
อย. มั่นใจครึ่งหลังปี 69 ตลาดยาฟื้นตัว ชูมาตรการลดภาระผู้ผลิต 6 เดือน
เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มองครึ่งหลังปี 2569 ตลาดยาฟื้น รับต้นทุนขนส่งลด เดินหน้าลดภาระผู้ผลิต 6 เดือน ปลดล็อก R&D ดึงลงทุนยาชีววัตถุ
KEY
POINTS
- อย. คาดการณ์ว่าตลาดยาจะฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เนื่องจากปัญหาห่วงโซ่อุปทานและต้นทุนการขนส่งที่คลี่คลายลง
- ออกมาตรการช่วยเหลือผู้ผลิตโดยการยกเว้นค่าใช้จ่ายในกระบวนการพิจารณาอนุญาตผลิตภัณฑ์ยาแผนปัจจุบันและสมุนไพรเป็นเวลา 6 เดือน
- มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดภาระต้นทุนและเพิ่มสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการในภาคการผลิตยา
หลังอุตสาหกรรมยาทั่วโลกเผชิญแรงกดดัน จากปัญหาห่วงโซ่อุปทานและความขัดแย้งในช่วงที่ผ่านมา ล่าสุด สัญญาณเริ่มพลิกเป็นบวก เมื่อปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ทยอยคลี่คลาย ขณะที่ต้นทุนขนส่งปรับลดลงตามราคาน้ำมัน ส่งผลให้ผู้ประกอบการบริหารต้นทุนได้ดีขึ้น ทำให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ประเมินว่าภาพรวมตลาดยาในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 จะฟื้นตัวดีกว่าครึ่งปีแรก ทั้งตลาดในประเทศและการส่งออก
โดยเภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ปัจจัยลบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศเริ่มผ่อนคลาย ส่งผลให้การจัดหาวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์มีเสถียรภาพมากขึ้น ประกอบกับค่าขนส่งที่ลดลง ช่วยให้ผู้ผลิตสามารถบริหารต้นทุนได้มีประสิทธิภาพกว่าเดิม
และเพื่อช่วยประคับประคองผู้ประกอบการ อย. ได้ออกมาตรการยกเว้นค่าใช้จ่ายในกระบวนการพิจารณาอนุญาตสำหรับผู้ผลิตยาแผนปัจจุบันและผู้ผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพรเป็นเวลา 6 เดือน เพื่อลดภาระต้นทุนและเพิ่มสภาพคล่องให้ภาคการผลิต
สำหรับผลิตภัณฑ์สมุนไพร มีผลตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม – 22 พฤศจิกายน 2569 และผลิตภัณฑ์ยา มีผลตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน – 19 ธันวาคม 2569 ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้ประกอบการเป็นอย่างดี โดยขณะนี้ มีคำขออนุญาตที่ได้รับการยกเว้นตามมาตรการดังกล่าวแล้ว 943 คำขอ จากผู้ประกอบการ 136 ราย รวมจำนวนเงินที่ได้ลดหย่อนไปแล้ว 1,114,200 บาท
นอกจากนี้ อย. ยังปรับบทบาทจากหน่วยงานกำกับดูแลมาเป็นผู้สนับสนุนตั้งแต่ต้นน้ำ โดยเปิดให้คำปรึกษาแก่นักวิจัยและผู้ประกอบการตั้งแต่เริ่มออกแบบงานวิจัย เพื่อให้ข้อมูลที่ได้เป็นไปตามมาตรฐานสากลและสามารถนำไปใช้ประกอบการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ได้ทันที ลดความล่าช้าที่เคยเกิดขึ้นในอดีตจากการออกแบบการวิจัยที่ไม่สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านกฎระเบียบ
อย. ยังประสานการทำงานร่วมกับหน่วยงานสนับสนุนทุนวิจัย อาทิ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) เพื่อให้การพัฒนาผลงานวิจัยตอบโจทย์การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์มากขึ้น
เภสัชกรหญิงสุภัทรา กล่าวว่า อีกหนึ่งโอกาสที่น่าจับตามองคือ การทยอยหมดอายุสิทธิบัตรของยาชีววัตถุ (Biologics) ซึ่งได้รับความสนใจจากทั้งนักลงทุนไทยและต่างชาติในการจัดตั้งกิจการร่วมทุน (Joint Venture) เพื่อผลิตยาชีววัตถุทดแทน ขณะที่องค์การเภสัชกรรมมีแนวโน้มขยายการผลิตหรือร่วมลงทุนในกลุ่มยาดังกล่าว เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและลดการพึ่งพาการนำเข้า
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาอุตสาหกรรมยาในระยะต่อไปจะไม่ได้วัดกันเพียงความรวดเร็วในการอนุมัติผลิตภัณฑ์ แต่ต้องสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการวิจัย การลงทุน และการผลิตในประเทศ เพื่อผลักดันนวัตกรรมด้านยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพของไทยให้แข่งขันได้ในระดับสากล







