข้าถึงประโยชน์จากนวัตกรรมนั้นได้จริง" ทพ.อรรถพร กล่าว