
เปิดปมโรค NCDs คนไทย ปัญหาสุขภาพกาย-ใจ กระทบเศรษฐกิจ 1.6 ล้านล้านบาท
KTC จับมือ สสส. เปิดศาสตร์ 'โภชนจิตเวช' ชี้วิกฤต NCDs และปัญหาสุขภาพจิตกระทบไทยหนัก ดันภาระเศรษฐกิจพุ่ง 1.6 ล้านล้านบาท แนะทางรอด เร่งปรับโภชนาการป้องกันก่อนสายเกินแก้
KEY
POINTS
- โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เป็นสาเหตุการเสียชีวิตหลักของคนไทยถึง 74% และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจให้ประเทศราว 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี
- ปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรค NCDs มาจากพฤติกรรมการบริโภคของคนไทย โดยเฉพาะอาหารที่มีน้ำตาลและโซเดียมสูงเกินเกณฑ์ ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพกายโดยตรง
- ปัญหาสุขภาพจิต เช่น ความเครียดเรื้อรังและภาวะหมดไฟ มีความเชื่อมโยงกับสุขภาพกายอย่างใกล้ชิด และเป็นอีกปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรค NCDs
เคทีซี จัดเวทีเสวนา KTC FIT Talk 28 “โภชนจิตเวช: กินดี คิดดี ชีวิตดี เลือกเองได้จริงหรือ?” ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และ Healthi Life Longevity Center ขยายมุมมองด้านสุขภาพผ่านศาสตร์โภชนจิตเวช ให้ความสำคัญกับความเชื่อมโยงระหว่างอาหาร สมอง อารมณ์ การนอน ความเครียด และคุณภาพชีวิตในระยะยาว
โดยมุ่งเน้นที่โรค NCDs ซึ่งยังคงสร้างภาระทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทยราว 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี หรือเกือบ 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ตามข้อมูล WHO Thailand, UNDP และรายงาน NCD Investment Case for Thailand แต่ประเด็นสำคัญไม่ได้จำกัดอยู่ที่การให้ความรู้ประชาชน ยังรวมถึงการปรับระบบอาหาร สภาพแวดล้อมในการทำงาน และวิถีชีวิตให้เอื้อต่อการมีสุขภาพดีด้วย
สสส.ชี้ 5 ปัจจัยเสี่ยง NCDs จับตาอาหารหวาน-เค็มเกินเกณฑ์
ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตถึง 74% ของการเสียชีวิตทั้งหมดของคนไทย ทั้งที่ปัจจัยเสี่ยงส่วนใหญ่สามารถป้องกันได้ โดยเฉพาะเรื่องอาหารและพฤติกรรมการใช้ชีวิต ความรู้ด้านสุขภาพเพียงอย่างเดียวจึงยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ผลลัพธ์ด้านสุขภาพของประเทศดีขึ้น
ปัจจัยเสี่ยงหลักของโรค NCDs ตามข้อมูลประกอบการเสวนา ได้แก่
- บุหรี่
- แอลกอฮอล์
- อาหาร
- การขาดการออกกำลังกายหรือการเคลื่อนไหวร่างกาย และ
- มลพิษทางอากาศ เช่น PM2.5
โดยอาหารเป็นปัจจัยที่ต้องให้ความสำคัญ เนื่องจากเป็นสิ่งที่มนุษย์บริโภคทุกวัน
พฤติกรรมการบริโภคของคนไทยเปลี่ยนจากปัญหาการขาดแคลนอาหารและสารอาหารในอดีต มาเป็นปัญหาการบริโภคเกิน โดยเฉพาะภาวะโรคอ้วนในเด็ก ขณะเดียวกัน คุณภาพและความหลากหลายของอาหารยังเป็นโจทย์สำคัญ ทั้งการกินอาหารไม่ครบ 5 หมู่ รวมถึงการบริโภคกาแฟ ขนมหวาน และเบเกอรี่ที่เพิ่มขึ้น
ด้านน้ำตาล เครื่องดื่มอย่างชานมไข่มุกและน้ำอัดลมเป็นแหล่งน้ำตาลที่ควรระวัง อย่างน้ำอัดลมก็อาจมีน้ำตาลสูงถึง 10-12 ช้อนชาต่อปริมาณบริโภค ส่วนการดื่มกาแฟมีข้อแนะนำให้จำกัดปริมาณ ไม่ดื่มช่วงบ่ายหลัง 15.00 น. หากต้องการหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อการนอน และหลีกเลี่ยงการเติมน้ำตาล
อีกประเด็นคือโซเดียมแฝงในอาหาร คนไทยบริโภคโซเดียมเฉลี่ย 3,600-3,700 มิลลิกรัมต่อวัน สูงกว่าระดับที่แนะนำ 2,000 มิลลิกรัมต่อวันเกือบ 2 เท่า แหล่งโซเดียมที่พบได้บ่อย ได้แก่ ซุปก้อน บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารแช่แข็ง และอาหารแปรรูป เช่น หมูยอและแหนม
ดังนั้น การปรับลดความเค็มอย่างต่อเนื่องอาจช่วยให้ผู้บริโภคค่อย ๆ ปรับความคุ้นชินต่อรสชาติได้ ขณะที่องค์การอนามัยโลกก็แนะนำให้บริโภคผักและผลไม้รวมกัน 400 กรัมต่อวัน เพื่อเพิ่มความหลากหลายของอาหารและส่งเสริมสุขภาพด้วย
สภาพแวดล้อม-อาหาร ยังเป็นอุปสรรคต่อสุขภาพดี
ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าวว่า การตัดสินใจเรื่องอาหารในชีวิตจริงไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรู้หรือความตั้งใจเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับราคา เวลา ความสะดวก และการเข้าถึงอาหารในแต่ละวัน การส่งเสริมสุขภาพจึงต้องก้าวข้ามการรณรงค์ให้แต่ละคนปรับพฤติกรรม ไปสู่การสร้างระบบอาหารที่ทำให้ประชาชนเข้าถึงอาหารปลอดภัย มีคุณค่าทางโภชนาการ และมีราคาเหมาะสม
ตัวอย่างเช่น มาตรการภาษีความหวาน ที่ช่วยจูงใจให้ผู้ผลิตปรับสูตรลดน้ำตาลและเพิ่มทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพในตลาด ขณะเดียวกัน สภาพแวดล้อมทางอาหารในปัจจุบันยังอาจไม่เอื้อต่อผู้บริโภค เช่น สินค้าโซเดียมต่ำหาซื้อได้ยาก หรือวางอยู่ในตำแหน่งที่เข้าถึงไม่สะดวก
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงทำให้คนไทยรู้เรื่องสุขภาพมากขึ้น แต่ต้องทำให้ทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพเป็นทางเลือกที่เข้าถึงง่าย และเหมาะสมกับชีวิตประจำวันของคนทุกกลุ่ม
ผลตรวจสุขภาพปกติ ก็อาจมีความเสี่ยงด้านสุขภาพ
พญ.สรัสวดี สุวรรณจินดา ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายการแพทย์ (CMO) Healthi Life Longevity Center กล่าวว่า โรคเรื้อรังอาจเริ่มสะสมความเสี่ยงก่อนที่ผลตรวจสุขภาพจะผิดปกติเป็นเวลาหลายปี โดยบางคนมีผลตรวจพื้นฐานอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่เริ่มมีอาการที่มักถูกมองข้าม เช่น ตื่นมาแล้วยังเหนื่อย นอนไม่สดชื่น สมองไม่แล่น อ้วนลงพุงทั้งที่กินเท่าเดิม หรือรู้สึกว่าแรงกายแรงใจลดลง
อาการเหล่านี้ไม่ควรถูกสรุปว่าเกิดจากการทำงานหนักหรืออายุที่เพิ่มขึ้นเสมอไป เพราะอาจเกี่ยวข้องกับความเปลี่ยนแปลงทางเมตาบอลิก ภาวะดื้ออินซูลิน ไขมันพอกตับ หรือการอักเสบระดับต่ำที่เรื้อรัง ซึ่งบางกรณีอาจยังไม่แสดงสัญญาณชัดเจนในการตรวจสุขภาพทั่วไป
ดังนั้น แนวคิด Lifestyle & Longevity Medicine จึงต้องให้ความสำคัญกับการสังเกตสัญญาณเล็ก ๆ จากร่างกาย เพื่อนำไปประกอบการวางแผนดูแลสุขภาพและป้องกันความเสี่ยงตั้งแต่ระยะแรก โดยเป้าหมายไม่ใช่เพียงการมีอายุยืน แต่รวมถึงการมี Healthy Years หรือจำนวนปีที่ยังแข็งแรง เคลื่อนไหวได้ดี สมองแจ่มใส ใช้ชีวิตได้เต็มศักยภาพ และพึ่งพาตนเองได้นานที่สุด
ส่วนอาการเหนื่อยง่าย นอนไม่สดชื่น หรืออ้วนลงพุงไม่ใช่หลักฐานยืนยันว่ามีโรคใดโรคหนึ่งโดยเฉพาะ หากอาการเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือรบกวนชีวิตประจำวัน ควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์เพื่อประเมินสาเหตุอย่างเหมาะสม
สุขภาพใจถดถอยได้ แม้ยังทำงานและใช้ชีวิตตามปกติ
ด้าน ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนท์ โฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ปัจจุบันหลายคนในวัยทำงานอาจกำลังเผชิญความเครียดสะสมและการฟื้นตัวที่ไม่เพียงพอ ซึ่งความเครียดเรื้อรังไม่ได้ส่งผลเฉพาะกับอารมณ์ แต่ยังเกี่ยวข้องกับการนอน พฤติกรรมการกิน ระบบเผาผลาญ ภูมิคุ้มกัน และความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังหลายชนิด สุขภาพกายและสุขภาพใจจึงเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด
สัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม ได้แก่
- พักผ่อนแล้วไม่รู้สึกสดชื่น
- เหนื่อยล้าสะสม
- สมาธิลดลง หงุดหงิดง่าย หรือหมดความสนใจกับสิ่งที่เคยมีความหมาย
นอกจากนี้ การฟื้นตัวยังเป็นองค์ประกอบสำคัญของสุขภาพที่ดีที่สามารถละเลยได้ แบะการประเมินสุขภาวะควรมองให้ครอบคลุม 4 มิติ ได้แก่ สุขภาพกาย สุขภาพใจและอารมณ์ สุขภาพสังคมจากความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง และสุขภาพด้านปัญญาหรือจิตวิญญาณ ซึ่งเกี่ยวข้องกับมุมมองต่อโลกและการเข้าถึงความสุข
ทั้งนี้ ยังมีความเครียดที่อาจสัมพันธ์กับอาการทางกาย เช่น ปัญหาระบบทางเดินอาหารหรืออาการปวดศีรษะ ขณะเดียวกัน การเจ็บป่วยทางกายก็อาจกระทบต่อจิตใจได้ การดูแลสุขภาพจึงควรพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างร่างกาย อารมณ์ และสภาพแวดล้อมร่วมกัน
สุขภาพจิตเชื่อมโยงกับภาวะหมดไฟ
ดร.นพ.วรตม์ กล่าวว่า คนไทยประมาณ 13 ล้านคนเคยประสบปัญหาสุขภาพจิตในชีวิต และแนวโน้มปัญหาสุขภาพจิตเพิ่มขึ้นในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา และจากสถิติการฆ่าตัวตายทั้งในระดับโลกและประเทศไทย ยังชี้ให้เห็นความสำคัญของการป้องกันและการเข้าถึงความช่วยเหลือด้านนี้ด้วย
โดยด้านสุขภาพจิตมีความแตกต่างระหว่างวัย กลุ่ม Baby Boomers ให้ความสำคัญกับความอดทน การเอาชีวิตรอด และความมั่นคง ขณะที่คนรุ่น Gen X และ Gen Y ให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่งคั่งและฐานะ ส่วน Gen Z ให้ความสนใจกับการเกษียณเร็วและการสร้างคุณค่าในตนเอง
ความแตกต่างดังกล่าวเกี่ยวข้องกับวิธีคิดต่อการทำงาน ความสำเร็จ และคุณภาพชีวิต ขณะที่ภาวะหมดไฟ (Burnout) ไม่ควรถูกมองว่าเป็นปัญหาของบุคคลเพียงฝ่ายเดียว เพราะสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมการทำงานที่ไม่เหมาะสมอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พลังงานของบุคลากรถูกใช้ไปจนหมด
เคทีซีชี้คนไทยลงทุนสุขภาพเพิ่ม เชื่อมบริการกว่า 5,700 แห่ง
นางสาวสิริรัตน์ คอวนิช ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” หรือบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ผู้บริโภคไทยให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตมากขึ้น โดยข้อมูลการใช้จ่ายของสมาชิกเคทีซีในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 หรือเดือนมกราคม-มิถุนายน พบว่าหมวดสุขภาพยังเป็นหนึ่งในหมวดที่มีการใช้จ่ายสูง
กลุ่มอายุ 30-49 ปีมีสัดส่วนการใช้จ่ายด้านสุขภาพมากที่สุด ขณะที่สมาชิกในต่างจังหวัดมีการเติบโตของการใช้จ่ายด้านสุขภาพสูงกว่ากรุงเทพฯ สะท้อนให้เห็นว่าการดูแลสุขภาพไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะคนเมืองหรือผู้สูงวัย แต่เป็นเรื่องที่ผู้บริโภคหลายกลุ่มให้ความสำคัญ
อย่างไรก็ตาม การเริ่มต้นดูแลสุขภาพเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ความท้าทายสำคัญคือการทำให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากผู้บริโภคยังเผชิญข้อจำกัดด้านเวลา ค่าใช้จ่าย และการเข้าถึงบริการที่เหมาะสม เคทีซีจึงพัฒนาแนวคิด KTC Wellness: The Journey to Well-being
โดยเชื่อมโยงพันธมิตรด้านสุขภาพกว่า 5,700 แห่งทั่วประเทศ ครอบคลุมบริการตั้งแต่การตรวจสุขภาพ การป้องกันโรค การออกกำลังกาย การดูแลสุขภาพใจ ไปจนถึงการพักผ่อนและฟื้นฟูสุขภาพ เพื่อช่วยให้สมาชิกเข้าถึงบริการได้สะดวกขึ้น ลดอุปสรรคในการดูแลตนเอง และส่งเสริมให้การดูแลสุขภาพกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน







