thansettakij
thansettakij
พิษสงครามตะวันออกกลาง ‘โรงพยาบาลเอกชน’ ผวา ต่างชาติหาย-คนไทยรัดเข็มขัด

พิษสงครามตะวันออกกลาง ‘โรงพยาบาลเอกชน’ ผวา ต่างชาติหาย-คนไทยรัดเข็มขัด

สัญญาณร้าย พิษสงครามตะวันออกกลางกระทบห่วงโซ่อุปทาน “รพ.เอกชน” ผวา ลูกค้าต่างชาติหาย คนไทยรัดเข็มขัด หันใช้สิทธิ 30 บาท - ประกันสังคมแทนจ่ายเงินสด แนะรัฐเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายด้านสุขภาพเร่งด่วนและต่อเนื่อง

KEY

POINTS

  • สงครามในตะวันออกกลางส่งผลให้ผู้ป่วยต่างชาติโดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าชาวตะวันออกกลางเดินทางมารักษาตัวในไทยลดลงอย่างชัดเจน
  • คนไทยได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ ทำให้ระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ผู้ป่วยที่มีอาการเล็กน้อยเลือกซื้อยารับประทานเองแทนการมาโรงพยาบาล
  • โรงพยาบาลเอกชนเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นจากราคาน้ำมัน ซึ่งกระทบต่อราคาเวชภัณฑ์พลาสติกและค่ายา ทำให้ต้องสำรองยานานขึ้นและใช้มาตรการรัดเข็มขัด

นพ.ไพบูลย์ เอกแสงศรี นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันของธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนที่กำลังก้าวเข้าสู่ไตรมาสที่ 2 เรียกได้ว่ายังคงต้องระมัดระวังผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง โดยกลุ่มลูกค้าตะวันออกกลางที่เคยมาใช้บริการด้านการแพทย์ในประเทศไทยเริ่มมีความไม่แน่นอนสูงมาก ขึ้นอยู่กับการเปิด-ปิดสนามบินที่ไม่แน่นอน ลูกค้าจากบางประเทศ เช่น อิหร่าน เดินทางยากและหายไปอย่างชัดเจน

ขณะเดียวกันต้นทุนน้ำมันที่พุ่งขึ้นสูงในตอนนี้ก็เริ่มส่งสัญญาณกระทบกับหลายภาคส่วน โดยเฉพาะการขาดแคลนวัสดุพลาสติกที่ใช้ทางการแพทย์ เช่น ถุงสำหรับบรรจุน้ำยาล้างไต รวมถึงปัญหาแพ็คเกจจิ้งยา และการสำรองยาที่ต้องนานขึ้นมากกว่า 3 เดือน และยาบางตัวต้องนำเข้าไม่สามารถผลิตได้ในประเทศ ส่งผลให้ผู้ประกอบการ “เงินจม” มีต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น ในเบื้องต้นอาจเพิ่มขึ้นประมาณ 4-5% ทั้งยังต้องระวังเรื่องวันหมดอายุของยาด้วย

“ผู้ประกอบการธุรกิจโรงพยาบาลพยายามรัดเข็มขัดแน่น ทั้งค่าใช้จ่ายแฝงและเรื่องสต๊อกยาที่อาจจะต้องนาน 3-4 เดือน โดยส่วนใหญ่ยังคงพยุงราคาเดิมและฐานลูกค้าเดิมไว้ให้ได้มากที่สุด ท่ามกลางต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งปีนี้ถือว่าเป็นปีแห่งความท้าทายสำหรับทุกโรงพยาบาล”

นอกจากนี้ ภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อของคนไทยก็เริ่มชะลอตัว กลุ่มที่เคยเจ็บป่วยเล็กน้อยแล้วเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยอาการตัวร้อน เป็นไข้ ปวดหัว เจ็บคอ และจ่ายเงินสดลดลงประมาณ 5% กลุ่มนี้เริ่มหันไปซื้อยากินเองแทนการมาโรงพยาบาล รวมทั้งกลุ่มที่อยู่ในตลาดแรงงานก็เช่นเดียวกัน เช่น กลุ่มที่ใช้สิทธิประกันสังคม

พิษสงครามตะวันออกกลาง ‘โรงพยาบาลเอกชน’ ผวา ต่างชาติหาย-คนไทยรัดเข็มขัด

“ตอนนี้หลายโรงงานชะลอการผลิต ให้พนักงานหยุดงาน หรืออาจหยุดกิจการ อาจขาดการส่งเงินประกันสังคมในอนาคต ต้องดูสถานการณ์ว่าอีก 6 เดือนข้างหน้าจะมีคนตกงานและออกจากระบบประกันสังคมหรือไม่ เพราะหากแรงงานเหล่านี้ออกจากระบบประกันสังคมภาระจะตกไปที่สิทธิขั้นพื้นฐาน 30 บาททันที”

นพ.ไพบูลย์ กล่าวว่า ปัจจัยที่น่ากังวลที่สุดในปี 2569 คือต้นทุนพลังงานและเวชภัณฑ์พลาสติก โรงพยาบาลทุกแห่งต้องปรับกลยุทธ์ เน้นความประหยัดและการรักษาฐานลูกค้า ทั้งต้องประเมินภาวะเศรษฐกิจและสงครามที่ยืดเยื้อ หากเป็นไปได้ในช่วงนี้อยากให้รัฐบาลช่วยอำนวยความสะดวกเรื่องการเดินทางให้กลุ่มลูกค้าต่างชาติเข้ามาในประเทศไทยให้ได้ และเร่งขับเคลื่อนนโยบายด้านสุขภาพ เพื่อแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเดียวกัน อาทิ อินเดีย มาเลเซีย และสิงคโปร์

ด้าน ศ.ดร.นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ อดีตนายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน และประธานกรรมการบริหารกลุ่ม โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) หรือ BCH กล่าวว่า สำหรับ BCH ยังมีลูกค้าตะวันออกกลาง (Middle East) ส่งสัญญาณสอบถามการเข้าพักรักษาตัวอย่างต่อเนื่อง กลุ่มลูกค้าคนไทยในรายวันก็ยังหนาแน่น ดังนั้น ภาวะสงครามตะวันออกกลางถือว่ามีผลกระทบต่อจำนวนผู้เข้ารับบริการในส่วนน้อย เมื่อเปรียบเทียบกันกับความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ทำให้ลูกค้าหายไปมากกว่า

แต่แน่นอนว่าในสถานการณ์ปัจจุบันพฤติกรรมของลูกค้าคนไทยเริ่มประสบปัญหา “Cost-push Inflation” ทำให้ระมัดระวังการใช้จ่ายอย่างมาก ลูกค้าเปลี่ยนมาใช้บริการแบบผู้ป่วยนอก (OPD) เพิ่มขึ้น และหากต้องนอนโรงพยาบาล (IPD) จะพิจารณาเรื่องประกันหรือสวัสดิการอย่างละเอียด และหากเป็นเช่นนี้ต่อไปน่าจะมี Sliding Effect เกิดการไหลของกลุ่มลูกค้าที่ใช้จ่ายเงินสดไปใช้สิทธิพื้นฐาน เช่น 30 บาท หรือ ประกันสังคม มากขึ้น เพื่อเก็บเงินไว้ใช้จ่ายด้านอาหารและการดำรงชีวิต

ในภาวะเช่นนี้นอกจากโรงพยาบาลจะต้องสำรองยาและเวชภัณฑ์เพิ่มจากปกติ 20-30 วัน เป็น 90 วัน เพื่อรับมือกับราคาที่จะปรับสูงขึ้นและปัญหาโลจิสติกส์ ยังต้องปรับตัวภายใน ใช้มาตรการประหยัดพลังงานขั้นสูงสุด เช่น การยุบวอร์ด (Ward) เพื่อประหยัดค่าไฟและน้ำ ต้องบริหารตารางเวรแพทย์พยาบาลให้กระชับมากขึ้น

“อยากให้ภาครัฐช่วยพยุงราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้าเพื่อพยุงให้ภาคธุรกิจอยู่ได้และไม่กระทบต่อประชาชน ขณะเดียวกันก็กังวลเรื่องการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในอนาคตที่ยังไม่สัมพันธ์กันกับกำลังซื้อของประชาชน เพราะเรื่องเหล่านี้หากเพิ่มขึ้นจะทำให้ต้นทุนธุรกิจเพิ่มขึ้นทันที”

อย่างไรก็ดี การขับเคลื่อนของธุรกิจโรงพยาบาลเอกชน ยังต้องเฝ้าดูถึงนโยบายด้านสาธารณสุขของรัฐบาลภายใต้การนำของ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล“ นายกรัฐมนตรี ที่เดินหน้าทั้งในด้านการพัฒนาระบบประกันสุขภาพของคนไทยให้สามารถรักษาทุกที่ได้ทันที ซึ่งวางกรอบไว้ 3 ด้าน ได้แก่ 1. การปรับปรุงการบริหารจัดการระบบประกันสุขภาพให้มีประสิทธิภาพ โดยพัฒนาระบบฐานข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคลและเชื่อมโยงข้อมูลคนไทย และสิทธิการรักษาพยาบาล เพื่อให้ประวัติการรักษาพยาบาลเข้าด้วยกันภายใต้การรักษาความปลอดภัยของข้อมูลที่เคร่งครัด คนไทยได้เข้าถึงสิทธิการรักษาพยาบาลได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

2. การปรับปรุงกฎหมายประกันสังคมที่จะสามารถรองรับกับรูปแบบการจ้างใน เศรษฐกิจสมัยใหม่และการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และยกระดับความโปร่งใสใน การบริหารจัดการเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับระบบประกันสังคม พร้อมทั้งพัฒนารูปแบบ การประกันตนให้สามารถจูงใจให้นายจ้างและแรงงานนอกระบบเข้าในระบบประกันสังคม

3. การยกระดับบริการสุขภาพของคนไทย โดยมุ่งเน้นการแพทย์มุ่งเป้าการใช้เทคโนโลยี AI ทางการแพทย์ อาทิ การแพทย์ทางไกล ส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและการแพทย์แผนไทย การวิจัยและเทคโนโลยีทางการแพทย์ อาทิ ชีววัตถุ และเครื่องมือแพทย์ รวมถึงสนับสนุนให้มีการลงทุนผลิตยาและเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ในประเทศ เพื่อเพิ่มความสามารถในการผลิตยา อุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ภายในประเทศ

นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการสร้างเสริมสถาบันครอบครัวอันเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของสังคม และสร้างชุมชนเข้มแข็งเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทย ใน 3 ด้าน ได้แก่ 1. การพัฒนาคนในชาติให้มีเหตุมีผล มีความรับผิดชอบต่อตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ เคารพสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ด้วยความเข้าใจซึ่งกันและกัน และมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางสังคมผ่านกลไกที่เป็นรูปธรรม

2. การสร้างสภาพสังคมและชุมชนให้รองรับสังคมสูงวัย เพื่อให้ผู้สูงอายุและประชากรทุกช่วงวัยมีคุณภาพชีวิตที่ดี พึ่งพาตนเองได้และมีส่วนร่วมในสังคม พร้อมทั้งส่งเสริมเศรษฐกิจสูงวัย (Silver Economy) เพื่อผู้สูงวัยและโดยผู้สูงวัย อาทิ การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ช่วยในการดำรงชีวิตสำหรับผู้สูงอายุ การส่งเสริมอุตสาหกรรมหรือกิจการเพื่อรองรับสังคมสูงวัย การส่งเสริมการสร้างรายได้ การออมและการใช้ศักยภาพของผู้สูงอายุ การลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้ผู้สูงอายุที่มีรายได้

3. การจัดสถานที่พักพิงสำหรับผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางที่ได้มาตรฐานในพื้นที่ และดำเนินโครงการพยาบาลอาสาประจำหมู่บ้านดูแลช่วยเหลือผู้ป่วย ผู้สูงอายุ ผู้อยู่ในภาวะพึ่งพิงในชุมชนเพื่อให้สมาชิกในครอบครัวสามารถประกอบอาชีพได้ พัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย รวมถึงผลักดันให้มีศูนย์บำบัดยาเสพติดทุกอำเภอเพื่อให้ผู้เสพสามารถเข้ารับการ บำบัดรักษา ซึ่งจะช่วยคืนคนตึกลับสู่สังคม โดยส่งเสริมให้ภาคเอกชนและส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการพัฒนา

อย่างไรก็ตาม ในวิกฤตปี 2569 ถือว่าเป็นความท้าทายสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจสุขภาพทั้งภาครัฐและเอกชนที่ต้องเร่งปรับตัว และภาครัฐควรเร่งมาตรการช่วยเหลือในทุภาคส่วนให้เร็วที่สุด เพราะหากล่าช้าภาระอาจตกสู่ประชาชนในที่สุด