
รับมือพายุโซนร้อน 'ไมสัก' เฝ้าระวังกลุ่มเปราะบาง-โรคที่มากับน้ำท่วม
ปลัด สธ. แจ้งหน่วยงานพื้นที่เสี่ยงพร้อมรับมือพายุโซนร้อน “ไมสัก” พร้อมเฝ้าระวัง 24 ชั่วโมง จัดทีมแพทย์ฉุกเฉิน สำรองยาและเวชภัณฑ์ ดูแลกลุ่มเปราะบางและโรคที่มากับน้ำท่วม ย้ำเกิด 4 เหตุการณ์ให้รายงานด่วน
KEY
POINTS
- กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนพายุโซนร้อน "ไมสัก" จะทำให้เกิดฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ของไทยช่วงวันที่ 3-6 ก.ค. 69 เสี่ยงเกิดน้ำท่วมฉับพลัน
- กระทรวงสาธารณสุขสั่งการให้หน่วยงานทั่วประเทศเตรียมพร้อมรับมือ โดยเน้นการดูแลกลุ่มเปราะบางเป็นพิเศษ เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และเด็ก
- แจ้งเตือนประชาชนให้เฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพ ทั้งอุบัติเหตุ และโรคที่มากับน้ำท่วม เช่น โรคอุจจาระร่วง โรคฉี่หนู และโรคผิวหนัง
3 กรกฎาคม 2569 นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กองสาธารณสุขฉุกเฉินได้รายงานสถานการณ์พายุโซนร้อน "ไมสัก" ตามประกาศกรมอุตุนิยมวิทยาว่า จากอิทธิพลของพายุร่วมกับร่องมรสุมที่พาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังค่อนข้างแรงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย
ส่งผลให้ช่วงวันที่ 3–4 กรกฎาคม 2569 ประเทศไทยมีปริมาณฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากในบางพื้นที่ โดยเฉพาะในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ภาคตะวันออก และภาคใต้
ส่วนวันที่ 5-6 กรกฎาคม 2569 บริเวณภาคเหนือตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนยังมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ เช่น เชียงราย พะเยา น่าน อุตรดิตถ์ บึงกาฬ สกลนคร นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ นครราชสีมา อุบลราชธานี เป็นต้น
ทำให้มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และฝนตกสะสม ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน ทั้งอุบัติเหตุ การบาดเจ็บ และความเสี่ยงต่อโรคที่มากับน้ำท่วมและน้ำขัง เช่น โรคอุจจาระร่วง โรคฉี่หนู และโรคผิวหนัง
นพ.สมฤกษ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขจึงได้แจ้งหน่วยงานสาธารณสุขทั่วประเทศยกระดับการเตรียมความพร้อมมาตรการด้านการแพทย์และสาธารณสุข เพื่อให้การดูแลประชาชนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง ดังนี้
1. เปิดระบบติดตามสถานการณ์และแจ้งเตือนตลอด 24 ชั่วโมง โดยติดตามประกาศกรมอุตุนิยมวิทยาและข้อมูลจากพื้นที่เสี่ยง และรายงานสถานการณ์สำคัญให้ผู้บังคับบัญชาทราบทันที
2. เตรียมพร้อมหน่วยบริการและทีมปฏิบัติการ ทั้งทีม EMS ทีมปฏิบัติการฉุกเฉิน ระบบส่งต่อผู้ป่วย ทบทวนแผนเผชิญเหตุของโรงพยาบาลและเส้นทางสำรอง เพื่อรองรับผู้บาดเจ็บและผู้ป่วยฉุกเฉิน รวมถึงการอพยพทางการแพทย์
3. สำรองยา เวชภัณฑ์ และระบบสนับสนุน เช่น น้ำสำรอง ระบบไฟฟ้าสำรอง ระบบสื่อสาร น้ำมันเชื้อเพลิง
4. ดูแลกลุ่มเปราะบาง ทั้งผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง หญิงตั้งครรภ์ เด็ก และผู้พิการ ติดตามผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมถึงดูแลสุขาภิบาล และคัดกรองสุขภาพในศูนย์พักพิง
5. เฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพ จากอุบัติเหตุ จมน้ำ ไฟฟ้าดูด โรคจากน้ำและอาหารที่ไม่สะอาด รวมถึงด้านสุขภาพจิต
6. สื่อสารความเสี่ยงถึงประชาชน ให้ระมัดระวังตนเอง เตรียมยาประจำตัว เอกสารสำคัญ เบอร์ติดต่อฉุกเฉิน และติดตามข่าวสารจากหน่วยงานของรัฐ
ทั้งนี้ หากเกิดเหตุการณ์สำคัญ คือ มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต, หน่วยบริการได้รับความเสียหายหรือบริการสะดุด, ระบบไฟฟ้า น้ำประปา หรือการสื่อสารขัดข้อง และยา เวชภัณฑ์ เลือด หรือเชื้อเพลิงใกล้ขาดแคลน ให้รายงานผู้บริหารโดยด่วน







