thansettakij
thansettakij
อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ เปิดเวที ‘International Healthcare Week 2026’ ดันไทยสู่ Medical Hub

อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ เปิดเวที ‘International Healthcare Week 2026’ ดันไทยสู่ Medical Hub

17 มิ.ย. 69 | 03:24 น.
อัปเดตล่าสุด :17 มิ.ย. 69 | 03:30 น.

Wellness Economy โตแรง รับเทรนด์ NCDs-สังคมสูงวัย “อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์” เจาะ 3 จุดแข็งเดินหน้าสู่ Medical Hub พร้อมลุย International Healthcare Week 2026 สร้างนิเวศการแพทย์ครบวงจร ปั้นอุตสาหกรรมด้านสุขภาพ นวัตกรรมยา และเครื่องมือแพทย์

KEY

POINTS

  • อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ เตรียมจัดงาน ‘International Healthcare Week 2026’ เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการแพทย์ (Medical Hub) อย่างเต็มรูปแบบ
  • งานดังกล่าวจะเป็นเวทีรวบรวมนวัตกรรมสุขภาพครบวงจร เพื่อสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) และส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีระหว่างภาครัฐและเอกชน
  • มุ่งแก้ปัญหาและอุปสรรคของอุตสาหกรรมสุขภาพไทย เช่น กฎระเบียบที่ไม่ต่อเนื่อง และกระบวนการอนุมัติที่ล่าช้า เพื่อยกระดับจาก Hub ด้านบริการสู่ Hub ด้านผลิตภัณฑ์
  • เปิดโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs และสตาร์ตอัป HealthTech เพื่อขยายตลาดและลดการพึ่งพาการนำเข้าอุปกรณ์การแพทย์จากต่างประเทศ

Wellness Economy เป็นฟันเฟืองสำคัญในยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะยาวของประเทศไทย Global Wellness Economy Monitor ของ GWI ชี้ว่า ตลาดเศรษฐกิจสุขภาพทั่วโลกทะยานผ่านจุดฟื้นตัวหลังโควิด-19 และทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ มูลค่าตลาดโลกพุ่งแตะ 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 6.12% ของ GDP โลก และกำลังเติบโตต่อเนื่องในปีนี้อย่างมั่นคง

โดยประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศดาวรุ่งที่มีอัตราการเติบโตโดดเด่นที่สุดในภูมิภาค มีมูลค่ารวมประมาณ 4.05 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.4-1.45 ล้านล้านบาท ซึ่งรัฐบาลไทยได้วางเป้าหมายไว้ให้ Wellness และการแพทย์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve)

นางสาวรุ้งเพชร ชิตานุวัตร์ ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการภูมิภาคอาเซียน อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมด้านสุขภาพและธุรกิจที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 11% ต่อปี กลุ่มธุรกิจที่โดดเด่นคือโรงพยาบาลและยารักษาโรค โดยเติบโตจากผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งเป็นผลมาจากอาหารการกินและการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย ทำให้ความต้องการใช้อุปกรณ์การแพทย์และยาเพิ่มตามไปด้วย

รุ้งเพชร ชิตานุวัตร์ ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการภูมิภาคอาเซียน อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์

ขณะที่กลุ่มการป้องกัน (Preventive Care) อย่างผลิตภัณฑ์ในรูปแบบ เสริมอาหาร ช่วยลดน้ำตาล ลดไขมัน มีอัตราการเติบโตประมาณ 7% สอดคล้องกับเทรนด์ในภูมิภาคที่พยายามลดปัญหาโรคความดันโลหิตสูง (Hypertension) ซึ่งพบมากในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ ไทย, อินโดนีเซีย, สิงคโปร์ และมาเลเซีย

ปัจจัยขับเคลื่อนการแข่งขัน

“จากการคาดการณ์ในปี 2569 แม้จะไม่มีตัวเลขระบุชัดเจน แต่ประเมินว่าความต้องการการแพทย์ชั้นสูงและนวัตกรรมเพื่อรองรับสังคมสูงวัยจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งประเทศไทยมีจุดแข็งและปัจจัยขับเคลื่อนการแข่งขันสำคัญ 3 ประเด็น คือ

1. มาตรฐานโรงพยาบาลสูง มีความแข็งแกร่งและมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับระดับสากล

2. มาตรฐานการผลิตยาอยู่ในระดับสากล มีมาตรฐานการผลิต GMP-PIC/S เป็นอันดับต้น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีความพร้อมในการผลิตสูงมาก

3. การส่งเสริม Medical Tourism นโยบายภาครัฐที่ช่วยยกระดับธุรกิจ Healthcare ทั้งระบบให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางของคนทั่วโลก”

Wellness Economy ไทยเติบโตแรง รับเทรนด์โรค NCDs และสังคมสูงวัย

นางสาวรุ้งเพชร กล่าวว่า ประเทศไทยถือว่ามีความโดดเด่น เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาคเดียวกัน อาทิ อินโดนีเซีย ซึ่งเดิมมีกฎหมายปกป้องแพทย์ในประเทศทำให้คนรวยต้องไปรักษาที่สิงคโปร์หรือไทย แต่ปัจจุบันเริ่มเปิดรับแพทย์ต่างชาติแล้ว, ฟิลิปปินส์ ยังประสบปัญหา “ภาวะสมองไหล” ผลิตแพทย์และพยาบาลจำนวนมากแต่บุคลากรย้ายไปทำงานในตะวันออกกลางและอเมริกา เนื่องจากในประเทศมีค่าจ้างต่ำและขาดแคลนเครื่องมือ

มาเลเซีย กำลังพัฒนาไปสู่โรงพยาบาลดิจิทัล (Digital Hospital) ได้รวดเร็ว และเป็นผู้นำด้านถุงมือยางเกรดผ่าตัด (Medical Grade) ซึ่งมีมูลค่าสูงกว่าถุงมือทั่วไป, สิงคโปร์ มีโครงสร้างพื้นฐานด้านการดูแลผู้สูงอายุดีเยี่ยมและเป็นที่ยอมรับ แต่ไทยสู้ได้ด้วย “ราคา” ที่เข้าถึงง่ายกว่า และเวียดนาม ที่โดดเด่นด้านโรงงานผลิตวัคซีนและอุตสาหกรรมยา และกำลังพัฒนาอุตสาหกรรมด้านนี้จี้หลังตามไทย

แนะแก้กฎระเบียบ-นโยบาย

โดยอุตสาหกรรมยาในประเทศไทยที่มีโรงงานยากว่า 100 แห่ง ยังผลิตได้เพียงยา Generic Drugs  ยาชื่อสามัญ แต่ยังไม่สามารถผลิตยาที่มีสิทธิบัตร (Patent) หรือยาขั้นสูง เช่น ยามะเร็ง ได้เอง เนื่องจากต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลและใช้เวลาพัฒนานาน ส่วนอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ ไทยยังเน้นผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ชนิดใช้แล้วทิ้ง หรือเวชภัณฑ์แบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง (Disposable Medical)  ที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่ยังไม่สามารถขยับไปผลิตเครื่องมือแพทย์ขั้นสูงได้เท่าสิงคโปร์หรือมาเลเซีย

“ปัญหาที่เป็นอุปสรรคสำหรับประเทศไทยคือ กฎระเบียบและทิศทางของนโยบายที่ไม่มีความต่อเนื่อง กระบวนการทำงานของหน่วยงานรัฐที่ออกใบอนุญาตก็ค่อนข้างล่าช้า ทำให้นวัตกรรมที่ผลิตออกมาล้าสมัยก่อนได้วางขายจริง นอกจากนี้ ยังขาดการสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น โรงพยาบาลรัฐยังไม่ยอมรับผลิตภัณฑ์ Made in Thailand เท่าที่ควร และระบบจัดซื้อของ สปสช. ยังไม่เปิดกว้างให้นวัตกรรมไทย โดยจะเห็นว่าไทยยังเป็น Hub ด้านบริการ (Service) แต่ยังไม่ใช่ Hub ด้านผลิตภัณฑ์ (Product)”

อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ เดินหน้าจัดงาน International Healthcare Week 2026  หนุนไทยสู่ Medical Hub

สิ่งที่ต้องเร่งพัฒนาคือการผลักดันให้เป็น Medical Hub อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งทำงานบูรณาการระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ กระทรวง อว. (วิจัย) และ อย. (อนุมัติ) ต้องทำงานร่วมกันเพื่อให้งานวิจัยขายได้จริง ไม่ติดคอขวดที่การอนุมัติ ขณะเดียวกันก็ต้องมีระบบ Digital Health เชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพ ระหว่างโรงพยาบาลเพื่อให้ข้อมูลคนป่วยส่งต่อกันได้ทันที ซึ่งรัฐบาลควรทำข้อตกลงระดับประเทศเพื่อให้มาตรฐานของไทยได้รับการยอมรับในอาเซียนด้วย

ดังนั้น บทบาทของงาน International Healthcare Week 2026 จัดโดย อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ในระหว่างวันที่ 8-10 กรกฎาคม 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ จะเป็นงานที่รวมนวัตกรรมสุขภาพแบบครบวงจรซึ่งหาได้ยากแม้ในยุโรปหรืออเมริกา และจะช่วยการสร้าง Ecosystem เน้นการดึงภาครัฐเข้ามาร่วมด้วย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดการถ่ายทอดนวัตกรรม การให้ความรู้ เพื่อให้ประชาชนเข้าใจการวางแผนดูแลสุขภาพตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงวัยชรา ไม่ใช่แค่รอให้ป่วยแล้วเข้าโรงพยาบาล

ทั้งยังเป็นโอกาสสำหรับ SMEs และสตาร์ตอัป HealthTech ในธุรกิจด้าน OEM ให้โรงงานยาไทยที่รับจ้างผลิตยาสามารถส่งออกไปยังอาเซียนได้ ตลอดจน นำเสนอวัตถุดิบ (Ingredients) ให้กับโรงงานหรือสถานพยาบาล สร้างจิ๊กซอว์ทางการค้าและการหาแหล่งทุนใหม่ ๆ ในอุตสาหกรรมสุขภาพ

หนุนศักยภาพสตาร์ตอัป HealthTech

นางสาวรุ้งเพชร กล่าวว่า สตาร์ตอัป HealthTech ในประเทศไทยมีศักยภาพการแข่งขันสูง มีจำนวนมากและมีความหลากหลาย แต่ปัญหาหลัก คือ “ทำได้เยอะ แต่ขายไม่ได้” เพราะติดคอขวดเรื่องกระบวนการอนุมัติเพื่อขยายผลสู่เชิงพาณิชย์ อีกทั้งยังขาดความเชื่อมั่นด้านงานวิจัยบางอย่างที่ยังไม่ได้รับการยอมรับในต่างประเทศ

ดังนั้น คาดหวังว่างาน International Healthcare Week 2026 จะช่วยขับเคลื่อน Healthcare & Wellness Economy เปลี่ยนอุตสาหกรรมสุขภาพของไทยให้เป็นเครื่องจักรเศรษฐกิจหลัก ลดการนำเข้าวัสดุอุปกรณ์ (Accessory Supply) จากต่างประเทศ และกระตุ้นให้เกิดโครงสร้างพื้นฐานรองรับโครงสร้างประชากร ตลอดจนเตรียมพร้อมรับมือกับ “โรคอุบัติใหม่” ที่อาจส่งผลกระทบต่อสังคมในอนาคต