
แพทย์พบ 'เบาหวาน' ในวัยรุ่นพุ่ง หนุน CGM บัตรทอง ช่วยคุมน้ำตาลต่อเนื่อง
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญต่อมไร้ท่อเผย แนวโน้มพบผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในกลุ่มคนอายุน้อยมากขึ้น แนะครอบครัวปลูกฝังพฤติกรรมสุขภาพตั้งแต่วัยเด็ก พร้อมหนุนสิทธิประโยชน์ CGM ระบบบัตรทอง ดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ตรวจวัดระดับน้ำตาลแบบต่อเนื่อง
KEY
POINTS
- แพทย์แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ผู้ป่วยเบาหวานที่มีอายุน้อยลง โดยเฉพาะเบาหวานชนิดที่ 2 ในกลุ่มวัยรุ่นและผู้มีอายุต่ำกว่า 40 ปี ซึ่งมีสาเหตุจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตและภาวะน้ำหนักเกิน
- สนับสนุนการใช้เครื่องตรวจวัดระดับน้ำตาลแบบต่อเนื่อง (CGM) ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ช่วยให้ผู้ป่วยติดตามระดับน้ำตาลได้ตลอดเวลา ทำให้สามารถปรับการใช้ยาและการใช้ชีวิตเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีขึ้น
- สปสช. ได้บรรจุเครื่อง CGM เป็นสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) สำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ที่เข้าเกณฑ์ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงการดูแลที่มีประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงจากภาวะน้ำตาลผิดปกติ
21 กันยายน 2569 พญ.ณิชกานต์ หลายชูไทย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อและเมตะบอลิสม หน่วยต่อมไร้ท่อและเมตะบอลิสม ฝ่ายอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เครื่องตรวจวัดระดับน้ำตาลแบบต่อเนื่อง หรือ CGM (Continuous Glucose Monitoring) เป็นนวัตกรรมที่ช่วยให้ผู้ป่วยติดตามระดับน้ำตาลได้ตลอดวัน โดยใช้อุปกรณ์ขนาดเล็กติดบริเวณชั้นไขมันใต้ผิวหนัง และส่งข้อมูลไปยังแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนแบบเรียลไทม์ ค่าน้ำตาลจะได้รับการอัปเดตทุก 1–5 นาที จึงช่วยลดความจำเป็นในการเจาะเลือดที่ปลายนิ้วบ่อยครั้ง
นอกจากแสดงระดับน้ำตาลในขณะนั้นแล้ว CGM ยังแสดงลูกศรบอกแนวโน้มว่าระดับน้ำตาลกำลังคงที่ เพิ่มขึ้น หรือลดลง ทำให้ผู้ป่วยสามารถปรับการรับประทานอาหาร การใช้ยา และการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้เหมาะสมยิ่งขึ้น เมื่อใช้งานครบตามระยะเวลาที่กำหนด ระบบยังสามารถสรุปข้อมูลสำคัญ เช่น ค่าน้ำตาลเฉลี่ย การประเมินระดับน้ำตาลสะสม หรือ HbA1c และค่า Time in Range ซึ่งแสดงระยะเวลาที่ระดับน้ำตาลอยู่ในช่วงเป้าหมาย ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ทีมรักษาประเมินและวางแผนการดูแลผู้ป่วยได้ละเอียดกว่าการตรวจน้ำตาลด้วยการเจาะเลือดปลายนิ้วเพียงอย่างเดียว
สำหรับประเทศไทย ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 เป็นกลุ่มที่ควรได้รับ CGM ตามมาตรฐานการรักษาสากล เนื่องจากร่างกายไม่สามารถผลิตอินซูลินได้เพียงพอ ผู้ป่วยจึงต้องฉีดอินซูลินและติดตามระดับน้ำตาลอย่างใกล้ชิด
CGM เป็นสิทธิบัตรทอง 30 บาทดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1
ปัจจุบันสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้บรรจุ CGM เป็นสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ บัตรทอง 30 บาทเพื่อสนับสนุนให้ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายเข้าถึงการดูแลที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ทั้งนี้ ผู้ป่วยที่จะรับบริการต้องผ่านเกณฑ์ตามที่กำหนด อาทิ ผ่านการอบรมการดูแลตนเอง มีการตรวจระดับน้ำตาลที่ปลายนิ้วอย่างสม่ำเสมอ และมีปัญหาในการควบคุมระดับน้ำตาลหรือเกิดภาวะน้ำตาลต่ำบ่อยครั้ง โดยแพทย์และทีมสหสาขาวิชาชีพจะเป็นผู้ประเมินความเหมาะสมและวางแผนการใช้อุปกรณ์ให้แก่ผู้ป่วยแต่ละราย
อย่างไรก็ตาม การให้บริการ CGM จำเป็นต้องอาศัยความพร้อมของทีมสหสาขาวิชาชีพ ทั้งแพทย์ พยาบาล เภสัชกร และนักกำหนดอาหาร เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการติดตั้ง การใช้งาน การแปลผล และการแก้ไขปัญหาเบื้องต้น รวมถึงต้องมีระบบเบิกจ่ายและการบริหารเวชภัณฑ์ของหน่วยบริการรองรับ ขณะที่ผู้ป่วยควรมีอุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่อกับ CGM ได้ เช่น สมาร์ทโฟน ระบบบลูทูธ และอินเทอร์เน็ต
"กลุ่มที่ได้รับประโยชน์จาก CGM อย่างชัดเจน คือผู้ป่วยเบาหวานที่ต้องใช้อินซูลิน โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 จึงได้รับการบรรจุเป็นสิทธิประโยชน์ในระบบบัตรทอง ส่วนในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 อาจนำข้อมูลจากเครื่อง CGM มาใช้เรียนรู้ผลของอ าหารและพฤติกรรมในชีวิตประจำวันต่อระดับน้ำตาลได้ แต่ต้องพิจารณาตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ สำหรับผู้ที่ไม่ได้เป็นเบาหวาน ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางวิชาการเพียงพอว่าจำเป็นต้องใช้ CGM เพื่อประเมินสุขภาพโดยทั่วไป เนื่องจากอุปกรณ์แสดงข้อมูลเฉพาะระดับน้ำตาล ไม่ได้สะท้อนสุขภาพในด้านอื่น เช่น ระดับไขมัน หรือการทำงานของตับและไต" พญ.ณิชกานต์ กล่าว
โรคเบาหวานมีแนวโน้มพบในผู้ป่วยอายุน้อยลง
พญ.ณิชกานต์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับสถานการณ์โรคเบาหวานปัจจุบัน พบว่ามีแนวโน้มพบผู้ป่วยอายุน้อยลง โดยเฉพาะเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งพบมากขึ้นในผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 40 ปีปัจจัยสำคัญมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต ภาวะน้ำหนักเกิน ตลอดจนการเข้าถึงขนมหวานและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงได้ง่าย การป้องกันจึงควรเริ่มจากครอบครัว ด้วยการปลูกฝังพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่เหมาะสม ส่งเสริมการออกกำลังกาย และควบคุมน้ำหนักตั้งแต่วัยเด็ก ส่วนผู้มีอายุ 35 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่อายุน้อยกว่าแต่มีภาวะอ้วนหรือประวัติเบาหวานในครอบครัว ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองโรคเบาหวานอย่างสม่ำเสมอ
"ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานควรเข้าสู่การรักษาตั้งแต่ระยะแรก เพราะระดับน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรังจะเร่งความเสื่อมของอวัยวะและนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน เช่น โรคไตเรื้อรัง เบาหวานขึ้นจอประสาทตา รวมถึงโรคหัวใจและหลอดเลือด ขณะที่ภาวะน้ำตาลต่ำเป็นอันตรายเฉียบพลัน อาจทำให้ผู้ป่วยหมดสติหรือชักได้ โดยเฉพาะผู้ที่ไม่มีอาการเตือนล่วงหน้า CGM จึงมีประโยชน์อย่างมาก เพราะสามารถแจ้งเตือนเมื่อระดับน้ำตาลมีแนวโน้มลดลงต่ำกว่าเกณฑ์ ช่วยให้ผู้ป่วยรับมือและดูแลตนเองได้อย่างทันท่วงที" พญ.ณิชกานต์ กล่าว







