
พญาไท-เปาโล เปิดตัว Addwise Comorbid สแกนโรคร่วม คัดกรองไว 3 คำถาม
เครือ รพ.พญาไท-เปาโล ชูแพลตฟอร์ม Addwise Comorbid สแกนโรคร่วม 9 ระบบ มุ่งยกระดับการดูแลคนไข้เชิงรุก ลดเวลาซักประวัติผู้ป่วยเหลือเพียง 2-3 คำถาม
KEY
POINTS
- เครือ รพ.พญาไทและเปาโล เปิดตัว “Addwise Comorbid” แพลตฟอร์มผู้ช่วยแพทย์สำหรับคัดกรองและประเมินความเสี่ยงของโรคร่วมที่อาจซ่อนอยู่
- ช่วยลดขั้นตอนการซักประวัติผู้ป่วยจากที่อาจใช้เวลาถึง 30 นาที ให้เหลือเพียงการถามคำถามสำคัญ 2-3 ข้อเพื่อประเมินความเสี่ยง
- ใช้เทคโนโลยี Tree Algorithm ที่พัฒนาขึ้นเองเพื่อความแม่นยำ ทำหน้าที่เป็นระบบสนับสนุนการตัดสินใจของแพทย์ (Clinical Decision Support System) ไม่ได้วินิจฉัยโรคเอง
- ชูทีม "Longevity Assistant" (พยาบาลวิชาชีพ) ช่วยรวบรวมข้อมูลเบื้องต้น และไม่มีการคิดค่าบริการเพิ่มเติมจากผู้ป่วย
เมื่อการรักษาผู้ป่วยในปัจจุบัน ไม่ได้จบเพียงการวินิจฉัยโรคที่แสดงอาการ แต่อาจมีโรคร่วมหรือปัจจัยเสี่ยงหลายด้านที่เชื่อมโยงกัน เครือโรงพยาบาลพญาไทและเครือโรงพยาบาลเปาโลจึงนำ “Addwise Comorbid” แพลตฟอร์มผู้ช่วยแพทย์ หรือ Clinical Intelligence Platform มาใช้ช่วยคัดกรองและประเมินความเสี่ยงของโรคร่วม ครอบคลุม 9 ระบบสำคัญของร่างกาย
นพ.อนันตศักดิ์ อภัยรัตน์ ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายการแพทย์ เครือโรงพยาบาลพญาไทและเครือโรงพยาบาลเปาโล กล่าวว่า ระบบดังกล่าวถูกออกแบบให้ช่วยจัดระบบข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วยและชี้ประเด็นความเสี่ยงที่แพทย์ควรตรวจสอบเพิ่มเติม ก่อนนำไปประกอบการประเมินและวางแผนการดูแล โดยหากพบประเด็นที่ต้องได้รับการดูแลเฉพาะทาง จะเชื่อมต่อไปยังแพทย์เฉพาะทางหรือทีมสหวิชาชีพ (Multidisciplinary Team: MDT) ตามความเหมาะสม
การพัฒนา Addwise Comorbid เป็นส่วนต่อยอดจากระบบ Digital Health ที่เครือโรงพยาบาลฯ ใช้งานอยู่แล้ว ทั้ง Health Up และ Telecare โดย Health Up มียอดดาวน์โหลดสะสมทะลุ 1 ล้านครั้ง ขณะที่ Telecare รองรับการปรึกษาแพทย์ออนไลน์ ทำให้กระบวนการดูแลเชื่อมต่อผู้ป่วยทั้งภายในและภายนอกโรงพยาบาล
ลดจุดบอดจากโรคร่วมที่อาจซ่อนอยู่
โดยผู้ป่วยหนึ่งคนอาจไม่ได้มีเพียงโรคเดียว แต่มีโรคร่วมหรือปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน การดูแลจึงต้องมองสุขภาพของผู้ป่วยในภาพรวมมากกว่าการรักษาอาการที่ปรากฏตรงหน้า แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับ Value-Based Healthcare ที่ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ทางสุขภาพที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายด้วย
“กว่า 40 ปีของการดูแลผู้ป่วย วันนี้เรากำลังนำรากฐานเหล่านั้นมาเชื่อมกับข้อมูลและเทคโนโลยี เพื่อให้เรารู้จักผู้ป่วยได้ดีขึ้น มองเห็นความเสี่ยงได้เร็วขึ้น และเชื่อมต่อไปสู่การดูแลที่เหมาะสมยิ่งขึ้น Addwise Comorbid จึงไม่ใช่เพียงแพลตฟอร์มใหม่ แต่เป็นอีกองค์ประกอบสำคัญของการยกระดับ Healthcare Ecosystem สู่ New Standard of Care”
ทั้งนี้ ยังเชื่อมโยงกับ Partner for Life ซึ่งมองการดูแลผู้ป่วยต่อเนื่องตลอด Health Journey ไม่ใช่เฉพาะช่วงที่เกิดโรค แต่คือการมองเห็นความเสี่ยงของโรคได้เร็วขึ้น และเชื่อมเขาไปสู่การดูแลที่เหมาะสมในทุกช่วงของชีวิต
ใช้ Algorithm แทน AI ทั่วไป ลดความเสี่ยง AI Hallucination
นพ.เจตน์ จอห์น เทพทรงวัจ ผู้อำนวยการฝ่ายข้อมูลและสารสนเทศทางการแพทย์ รพ.พญาไท 2 และที่ปรึกษาฝ่ายข้อมูลและสารสนเทศทางการแพทย์ เครือโรงพยาบาลพญาไทและเครือโรงพยาบาลเปาโล กล่าวว่า Addwise Comorbid พัฒนาขึ้นเพื่อช่วยให้แพทย์มองเห็นข้อมูลและประเด็นความเสี่ยงของผู้ป่วยอย่างเป็นระบบ
จุดสำคัญคือระบบเลือกใช้ อัลกอริทึมแบบแผนภูมิต้นไม้ (Tree Algorithm) แทนการใช้ AI ทั่วไป เนื่องจาก AI ที่ใช้โมเดล Transformer จะประมวลผลข้อมูลผ่าน Token และอาจเกิดปัญหา AI Hallucination หรือการสร้างข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง
โดยการใช้ Algorithm แบบกำหนดโครงสร้างจึงช่วยควบคุมขอบเขตข้อมูลไม่ให้ข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาปะปน ซึ่งเหมาะกับงาน Healthcare ที่ต้องควบคุมความถูกต้องและความปลอดภัยของข้อมูล
ส่วนฐานข้อมูลของระบบมาจากประวัติการรักษาจริง แนวทางการรักษาทางเวชปฏิบัติ หรือ PRT Guideline ที่ประกาศโดยหน่วยงานรัฐ เช่น กรมควบคุมโรค รวมถึงงานวิจัยและสิ่งพิมพ์ระดับโลกที่ได้รับการยอมรับ ซอฟต์แวร์ยังนำหลัก Review of Systems (ROS) มาใช้ประเมินอาการและความเสี่ยงของโรคร่วม โดย Algorithm อ้างอิงหลัก Evidence-Based Medicine และ Clinical Practice Guideline ที่ประกาศใช้ในปัจจุบัน
ระบบจึงไม่ได้ทำหน้าที่วินิจฉัยหรือสั่งการรักษา แต่เป็น Clinical Decision Support System ที่จัดระบบข้อมูลและแจ้งประเด็นให้แพทย์พิจารณา ขณะที่การประเมิน วินิจฉัย และตัดสินใจรักษายังคงอยู่ภายใต้ Clinical Judgment ของแพทย์
“คุณค่าของระบบไม่ได้อยู่เพียงว่าเทคโนโลยีฉลาดแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่าสามารถช่วยให้แพทย์ดูแลผู้ป่วยได้อย่างเป็นระบบและปลอดภัยขึ้นอย่างไร Addwise Comorbid จึงทำหน้าที่เป็น Clinical Decision Support System โดยการประเมิน วินิจฉัย และตัดสินใจด้านการรักษายังคงอยู่ภายใต้ Clinical Judgment ของแพทย์ผู้ดูแล”
จากซักประวัติ 30 นาที เหลือคำถามสำคัญ 2–3 ข้อ
นพ.เจตน์ กล่าวว่า กระบวนการใช้งานเริ่มจากการรวบรวมข้อมูลรายบุคคล เช่น เพศ อายุ และประวัติอาการป่วย โดยทีมพยาบาลวิชาชีพจะทำหน้าที่ “Longevity Assistant” ใช้ iPad สอบถามข้อมูลและคัดกรองความเสี่ยงระหว่างที่ผู้ป่วยรอพบแพทย์หรือรอยืนยันผลแล็บ ข้อมูลดังกล่าวจะถูกนำเข้าสู่ระบบเพื่อประมวลผลประเด็นความเสี่ยงและโรคร่วม ก่อนส่งต่อให้แพทย์ใช้ประกอบการประเมิน
เดิมการซักประวัติผู้ป่วยให้ครอบคลุมทุกระบบของร่างกายอาจใช้เวลาถึง 30 นาที แต่ระบบจะช่วยคัดกรองประเด็นสำคัญให้แพทย์สามารถลงลึกผ่านคำถามหลักเพียง 2–3 คำถาม ในกรณีที่ระบบชี้ว่ามีประเด็นความเสี่ยงที่ควรตรวจสอบเพิ่มเติม
กระบวนการนี้ยังครอบคลุมการคัดกรองเชิงรุกและการประเมินความจำเป็นด้านวัคซีน เพื่อให้แพทย์มีข้อมูลประกอบการดูแลมากขึ้น
พัฒนาเองจากงบดิจิทัล ไม่เพิ่มค่าบริการผู้ป่วย
ในด้านการลงทุน เครือโรงพยาบาลฯ ระบุว่า Addwise Comorbid พัฒนาขึ้นโดยแผนกไอทีภายในองค์กร ผ่านการรวบรวมองค์ความรู้และพัฒนาซอฟต์แวร์เอง โดยใช้งบประมาณพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลประจำปี ซึ่งเป็นงบเดียวกับที่ใช้พัฒนาระบบ EMR ระบบคิว และ Telehealth/Telecare
สำหรับผู้ป่วย เครือโรงพยาบาลฯ ระบุว่า ไม่มีการบวกค่าบริการเพิ่มเติม จากการใช้ระบบ เนื่องจากวางระบบไว้เพื่อสนับสนุนการคัดกรองและป้องกันโรคร่วมตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
Longevity Assistant ทำหน้าที่เชื่อมคนไข้ แพทย์ และระบบ
ด้าน นพ.ทวนทศพร สุวรรณจูฑะ ผู้อำนวยการฝ่ายมาตรฐานการแพทย์ เครือโรงพยาบาลพญาไทและเครือโรงพยาบาลเปาโล กล่าวว่า Longevity Assistant เป็นอีกส่วนสำคัญของกระบวนการ โดยทำหน้าที่เป็น Clinical Navigator เชื่อมผู้ป่วย แพทย์ และ Addwise Comorbid ทำหน้าที่ครอบคลุมตั้งแต่การรับฟังและรวบรวมข้อมูลสุขภาพ ไปจนถึงข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้ป่วย ก่อนส่งต่อให้แพทย์ใช้ประกอบการประเมิน
เมื่อระบบชี้ประเด็นความเสี่ยง แพทย์ยังเป็นผู้ประเมินและตัดสินใจทางคลินิก ส่วน Longevity Assistant ช่วยประสานการดูแลตามแนวทางที่แพทย์กำหนด ทั้งการส่งต่อแพทย์เฉพาะทาง ทีมสหวิชาชีพ และการติดตามผู้ป่วยต่อเนื่อง
“เทคโนโลยีช่วยให้เรามองเห็นข้อมูลได้เป็นระบบ แต่ Human Touch ช่วยให้เราเข้าใจบริบทของผู้ป่วยได้ลึกขึ้น Longevity Assistant จึงเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยเชื่อม Clinical Intelligence เข้ากับ Clinical Workflow ทำให้ข้อมูล ความเชี่ยวชาญของแพทย์ และการดูแลผู้ป่วยสามารถเดินหน้าไปด้วยกันอย่างเป็นเอกภาพและต่อเนื่อง”
นอกจากตัวแพลตฟอร์มแล้ว เครือโรงพยาบาลฯ ยังพัฒนา Addwise Comorbid Academy เพื่อรองรับการนำระบบไปใช้จริง โดยครอบคลุมการฝึกอบรมแพทย์ การพัฒนาศักยภาพ Longevity Assistant และระบบ Certification
นพ.ทวนทศพร กล่าวว่า การพัฒนา Addwise Comorbid เป็นการขยับจากการใช้ Digital Health เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าถึงบริการ ไปสู่การใช้ข้อมูลและ Clinical Intelligence เพื่อช่วยแพทย์ค้นหาความเสี่ยงของโรคร่วมอย่างเป็นระบบ
แกนสำคัญของระบบไม่ได้อยู่ที่การให้เทคโนโลยีเข้ามาแทนที่แพทย์ แต่คือการใช้ข้อมูลเพื่อช่วยลดจุดที่อาจตกหล่นจากกระบวนการซักประวัติและประเมินผู้ป่วย ขณะที่การวินิจฉัยและตัดสินใจรักษายังคงเป็นหน้าที่ของแพทย์
จาก Health Up ที่มียอดดาวน์โหลดทะลุ 1 ล้านครั้ง และ Telecare สู่ Addwise Comorbid ทิศทางของเครือโรงพยาบาลฯ จึงกำลังขยับจาก Digital Health Ecosystem ไปสู่ระบบที่นำข้อมูลมาใช้สนับสนุน Clinical Workflow มากขึ้น โดยมีเป้าหมายสำคัญคือทำให้แพทย์มองผู้ป่วยได้กว้างกว่าโรคที่ตรวจพบ และค้นหาความเสี่ยงของโรคร่วมได้ก่อนที่ปัญหาจะพัฒนาไปสู่ภาวะที่รุนแรงขึ้น







