
อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ เปิดเวที ‘International Healthcare Week 2026’ ดันไทยสู่ Medical Hub
Wellness Economy โตแรง รับเทรนด์ NCDs-สังคมสูงวัย “อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์” เจาะ 3 จุดแข็งเดินหน้าสู่ Medical Hub พร้อมลุย International Healthcare Week 2026 สร้างนิเวศการแพทย์ครบวงจร ปั้นอุตสาหกรรมด้านสุขภาพ นวัตกรรมยา และเครื่องมือแพทย์
KEY
POINTS
- อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ เตรียมจัดงาน ‘International Healthcare Week 2026’ เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการแพทย์ (Medical Hub) อย่างเต็มรูปแบบ
- งานดังกล่าวจะเป็นเวทีรวบรวมนวัตกรรมสุขภาพครบวงจร เพื่อสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) และส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีระหว่างภาครัฐและเอกชน
- มุ่งแก้ปัญหาและอุปสรรคของอุตสาหกรรมสุขภาพไทย เช่น กฎระเบียบที่ไม่ต่อเนื่อง และกระบวนการอนุมัติที่ล่าช้า เพื่อยกระดับจาก Hub ด้านบริการสู่ Hub ด้านผลิตภัณฑ์
- เปิดโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs และสตาร์ตอัป HealthTech เพื่อขยายตลาดและลดการพึ่งพาการนำเข้าอุปกรณ์การแพทย์จากต่างประเทศ
Wellness Economy เป็นฟันเฟืองสำคัญในยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะยาวของประเทศไทย Global Wellness Economy Monitor ของ GWI ชี้ว่า ตลาดเศรษฐกิจสุขภาพทั่วโลกทะยานผ่านจุดฟื้นตัวหลังโควิด-19 และทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ มูลค่าตลาดโลกพุ่งแตะ 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 6.12% ของ GDP โลก และกำลังเติบโตต่อเนื่องในปีนี้อย่างมั่นคง
โดยประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศดาวรุ่งที่มีอัตราการเติบโตโดดเด่นที่สุดในภูมิภาค มีมูลค่ารวมประมาณ 4.05 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.4-1.45 ล้านล้านบาท ซึ่งรัฐบาลไทยได้วางเป้าหมายไว้ให้ Wellness และการแพทย์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve)
นางสาวรุ้งเพชร ชิตานุวัตร์ ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการภูมิภาคอาเซียน อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมด้านสุขภาพและธุรกิจที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 11% ต่อปี กลุ่มธุรกิจที่โดดเด่นคือโรงพยาบาลและยารักษาโรค โดยเติบโตจากผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งเป็นผลมาจากอาหารการกินและการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย ทำให้ความต้องการใช้อุปกรณ์การแพทย์และยาเพิ่มตามไปด้วย
ขณะที่กลุ่มการป้องกัน (Preventive Care) อย่างผลิตภัณฑ์ในรูปแบบ เสริมอาหาร ช่วยลดน้ำตาล ลดไขมัน มีอัตราการเติบโตประมาณ 7% สอดคล้องกับเทรนด์ในภูมิภาคที่พยายามลดปัญหาโรคความดันโลหิตสูง (Hypertension) ซึ่งพบมากในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ ไทย, อินโดนีเซีย, สิงคโปร์ และมาเลเซีย
ปัจจัยขับเคลื่อนการแข่งขัน
“จากการคาดการณ์ในปี 2569 แม้จะไม่มีตัวเลขระบุชัดเจน แต่ประเมินว่าความต้องการการแพทย์ชั้นสูงและนวัตกรรมเพื่อรองรับสังคมสูงวัยจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งประเทศไทยมีจุดแข็งและปัจจัยขับเคลื่อนการแข่งขันสำคัญ 3 ประเด็น คือ
1. มาตรฐานโรงพยาบาลสูง มีความแข็งแกร่งและมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับระดับสากล
2. มาตรฐานการผลิตยาอยู่ในระดับสากล มีมาตรฐานการผลิต GMP-PIC/S เป็นอันดับต้น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีความพร้อมในการผลิตสูงมาก
3. การส่งเสริม Medical Tourism นโยบายภาครัฐที่ช่วยยกระดับธุรกิจ Healthcare ทั้งระบบให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางของคนทั่วโลก”
นางสาวรุ้งเพชร กล่าวว่า ประเทศไทยถือว่ามีความโดดเด่น เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาคเดียวกัน อาทิ อินโดนีเซีย ซึ่งเดิมมีกฎหมายปกป้องแพทย์ในประเทศทำให้คนรวยต้องไปรักษาที่สิงคโปร์หรือไทย แต่ปัจจุบันเริ่มเปิดรับแพทย์ต่างชาติแล้ว, ฟิลิปปินส์ ยังประสบปัญหา “ภาวะสมองไหล” ผลิตแพทย์และพยาบาลจำนวนมากแต่บุคลากรย้ายไปทำงานในตะวันออกกลางและอเมริกา เนื่องจากในประเทศมีค่าจ้างต่ำและขาดแคลนเครื่องมือ
มาเลเซีย กำลังพัฒนาไปสู่โรงพยาบาลดิจิทัล (Digital Hospital) ได้รวดเร็ว และเป็นผู้นำด้านถุงมือยางเกรดผ่าตัด (Medical Grade) ซึ่งมีมูลค่าสูงกว่าถุงมือทั่วไป, สิงคโปร์ มีโครงสร้างพื้นฐานด้านการดูแลผู้สูงอายุดีเยี่ยมและเป็นที่ยอมรับ แต่ไทยสู้ได้ด้วย “ราคา” ที่เข้าถึงง่ายกว่า และเวียดนาม ที่โดดเด่นด้านโรงงานผลิตวัคซีนและอุตสาหกรรมยา และกำลังพัฒนาอุตสาหกรรมด้านนี้จี้หลังตามไทย
แนะแก้กฎระเบียบ-นโยบาย
โดยอุตสาหกรรมยาในประเทศไทยที่มีโรงงานยากว่า 100 แห่ง ยังผลิตได้เพียงยา Generic Drugs ยาชื่อสามัญ แต่ยังไม่สามารถผลิตยาที่มีสิทธิบัตร (Patent) หรือยาขั้นสูง เช่น ยามะเร็ง ได้เอง เนื่องจากต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลและใช้เวลาพัฒนานาน ส่วนอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ ไทยยังเน้นผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ชนิดใช้แล้วทิ้ง หรือเวชภัณฑ์แบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง (Disposable Medical) ที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่ยังไม่สามารถขยับไปผลิตเครื่องมือแพทย์ขั้นสูงได้เท่าสิงคโปร์หรือมาเลเซีย
“ปัญหาที่เป็นอุปสรรคสำหรับประเทศไทยคือ กฎระเบียบและทิศทางของนโยบายที่ไม่มีความต่อเนื่อง กระบวนการทำงานของหน่วยงานรัฐที่ออกใบอนุญาตก็ค่อนข้างล่าช้า ทำให้นวัตกรรมที่ผลิตออกมาล้าสมัยก่อนได้วางขายจริง นอกจากนี้ ยังขาดการสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น โรงพยาบาลรัฐยังไม่ยอมรับผลิตภัณฑ์ Made in Thailand เท่าที่ควร และระบบจัดซื้อของ สปสช. ยังไม่เปิดกว้างให้นวัตกรรมไทย โดยจะเห็นว่าไทยยังเป็น Hub ด้านบริการ (Service) แต่ยังไม่ใช่ Hub ด้านผลิตภัณฑ์ (Product)”
สิ่งที่ต้องเร่งพัฒนาคือการผลักดันให้เป็น Medical Hub อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งทำงานบูรณาการระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ กระทรวง อว. (วิจัย) และ อย. (อนุมัติ) ต้องทำงานร่วมกันเพื่อให้งานวิจัยขายได้จริง ไม่ติดคอขวดที่การอนุมัติ ขณะเดียวกันก็ต้องมีระบบ Digital Health เชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพ ระหว่างโรงพยาบาลเพื่อให้ข้อมูลคนป่วยส่งต่อกันได้ทันที ซึ่งรัฐบาลควรทำข้อตกลงระดับประเทศเพื่อให้มาตรฐานของไทยได้รับการยอมรับในอาเซียนด้วย
ดังนั้น บทบาทของงาน International Healthcare Week 2026 จัดโดย อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ในระหว่างวันที่ 8-10 กรกฎาคม 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ จะเป็นงานที่รวมนวัตกรรมสุขภาพแบบครบวงจรซึ่งหาได้ยากแม้ในยุโรปหรืออเมริกา และจะช่วยการสร้าง Ecosystem เน้นการดึงภาครัฐเข้ามาร่วมด้วย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดการถ่ายทอดนวัตกรรม การให้ความรู้ เพื่อให้ประชาชนเข้าใจการวางแผนดูแลสุขภาพตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงวัยชรา ไม่ใช่แค่รอให้ป่วยแล้วเข้าโรงพยาบาล
ทั้งยังเป็นโอกาสสำหรับ SMEs และสตาร์ตอัป HealthTech ในธุรกิจด้าน OEM ให้โรงงานยาไทยที่รับจ้างผลิตยาสามารถส่งออกไปยังอาเซียนได้ ตลอดจน นำเสนอวัตถุดิบ (Ingredients) ให้กับโรงงานหรือสถานพยาบาล สร้างจิ๊กซอว์ทางการค้าและการหาแหล่งทุนใหม่ ๆ ในอุตสาหกรรมสุขภาพ
หนุนศักยภาพสตาร์ตอัป HealthTech
นางสาวรุ้งเพชร กล่าวว่า สตาร์ตอัป HealthTech ในประเทศไทยมีศักยภาพการแข่งขันสูง มีจำนวนมากและมีความหลากหลาย แต่ปัญหาหลัก คือ “ทำได้เยอะ แต่ขายไม่ได้” เพราะติดคอขวดเรื่องกระบวนการอนุมัติเพื่อขยายผลสู่เชิงพาณิชย์ อีกทั้งยังขาดความเชื่อมั่นด้านงานวิจัยบางอย่างที่ยังไม่ได้รับการยอมรับในต่างประเทศ
ดังนั้น คาดหวังว่างาน International Healthcare Week 2026 จะช่วยขับเคลื่อน Healthcare & Wellness Economy เปลี่ยนอุตสาหกรรมสุขภาพของไทยให้เป็นเครื่องจักรเศรษฐกิจหลัก ลดการนำเข้าวัสดุอุปกรณ์ (Accessory Supply) จากต่างประเทศ และกระตุ้นให้เกิดโครงสร้างพื้นฐานรองรับโครงสร้างประชากร ตลอดจนเตรียมพร้อมรับมือกับ “โรคอุบัติใหม่” ที่อาจส่งผลกระทบต่อสังคมในอนาคต







