thansettakij
thansettakij
รพ.เอกชนฟื้น รับ High Season  ฝ่าวิกฤตต้นทุน-ประกันคุมเข้ม

รพ.เอกชนฟื้น รับ High Season ฝ่าวิกฤตต้นทุน-ประกันคุมเข้ม

06 ต.ค. 69 | 23:55 น.
อัปเดตล่าสุด :06 ต.ค. 69 | 23:56 น.

จับสัญญาณธุรกิจ รพ.เอกชน ไตรมาส 4 ฟื้นตัว หลังครึ่งแรกเจอสงครามกดดัน พร้อมปรับแผนสู้ศึกดันรายได้โต ชี้กำลังซื้อยังดีทั้งคนไทยและต่างชาติ แต่ต้องระวังปัจจัยรอบด้าน รับมือต้นทุนเงินเฟ้อและประกันภัยเข้มงวด ชูทางรอดเจาะบริการเฉพาะทางรักษาโรคซับซ้อน

KEY

POINTS

  • ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนส่งสัญญาณฟื้นตัวในครึ่งปีหลังซึ่งเป็นช่วง High Season หลังจากผลประกอบการซบเซาในครึ่งปีแรก
  • ยังคงเผชิญความท้าทายจากปัจจัยลบด้านต้นทุนที่สูงขึ้น ทั้งจากภาวะเงินเฟ้อ ค่าพลังงาน และค่าเวชภัณฑ์
  • เผชิญแรงกดดันจากบริษัทประกันภัยที่เริ่มปรับเงื่อนไขและมีความเข้มงวดในการอนุมัติจ่ายค่ารักษาพยาบาลมากขึ้น

ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชน ส่งสัญญาณฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง หลังครึ่งปีแรกเผชิญแรงกดดันจากสงคราม การปิดด่าน และกำลังซื้อที่ชะลอตัว โดยไตรมาส 3 กลับมาทำผลงานได้ดีและส่งแรงต่อเนื่องถึงไตรมาส 4 แต่ยังต้องจับตาปัจจัยรอบด้าน ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ต่างประเทศ ต้นทุน ประกัน และการแข่งขันจากภาครัฐ

Q4 รับแรงส่ง แต่ต้องจับตาดูปัจจัยรอบด้าน

นายแพทย์ไพบูลย์ เอกแสงศรี นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ผลการดำเนินงานของธุรกิจ รพ.เอกชน ในช่วงครึ่งปีแรกไตรมาส 1-2/2569 ค่อนข้างซบเซาและได้รับผลกระทบจากทั้งสถานการณ์สงครามและการปิดด่าน ขณะที่ช่วงครึ่งปีเริ่มเห็นการฟื้นตัวขึ้นอย่างชัดเจน โดยไตรมาส 3 ถือว่าดีมาก คาดว่าจะส่งผลบวกต่อเนื่องถึงไตรมาส 4

ภาพรวม รพ.เอกชน ปี 2569

ทั้งนี้ ยังต้องพิจารณาปัจจัยต่างๆ รอบด้าน จะส่งผลให้เกิดการชะลอตัวลง เนื่องจากอัตราการเจ็บป่วยหรือเข้าพักรักษาตัวของผู้ใช้บริกาอาจลดลงชั่วคราวตามเทศกาล ซึ่งภาพรวมทั้งหมดในตอนนี้ถือว่าดีและโรงพยาบาลเอกชนส่วนใหญ่มีสภาพคล่อง มีเงินทุนสำหรับนำไปลงทุนด้านเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้

แม้ตั้งแต่ต้นปี 2569 ธุรกิจต้องเผชิญปัจจัยลบ แต่ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวได้ ทำให้ผลกระทบไม่รุนแรงและกลายเป็นปัจจัยบวก ขณะเดียวกันเริ่มเห็นการฟื้นตัวและกำลังซื้อจากกลุ่มผู้ป่วยต่างชาติในหลายประเทศ เช่น รัสเซีย อินเดีย มากขึ้น ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงที่ยังต้องระมัดระวัง ได้แก่ สถานการณ์ต่างประเทศและด่านชายแดน อีกทั้งสงครามยังไม่จบ การเปิด-ปิดด่านยังคงมีความไม่แน่นอน นอกจากนี้ ยังต้องเฝ้าระวังความเสี่ยงที่คาดเดาได้ยาก เช่น ภัยพิบัติ รวมถึงภาวะเงินเฟ้อที่อาจกระทบต่อต้นทุนด้วย

กำลังซื้อดีทั้งคนไทย-ต่างชาติ

นายแพทย์ไพบูลย์ กล่าวว่า การลงทุนของโรงพยาบาลเอกชนยังมีอย่างต่อเนื่อง ไม่อยู่ในภาวะเลวร้าย โดยเฉพาะจากผู้ประกอบการรายเดิมที่ขยาบการสร้างโรงพยาบาลแห่งใหม่ ตัวอย่างเช่น กลุ่มโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ที่เดินหน้าธุรกิจเตรียมเปิดตัวโครงการใหม่

“มุมมองส่วนตัวจากประสบการณ์ในวงการ รพ.เอกชนกว่า 30 ปี สังเกตว่าประชาชนยังมีกำลังซื้อ กิจกรรมหรือเทศกาลต่าง ๆ ยังคึกคัก แม้จะมีภาวะเศรษฐกิจหรือปัจจัยการเมืองเข้ามากดดันคนก็ยังมีเงิน ประชาชนยังเข้าใช้บริการในโรงพยาบาลเอกชนเป็นจำนวนมาก ที่สำคัญโรงพยาบาลภาครัฐก็ยังหันมาขยายบริการ ให้คนที่มีกำลังซื้อจ่ายเงินเองในลักษณะที่ใกล้เคียงกับโรงพยาบาลเอกชนมากขึ้น”

ปัจจัยเสี่ยง-ปัจจัยลบ ที่ต้องเฝ้าระวัง ในธุรกิจ รพ.เอกชน

ดังนั้น ทิศทางธุรกิจโรงพยาบาล หรือ Health & Wellness ยังสามารถเติบโตไปข้างหน้าได้อย่างต่อเนื่องด้วยกลุ่มผู้ใช้บริการทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ แค่การแข่งขันเริ่มเปลี่ยนแปลงไป ต้องปรับตัวและเจาะกลุ่มบริการเฉพาะทางเพื่อสร้างจุดเด่นให้มากขึ้น

Q4/2569 เติบโตแบบ Single Digit

ศ.ดร.นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ ประธานกรรมการบริหารกลุ่มโรงพยาบาลเกษมราษฎร์และซีอีโอ บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) หรือ BCH เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนโดยทั่วไปมีรูปแบบผลประกอบการตามฤดูกาลที่ชัดเจน โดยผลงานส่วนใหญ่จะขึ้นไปแตะจุดสูงสุดในไตรมาสที่ 3 ส่งผลให้ไตรมาสที่ 4 ยังคงรักษาตัวเลขผลประกอบการในระดับสูง ส่วนไตรมาสที่ 1 และ 2 ปกติไม่มีโรคระบาดรุนแรงหรือความต้องการบริการแพทย์มากนัก

โดยงบการเงินจริงของโรงพยาบาลที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ พบว่าการเติบโตของรายได้ (Revenue Growth) ของโรงพยาบาลส่วนใหญ่ปรับเข้าสู่ระดับเลขตัวเดียว (Single Digit) เกือบทั้งหมด และแทบไม่มีโรงพยาบาลใดทำตัวเลขเติบโตระดับสองหลัก (Double Digit) ได้ดังเช่นในอดีต

“หากพิจารณาภาพรวมทั้งปี 2569 ผลประกอบการของโรงพยาบาลเอกชนในครึ่งปีแรกถือเป็นจุดต่ำสุดของปี เนื่องจากเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ สงคราม และกำลังซื้อที่ชะลอตัว ซึ่งกำลังซื้อของผู้ใช้บริการบางกลุ่มกลับดร็อปลงในบางช่วงเวลา แต่ในครึ่งปีหลังปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก เป็นช่วง High Season แต่ขึ้นอยู่กับว่าเครือโรงพยาบาลนั้น ๆ ว่ารับกลุ่มลูกค้าประเภทใดเป็นหลัก”

รายได้และการเติบโตขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย

ศ.ดร.นพ.เฉลิม กล่าวว่า การคาดการณ์ทิศทางธุรกิจโรงพยาบาลเอกชน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับกำลังซื้อเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงบริษัทประกันภัยที่เริ่มปรับเงื่อนไขและมีความเข้มงวดในการอนุมัติจ่ายมากขึ้น การประเมินการเติบโตของแต่ละเครือจึงต้องแยกแยะระหว่างการเติบโตตามธรรมชาติ (Natural Growth) กับการเติบโตด้วยวิธีการขยายเครือข่ายรูปแบบอื่น

รวมถึงความแตกต่างกันตามฐานที่ตั้ง และทำเล (Location) ของแต่ละโรงพยาบาล ไม่ว่าจะเป็นการตั้งอยู่ในจังหวัดใหญ่ จังหวัดรอง หรือจังหวัดเล็ก การทำตลาดก็ต้องไม่พึ่งพาเงินสดคนไทยเพียงกลุ่มเดียว ซึ่งเสี่ยงต่อการตกกระทบจากกำลังซื้อในประเทศ ต้องผสมผสานสัดส่วนลูกค้าต่างชาติ ยังมีประเด็นด้านฐานรายได้จากประกันสังคมที่มีเสถียรภาพ ที่ช่วยเฉลี่ยความเสี่ยงของรายได้อีก

ยกตัวอย่าง เครือเกษมราษฎร์ (BCH) ก็กระจายความเสี่ยงผ่านโครงสร้างรายได้ที่หลากหลาย ไม่ได้พึ่งพาเพียงตลาดเงินสดคนไทยเพียงอย่างเดียว แต่ครอบคลุมทั้งกลุ่มคนไทย กลุ่มประเทศ CLMV ตลาดต่างชาติทั่วไป กลุ่มตะวันออกกลาง (Middle East) และมีฐานผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมมากที่สุดในประเทศ

PRINC บริหารความเสี่ยง สร้างฐานการรักษาโรคซับซ้อน

นายฆนัท ศิริสุวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม PRINC Group กล่าวว่า ไตรมาส 4/2569 ยังเป็นช่วงที่ธุรกิจ Healthcare ต้องบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุนควบคู่กันไปกับการบริหาร Efficiency โดยประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวประมาณ 2% ขณะที่กำลังซื้อถูกกดดันจากภาระหนี้ครัวเรือน รวมถึงต้นทุนเงินเฟ้อ ค่าพลังงาน และค่าอาหาร ส่วนต้นทุนยาและเวชภัณฑ์ของโรงพยาบาลปรับตัวสูงขึ้น ทำให้การเติบโตของรายได้เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ

โดย PRINC ยังมีทิศทางพัฒนาบริการ Preventive Healthcare ควบคู่กับการรักษาโรคซับซ้อน รวมถึงบริการรองรับสังคมผู้สูงอายุและ Longevity Services เพื่อทำให้ภาพธุรกิจในระยะต่อไป ซึ่งไม่ได้พึ่งพาเฉพาะรายได้จากการรักษาโรค แต่พยายามสร้างระบบบริการตั้งแต่การป้องกัน การตรวจวินิจฉัย การรักษาเฉพาะทาง ไปจนถึงการดูแลสุขภาพระยะยาว

ฉะนั้นทิศทางธุรกิจในไตรมาส 4/2569 ของ PRINC Group ต้องจับตาการขยายธุรกิจเข้าสู่การรักษาโรคซับซ้อน โดยเฉพาะโรคมะเร็ง ซึ่งบริษัทวางให้เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการสร้างการเติบโตในระยะต่อไป หลังศูนย์รังสีรักษาที่โรงพยาบาลพริ้นซ์ ศรีสะเกษ เปิดให้บริการแล้วและผลการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ศูนย์มะเร็งและรังสีรักษาที่โรงพยาบาลพิษณุเวช พิษณุโลก อยู่ระหว่างเตรียมเปิดให้บริการช่วงต้นปี 2570