
‘อนุทิน’ เปิด Healthcare Week 2026 ปักหมุดไทยสู่ Medical Hub
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ผลักดันเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ เปิดงาน International Healthcare Week 2026 รวม 1,200 บริษัทชั้นนำ ปักหมุดไทยสู่ศูนย์กลางสุขภาพระดับโลก
KEY
POINTS
- นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานเปิดงาน International Healthcare Week 2026 เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการแพทย์และสุขภาพ (Medical Hub)
- รัฐบาลมีนโยบายยกระดับอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพให้เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) ของประเทศ
- งานดังกล่าวเป็นเวทีระดับนานาชาติที่รวบรวมผู้ประกอบการกว่า 1,200 บริษัท เพื่อสร้างโอกาสทางการค้า การลงทุน และความร่วมมือในอุตสาหกรรมสุขภาพ
รัฐบาลประกาศเดินหน้ายกระดับอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพ สู่หนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ (New Growth Engine) เร่งผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์และสุขภาพ (Global Medical Hub) ผ่านการส่งเสริมการลงทุน การพัฒนานวัตกรรม และการสร้างความร่วมมือระดับนานาชาติ
โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน International Healthcare Week 2026 งานมหกรรมด้านอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดงานหนึ่งของภูมิภาค
รวบรวมผู้ประกอบการกว่า 1,200 บริษัท ผู้เชี่ยวชาญ นักลงทุน และผู้กำหนดนโยบายจากกว่า 100 ประเทศ เพื่อสร้างโอกาสการค้า การลงทุน การจับคู่ธุรกิจ และความร่วมมือตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมสุขภาพ ตั้งแต่การผลิตยา เครื่องมือแพทย์ เทคโนโลยีการแพทย์ ห้องปฏิบัติการ ไปจนถึงบริการสุขภาพและเวลเนส ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8 – 10 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สาธารณสุขมักถูกมองว่าเป็นเพียง "บริการสาธารณะ" แต่ในปัจจุบัน นับเป็นรากฐานของความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และความมั่นคงของชาติ บทเรียนจากหลายปีที่ผ่านมาสอนให้รู้ว่า ประเทศต่างๆ ไม่ได้ต้องการเพียงโรงพยาบาลหรือแพทย์ที่เก่งเท่านั้น แต่ต้องมีขีดความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ เสริมสร้างห่วงโซ่อุปทาน และตอบสนองต่อความท้าทายใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว
ตั้งเป้าความร่วมมือด้านสาธารณสุขในอนาคต
ดังนั้น สาธารณสุขในวันนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องการรักษาโรค แต่คือการเตรียมความพร้อมของชาติเพื่ออนาคต ทั้งเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนแปลงโลกสุขภาพอย่างรวดเร็ว ได้แก่ AI (Artificial Intelligence) ที่สนับสนุนการวินิจฉัย, Digital Platforms ที่เปลี่ยนรูปแบบการบริการ และ Biotechnology ที่เปิดโอกาสในการรักษาใหม่ๆ ในอนาคต
ประเทศไทยจึงตั้งเป้าที่จะเป็นส่วนหนึ่งของอนาคตดังกล่าว โดยรัฐบาลจะลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไปจนถึงการปรับปรุงกฎระเบียบให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งการลงทุนเหล่านี้ไม่ได้ออกแบบมาเพื่ออุตสาหกรรมเดียว แต่สร้างสภาพแวดล้อมที่อุตสาหกรรมสุขภาพ การผลิตขั้นสูง บริการดิจิทัล และเทคโนโลยีชีวภาพสามารถเติบโตไปพร้อมกันได้
นายอนุทิน กล่าวว่า ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบเรื่องบุคลากรทางการแพทย์และระบบสาธารณสุขที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว แต่ภารกิจต่อไปคือการต่อยอดจุดแข็งเหล่านั้นด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และความร่วมมือระหว่างประเทศที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น การจัดงาน International Healthcare Week 2026 จึงมีความสำคัญในการแลกเปลี่ยนไอเดีย พัฒนาโซลูชันใหม่ๆ และสร้างพันธมิตรที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้คนทั่วโลก
โดยคาดหวังให้การหารือในงานนี้ นำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ทั้งการลงทุนใหม่ งานวิจัยใหม่ และโอกาสใหม่ๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตควบคู่กับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน และยืนยันว่า ประเทศไทยพร้อมเป็นพันธมิตรระยะยาวที่เชื่อถือได้ ในภารกิจสำคัญนี้
ผลักดัน Medical Hub เครื่องยนต์สร้างเศรษฐกิจใหม่
นอกจากนี้ยัเป็นหมุดหมายที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับประเทศไทย แต่ยังสอดคล้องโดยตรงกับนโยบายหลักของรัฐบาล ที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพให้เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่สำคัญ โดยเรามีเป้าหมายที่ชัดเจนในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ หรือ Medical Hub ของโลก ผ่านการยกระดับมาตรฐานสินค้า นวัตกรรมการบริการด้านสุขภาพ รวมถึงการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจสุขภาพ (Health Economy) ในทุกมิติ
รัฐบาลเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า ความท้าทายด้านเศรษฐกิจในปัจจุบันไม่อาจแก้ไขได้ด้วยประเทศใดประเทศหนึ่งโดยลำพัง ความสำเร็จที่แท้จริงต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งงานนี้ได้แสดงให้เห็นถึงการผนึกกำลังร่วมกันตลอดห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมการแพทย์ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ การเจรจาธุรกิจและขยายเครือข่ายความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน โดยการผนึกพลังด้านสุขภาพและเทคโนโลยีร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม
นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า งานนี้ไม่ใช่เพียงการจัดนิทรรศการแสดงสินค้าและบริการทั่วไป แต่เป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม ผ่านการผนึกกำลังของภาครัฐและเอกชน ในการสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนให้แก่เศรษฐกิจสุขภาพไทย ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์และสุขภาพของภูมิภาค
ด้านนายมนู เลียวไพโรจน์ ประธาน อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ (ประเทศไทย) ในฐานะผู้จัดงาน กล่าวว่า International Healthcare Week 2026 เป็นการบูรณาการ 4 งานแสดงสินค้าระดับนานาชาติ ได้แก่ CPHI South East Asia, World Health Expo (WHX) Bangkok, Medtec Southeast Asia และ Thailand Medical & Wellness Expo 2026 ไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ครอบคลุมตั้งแต่การวิจัยและผลิตยา เครื่องมือแพทย์ เทคโนโลยีการแพทย์ การผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ ไปจนถึงบริการสุขภาพและเวลเนส
ภายในงานมีผู้แสดงสินค้ากว่า 1,200 บริษัทจากทั่วโลก พร้อมการประชุมวิชาการและสัมมนากว่า 200 หัวข้อ รวมถึงกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้กำหนดนโยบายได้สร้างเครือข่ายความร่วมมือและต่อยอดการลงทุน ซึ่งจะช่วยยกระดับศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพของภูมิภาคเอเชีย โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานจากทั่วโลกมากกว่า 26,000 คน
นอกจากนวัตกรรมล้ำสมัยจาก 4 งานใหญ่แล้ว เรายังให้ความสำคัญกับการยกระดับองค์ความรู้สู่สากล โดยจัดสัมมนาเฉพาะด้านกว่า 200 หัวข้อ ซึ่งหลายหัวข้อได้รับหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องทางการแพทย์ นี่คือกลยุทธ์สำคัญที่จะทำให้อุตสาหกรรมสุขภาพของไทยและอาเซียน
ให้เติบโตอย่างยั่งยืนและแข็งแกร่งในเวทีโลก งาน International Healthcare Week 2026 ในครั้งนี้ จึงไม่เป็นเพียงแค่การแสดงสินค้า แต่คือแท่นสปริงบอร์ดสำคัญที่พันธมิตรทุกภาคส่วน จะใช้ประกาศศักดาและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสุขภาพไทยให้โดดเด่นและสง่างามในสายตาชาวโลกอย่างแท้จริง”







