thansettakij
thansettakij
ทายาท ‘ร.พ.ธีรพร’ ผสานโมเดลธุรกิจ Family Business + Corporate ดันศัลยกรรมไทยสู่ตลาดโลก

ทายาท ‘ร.พ.ธีรพร’ ผสานโมเดลธุรกิจ Family Business + Corporate ดันศัลยกรรมไทยสู่ตลาดโลก

21 ก.ย. 69 | 05:55 น.
อัปเดตล่าสุด :21 ก.ย. 69 | 05:56 น.

เปิดวิชัน “นพ.ธนจักร สินรัชตานันท์” Gen 2 “ร.พ.ธีรพร” เดินหน้าสานต่อธุรกิจศัลยกรรม ชู Family Business-Corporate ปั้น TRP รุกตลาดความงาม ย้ำวงการศัลยกรรมบนโลกออนไลน์แข่งดุ มีทั้งตัวจริง-ไม่จริง

KEY

POINTS

  • ทายาทรุ่นที่ 2 "หมอโจ-นพ.ธนจักร สินรัชตานันท์" เข้ามาบริหารโรงพยาบาลธีรพร โดยมีเป้าหมายผลักดันธุรกิจศัลยกรรมไทยสู่ตลาดโลก
  • ผสานจุดแข็งของธุรกิจครอบครัว (Family Business) ที่เน้นการดูแลอย่างอบอุ่น เข้ากับการบริหารแบบองค์กร (Corporate) เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและขยายฐานลูกค้าต่างชาติ
  • วางกลยุทธ์สร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล (Household Name) โดยมุ่งเจาะตลาดลูกค้าต่างชาติ เช่น กลุ่ม CLMV, ออสเตรเลีย, อเมริกา และยุโรป

จากคลินิกศัลยกรรมธีรพร พัฒนาจนกลายมาเป็น “โรงพยาบาลธีรพร” โรงพยาบาลศัลยกรรมเต็มรูปแบบ กำลังเดินหน้าสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ ภายใต้การร่วมบริหารงานของทายาท Generation 2 “นพ.ธนจักร สินรัชตานันท์” หรือ “หมอโจ” แพทย์ผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหารรุ่นใหม่ ลูกชายคนโตของ ผศ.นพ.ชลธิศ สินรัชตานันท์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ “ธีรพร” ที่พร้อมจะวางทิศทางการเติบโตและขับเคลื่อนธุรกิจยุคใหม่

สานต่อธุรกิจครอบครัว

“หมอโจ” เล่าว่า ธุรกิจศัลยกรรมตกแต่งโรงพยาบาลธีรพร หรือ บริษัท เอสเตติก คอนเนค จำกัด (มหาชน) (TRP) เป็นธุรกิจครอบครัวที่มาจากรุ่นคุณพ่อ ตนเองเข้ามาร่วมบริหารงานในฐานะทายาทรุ่นที่ 2 ซึ่งเป็นลูกชายคนโต รับผิดชอบการบริหารตลาดต่างประเทศ การพัฒนาธุรกิจ พร้อมวางแนวทางผสมผสานจุดแข็งของ Corporate กับ Family Business เพื่อขยายฐานลูกค้าต่างชาติ ยกระดับ TRP ให้เป็นชื่อที่ติดหูผู้ใช้บริการ หรือ Household Name ในกลุ่มประเทศเป้าหมาย

มูลค่าตลาดความงามไทย

“ผมอยู่กับธุรกิจของคุณพ่อมาตั้งแต่เด็ก เคยเข้าห้องผ่าตัดกับคุณพ่อตั้งแต่ช่วงที่ธุรกิจยังเป็นเพียงห้องแถวห้องเดียว อยู่ย่านท่าดินแดง มี 2 เตียง ในความทรงจำที่คลินิกมีกลิ่นเก๊กฮวยจากร้านข้างบ้านด้วย ได้เห็นเครื่องมือผ่าตัด รวมถึงซิลิโคนจำนวนมากที่คุณพ่อเก็บไว้ให้ผู้มาใช้บริการจึงมีความคุ้นชินกับความงามและการศัลยกรรมมาตั้งแต่เล็ก ต่อมาธุรกิจย้ายสถานที่ขยับขยายมาอย่างต่อเนื่อง จนถึงเขตไอคอนสยาม ก่อนจะขยับมาเป็นโรงพยาบาลในปัจจุบัน”

โควิด-19 จุดเปลี่ยนผ่านสำคัญ

“หมอโจ” บอกว่า ในช่วงเกิดโควิด-19 คือจังหวะของชีวิตที่เปลี่ยนผ่านของตัวเอง จากเดิมเรียนด้านวิทยาศาสตร์ทั่วไป ได้สมัครเข้าไปเรียนแพทย์ ทำให้มีความสนิทและใกล้ชิดกับคุณพ่อมากขึ้น นอกจากนี้ ยังเคยออกไปสัมผัสและเรียนรู้เกี่ยวกับวงการการตลาด การทำอีเวนต์ และวงการบันเทิงอยู่ระยะหนึ่ง ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่แตกต่างจากแวดวงการแพทย์อย่างชัดเจน

จุดเปลี่ยน “ธีรพร” จากคลินิกสู่โรงพยาบาล

หลังจากนั้น ได้นำความรู้กลับมาใช้ในธุรกิจ โดยเฉพาะในวงการศัลยกรรมที่ใช้ KOL และดาราเป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารทางการตลาด และเมื่อเข้ามาทำงานในธุรกิจศัลยกรรมอย่างเต็มตัวประมาณ 1 ปีที่ผ่านมา ก็สามารถช่วยเติมเต็มการทำงานร่วมกับคุณพ่อได้ โดยโรงพยาบาลศัลยกรรมตกแต่งธีรพร ก็เปิดเป็นโรงพยาบาลครบ 1 ปีพอดี

“เมื่อพูดถึงการเปลี่ยนผ่าน Generation จากรุ่นพ่อสู่รุ่นลูก ยอมรับว่าธุรกิจครอบครัวทุกแห่งย่อมต้องเจอกับอุปสรรคเรื่องช่องว่างระหว่างวัย รวมถึงความคิดที่แตกต่างกัน เพราะรุ่นพ่อเองเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อาจตามไม่ทันโลกปัจจุบัน ขณะเดียวกัน รุ่นลูกเมื่ออายุมากขึ้นก็จะค่อย ๆ ปรับความคิดและเข้าใจสิ่งที่รุ่นพ่อคิดมากขึ้น การเปลี่ยนผ่านจึงต้องใช้เวลาในการปรับเข้าหากัน”

ยกระดับบุคลากรดันไทยสู่ฮับการแพทย์

ปัจจุบันการแข่งขันและการทำโฆษณาในวงการศัลยกรรมมีความรุนแรงมาก บนโลกออนไลน์มีทั้งผู้ที่เป็นตัวจริงและไม่ใช่ตัวจริง มีทั้งผู้ที่มีความเชี่ยวชาญและผู้ที่มีความสามารถแตกต่างกัน แต่ทั้งหมดถูกนำมาปะปนอยู่บนโซเชียลมีเดีย ทำให้คนไข้ทั่วไปอาจแยกไม่ออก และมีโอกาสถูกดึงดูดหรือล่อลวงด้วยความหวือหวาของการตลาด

แต่ยังมีคนไข้อีกกลุ่มที่ทำการบ้านมาเป็นอย่างดี ไม่สนใจความหวือหวาทางการตลาด พยายามค้นหาอาจารย์แพทย์ที่มีชื่อเสียงและมีความเชี่ยวชาญจริง ซึ่งคนไข้กลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับการเลือกสถาบันการแพทย์ที่เป็น “โรงพยาบาล” มากกว่าคลินิกขนาดเล็ก

หากพัฒนาตามนโยบายผลักดันประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลาง หรือ Hub ในด้านนี้ จุดหนึ่งที่ต้องให้ความสำคัญคือการสร้างรากฐานด้านภาษา บุคลากรต้องได้รับการพัฒนาให้มากกว่านี้ Transform ทั้งด้านความรู้ทางการแพทย์ บุคลิกภาพ และความน่าเชื่อถือ

รับเทรนด์ Wellness และ Longevity แรง

ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบตลาดศัลยกรรมไทยและเอเชีย กับตลาดต่างประเทศหรือฝั่งตะวันตก ฝั่งเอเชียจะมีความประณีตและละเอียดอ่อนมากกว่าฝั่งตะวันตกอย่างเห็นได้ชัด ความแตกต่างนี้สะท้อนถึงงานศิลปะ งานวาด และงานสลัก และแพทย์ไทยมีความนุ่มนวลกว่าแพทย์ฝั่งยุโรป

ดังนั้น การเปิดตัวโรงพยาบาล “ธีรพร” จึงช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ หรือ Trust เพิ่มขึ้น โดยต้องผสาน 2 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ความเชี่ยวชาญของอาจารย์แพทย์ และมาตรฐานของสถานที่ในระดับโรงพยาบาลเข้าด้วยกัน เพราะไม่เพียงแค่ตอบโจทย์ลูกค้าคนไทยในประเทศแต่ยังรวมถึงตลาดต่างประเทศด้วย

โดยบุคลากรส่วนใหญ่ขององค์กรอยู่ในช่วง Gen Y - Gen Z เป็นคนรุ่นใหม่และมีอายุไม่มาก แนวทางสำคัญคือผสมผสานจุดแข็งของ Corporate กับ Family Business เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อทำให้องค์กรมีความยั่งยืนมากกว่า

สูตรบริหารงาน ทายาทธีรพร Gen 2

สอดคล้องกับเทรนด์ Wellness และ Longevity ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และคำว่า Wellness/Longevity เป็นคำที่กว้าง ในวงการแพทย์เองก็ยังมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ซึ่งธีรพรมองว่า สิ่งเหล่านี้คือตัวเชื่อมที่เหมาะสมระหว่างศัลยกรรมกับ Longevity คือเรื่อง “ผิวพรรณ” หรือ Skin เช่น การศัลยกรรมดึงหน้าหรือทำตาแบบเดิม และไม่ใช่เพียงการฉีดหรือเลเซอร์จากภายนอก แต่เป็นพื้นที่กึ่งกลางที่ลงตัวกับแนวทางของโรงพยาบาล

ดังนั้น ในด้านกลยุทธ์และเป้าหมายสำคัญของการทำตลาดสำหรับธีรพร คือการทำให้ชื่อ TRP กลายเป็นชื่อที่ติดหู หรือ Household Name ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในกลุ่มประเทศเป้าหมาย

“จุดเด่นสำคัญที่ได้รับจาก Feedback ของคนไข้คือ “การดูแลที่ไม่ทิ้งกัน” เพราะความสัมพันธ์ไม่ได้จบลงเพียงวันที่คนไข้จ่ายเงินหรือตัดไหม แต่เป็นการดูแลในลักษณะของมิตรภาพ นำความเป็นครอบครัวมาปรับใช้กับการให้บริการจริง”

“หมอโจ” กล่าวว่า กลยุทธ์สำคัญคือการดึงแพทย์ที่มีความสามารถเข้ามาร่วมงาน ใช้องค์ประกอบ 2 ด้าน ได้แก่ 1.เคมีและความคิด ต้องตรงกันก่อน 2.Business Model ต้องเป็น Win-Win-Win ทั้งผู้ประกอบการ แพทย์ และผู้ใช้บริการ และจะพัฒนาธุรกิจโรงพยาบาล ขยายงานไปสู่ธุรกิจที่มีความใกล้เคียงมากขึ้น เช่น สปา และฟิตเนส เพื่อเข้ามาเสริมบริการที่มีอยู่ โดยไม่เข้าไปทับซ้อนกับงานศัลยกรรม

นพ.ธนจักร สินรัชตานันท์” หรือ “หมอโจ” แพทย์ผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหารรุ่นใหม่ ลูกชายคนโตของ ผศ.นพ.ชลธิศ สินรัชตานันท์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ “ธีรพร”

โดยศัลยกรรมและความงามยังคงเป็น Core Business หลักนอกจากคนไทย จะมีกลุ่มประเทศอาเซียน หรือ CLMV เป็นอันดับ 1 ตามด้วยออสเตรเลีย อเมริกา ยุโรป และตะวันออกกลาง รวมถึงอินโดนีเซียและจีน หัตถการยอดนิยม 3 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 การดึงหน้า หรือ Facelift อันดับ 2 ศัลยกรรมตาสองชั้น โดยเฉพาะการแก้ปัญหาตาตก และอันดับ 3 คือศัลยกรรมจมูก

เดินหน้า DNA “คุณภาพ-บริการ”

ทั้งนี้ แผนงานปี 2568-2569 ธีรพรจะเน้นการ “จัดบ้าน” และบริหารจัดการภายในองค์กรให้มีความมั่นคงมากขึ้น ขณะที่การตลาดจะเน้นหลักวิชาการและความเป็นจริง ไม่เน้นการตลาดที่หวือหวา แม้มีปัจจัยลบที่ต้องจับตาคือเรื่องกำลังซื้อที่อยู่ในภาวะซบเซา แต่ยังมีปัจจัยบวกคือ ธุรกิจความงามเป็นสินค้าในกลุ่ม Luxury และ TRP มีฐานลูกค้าคนไทยในต่างประเทศมากกว่า 50% ซึ่งช่วยทำหน้าที่เป็นบัฟเฟอร์จากภาวะเศรษฐกิจได้

“คุณพ่อสอนมาตั้งแต่เด็ก การทำงานมีอยู่ 2 รูปแบบ คือ “ทำงานเพื่อเงิน” กับ “ทำงานเพื่องาน” และควรมุ่งทำงานให้ดีก่อน แล้วเงินจะตามมาเอง แนวคิดของ TRP จึงให้ความสำคัญกับคุณภาพ การให้บริการด้วยความจริงใจ อบอุ่น และเป็นกันเอง มากกว่าการมุ่งสร้างยอดด้วยการตลาดที่หวือหวา”

เพราะท้ายที่สุด เรื่อง ศัลยกรรมไม่ใช่เรื่องตื้นเขิน แต่เกี่ยวข้องกับจิตวิทยาและบุคลิกภาพ หรือ First Impression ของผู้คน สถานพยาบาล ถือเป็นอีกบทบาทที่สามารถช่วยเปลี่ยนชีวิตของคนไข้ให้ดีขึ้นได้อย่างแท้จริง และในฐานะทายาทรุ่น 2 แรงกดดันจากรุ่นพ่อย่อมมีอยู่มาก แต่สุดท้ายสิ่งที่ช่วยได้คือการมีทีมงานที่ดี ที่เหมือนกับมีลมใต้ปีก ในวันที่ล้มจะมีสิ่งนั้นคอยช่วยพยุงอยู่

อย่างไรก็ตาม “โรงพยาบาลธีรพร” ภายใต้การขับเคลื่อนของ “นพ.ธนจักร สินรัชตานันท์” หรือ “หมอโจ” ทายาท Generation 2 ยังยึดความเชี่ยวชาญทางการแพทย์และการดูแลคนไข้แบบครอบครัวเป็นจุดแข็ง เพื่อรุกตลาดศัลยกรรมและความงามที่ยังแข่งขันสูง โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ปี 2569 ตลาดจะมีมูลค่าราว 76,000 ล้านบาท เติบโตชะลอลงประมาณ 1% จากปี 2568 ที่มีมูลค่าประมาณ 75,200 ล้านบาท และเติบโต 1.6% สะท้อนว่าการเติบโตของธุรกิจยังเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง