thansettakij
thansettakij
วิกฤต ‘เชื้อดื้อยา’ ในไทยพุ่ง 83% ชี้คนกินยาผิดประเภท กินไม่ครบตามสั่งแพทย์

วิกฤต ‘เชื้อดื้อยา’ ในไทยพุ่ง 83% ชี้คนกินยาผิดประเภท กินไม่ครบตามสั่งแพทย์

12 ก.ค. 69 | 06:30 น.
อัปเดตล่าสุด :12 ก.ค. 69 | 07:59 น.

วิกฤตเชื้อดื้อยา ภัยเงียบกระทบศักยภาพเศรษฐกิจไทย ต้องเร่งแก้ไขด่วน เผยอัตราการดื้อยา Amoxicillin สูงถึง 83% จากพฤติกรรมการใช้ยาผิดประเภทและกินยาไม่ครบตามสั่ง

KEY

POINTS

  • สถานการณ์เชื้อดื้อยาในไทยน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะยาปฏิชีวนะ Amoxicillin ที่มีอัตราการดื้อยาสูงถึง 83%
  • สาเหตุหลักเกิดจากพฤติกรรมการใช้ยาที่ไม่ถูกต้องของประชาชน เช่น การใช้ยาปฏิชีวนะผิดประเภท หรือกินยาไม่ครบตามที่แพทย์สั่ง
  • ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการใช้ยา เช่น เชื่อว่าเจ็บคอหรือน้ำมูกสีเขียวต้องกินยาฆ่าเชื้อ เป็นปัจจัยเร่งให้ปัญหารุนแรงขึ้น

“โรคติดเชื้อดื้อยา” อาจเป็นคำที่คนไทยคุ้นเคยมานาน แต่ปัญหานี้ยังคงเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของระบบสาธารณสุขไทยและทั่วโลก เพราะผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่การรักษาผู้ป่วย หากยังส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข และเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

ดังนั้น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คณะทำงานสร้างความเข้มแข็งประชาชนด้านการใช้ยาอย่างสมเหตุผล (สยส.), บริษัท เจซีแอนด์โค คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด และภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพและการสื่อสาร จึงมีโครงการ “ดื้อยาหยุดได้” เพื่อตระหนักถึงปัญหาเชื้อดื้อยามีรากฐานจากพฤติกรรมการใช้ยาของประชาชน ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับยาปฏิชีวนะ รวมถึงปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมและระบบสุขภาพที่ซับซ้อน จึงต้องสร้างความรู้และความเข้าใจอย่างต่อเนื่อง 

เปิดเวทีเสวนาวิชาการสะท้อนสถานการณ์เชื้อดื้อยาในไทย “ดื้อยาหยุดได้” ภายใต้หัวข้อ “หยุดดื้อยา หยุดท้าทายระบบ”

โดยเปิดเวทีเสวนาวิชาการสะท้อนสถานการณ์เชื้อดื้อยาในไทย “ดื้อยาหยุดได้” ภายใต้หัวข้อ “หยุดดื้อยา หยุดท้าทายระบบ” ซึ่งรวบรวมผู้เชี่ยวชาญจาก คณะแพทยศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ และคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสาร สะท้อนว่า ยาปฏิชีวนะหลายชนิดในประเทศไทยมีอัตราการดื้อยาอยู่ในระดับสูงมาให้ความรู้

ตามข้อมูลระบุว่า Amoxicillin (ภาวะที่แบคทีเรียปรับตัวจนยาปฏิชีวนะชนิดนี้ไม่สามารถฆ่าเชื้อหรือหยุดการเจริญเติบโตได้) ในไทยมีอัตราการดื้อยาสูงถึง 83%

นอกจากนี้ ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการใช้ยายังคงพบอย่างแพร่หลาย เช่น ความเชื่อว่าน้ำมูกสีเขียวต้องกินยาฆ่าเชื้อ หรือเจ็บคอต้องใช้ยาแรง จนกลายเป็นปัจจัยเร่งให้ปัญหาเชื้อดื้อยารุนแรงขึ้น ซึ่งโครงการยังมุ่งสร้าง Health Literacy หรือความรอบรู้ด้านสุขภาพ เพื่อให้ประชาชน บุคลากรทางการแพทย์ และเภสัชกร มีความรู้เกี่ยวกับการใช้ยาอย่างถูกต้อง และนำไปสู่การเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ยาในระยะยาว

กินยาผิดประเภท กินไม่ครบตามสั่งแพทย์ จะทำให้เกิด ‘เชื้อดื้อยา’

เชื้อดื้อยาถูกหยิบยกสู่เวทีสาธารณะ

ตามข้อมูลของ โครงการ “ดื้อยาหยุดได้” ประเด็นเชื้อดื้อยาเริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น หลังถูกนำเสนอในเวที FaraTALK ปีที่ 4 ภายใต้ธีม “Humans of Science”

การนำเสนอเชื่อมโยงปัญหาเชื้อดื้อยากับความเหลื่อมล้ำ สิ่งแวดล้อม และการเข้าถึงระบบสุขภาพ ผ่านงานวิจัยที่ศึกษาน้ำทิ้ง สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิต จนนำไปสู่คำถามว่า เหตุใดผู้มีรายได้น้อยจึงอาจมีความเสี่ยงต่อปัญหาเชื้อดื้อยามากกว่ากลุ่มอื่น ก่อนที่ประเด็นดังกล่าวจะถูกต่อยอดสู่สื่อกระแสหลักและการพูดคุยบนสังคมออนไลน์

การใช้ยา คือจุดเริ่มต้นหยุดเชื้อดื้อยา

ทั้งนี้ ข้อมูลที่เผยแพร่ผ่านเพจ “กินยาสมเหตุ หายโรคสมผล ทุกคนสมใจ” ระบุว่า พฤติกรรมที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเชื้อดื้อยา ได้แก่ การใช้ยาปฏิชีวนะไม่ตรงกับโรค รับประทานยาไม่ครบตามกำหนด ใช้ยาตามความเคยชิน ซื้อยารับประทานเองโดยไม่แจ้งอาการให้เภสัชกรทราบ รวมถึงความเสี่ยงจากการทำหัตถการในบางกรณี

ดังนั้น โครงการ “ดื้อยาหยุดได้” จะไม่สามารถอาศัยองค์กรหรือหน่วยงานใดเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างสังคมที่มีความรู้เท่าทันด้านสุขภาพ ใช้ยาปฏิชีวนะอย่างถูกต้อง และลดการสูญเสียทั้งด้านชีวิต คุณภาพชีวิต และงบประมาณด้านสาธารณสุขในอนาคต