
ปรับพอร์ตธุรกิจ SA โหมรุก Hospitality-Wellness ปั้นรายได้พันล้าน
SA ปรับกลยุทธ์หนีธุรกิจคอนโดล้นตลาด เบนเข็มรุก Hospitality-Wellness พร้อมสยายปีกร้านอาหารและเครื่องดื่ม Wellness and Spa เต็มตัว มั่นใจดันรายได้แตะ 1,000 ล้านบาทในปี 2569
KEY
POINTS
- SA ปรับโครงสร้างธุรกิจโดยลดสัดส่วนรายได้จากอสังหาริมทรัพย์ และหันมามุ่งเน้นธุรกิจบริการกลุ่ม Hospitality และ Wellness เพื่อสร้างรายได้ประจำที่ยั่งยืน
- บริษัทตั้งเป้าสร้างรายได้จากกลุ่มธุรกิจ Hospitality ให้เติบโตถึง 800-1,000 ล้านบาทภายในปี 2569 ซึ่งจะคิดเป็น 30% ของรายได้รวม
- ขยายธุรกิจสู่ Wellness เต็มรูปแบบ ผ่านแบรนด์ Pravinia Wellness and Beauty Center และพัฒนาโครงการ Silver Age สำหรับผู้สูงอายุที่ร่วมมือกับโรงพยาบาล
นางสุนันทา สิ่งสรรเสริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม (CO-CEO) บริษัท ไซมิส แอสเสท จำกัด (มหาชน) หรือ SA เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า SA เปลี่ยนโมเดลคอนโดสู่ Branded Residence เพื่อทำการตลาดให้มีความแตกต่าง แตกไลน์ธุรกิจและขยายตัวสู่ Hospitality พร้อมกับเริ่มทำธุรกิจโรงแรม เมื่อประมาณ 5-6 ปีที่ผ่านมา โดยโครงการแรกที่ซื้อแฟรนไชส์มาบริหารคือ Wyndham ดำเนินบริการเสริมเพื่อรองรับแขกหลากหลาย เช่น ร้านอาหาร สปา และฟิตเนส จนกลายเป็นธุรกิจที่เกื้อหนุนกันพร้อมใส่บริการอื่นเพิ่มเข้าไปเรื่อย ๆ
ทั้งนี้จุดเริ่มต้นของ SA เกิดจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แนวสูง (High Rise) โดยเฉพาะประเภทคอนโด ที่ปัจจุบันเริ่มแข่งขันกันสูงขึ้น และสามารถพบเห็นได้ทั่วไปตามท้องตลาดจนเกินกว่าความต้องการของลูกค้า ทำให้ SA ต้องเริ่ม ปรับตัว โดยได้รับแรงบันดาลใจจากโมเดลในประเทศอังกฤษที่ใช้แบรนด์โรงแรมมาอยู่ในตึกเดียวกับที่พักอาศัย (Branded Residence) และใช้ทีมบริหารชุดเดียวกัน เพื่อให้ลูกบ้านได้รับบริการมาตรฐานโรงแรม
ปัจจัยสำคัญสำหรับธุรกิจ Hospitality มาจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและโรงแรม ฐานลูกค้าหลักส่วนใหญ่คือคนไทย ธุรกิจด้านนี้ของไทยก็สามารถตอบโจทย์ลูกค้าต่างชาติได้ดี ทิศทางการเติบโตก็สอดคล้องกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งประเทศไทยเป็น Top Destination ที่ยังคงได้รับความนิยมสำหรับต่างชาติ
นางสุนันทา เล่าให้ฟังว่า ภาพรวมของ SA จากอดีตที่เคยมีสัดส่วนรายได้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประมาณ 95% ก็เริ่มลดลงเหลือ 80% บริการ (Service/Hospitality) จาก 5% ก็เพิ่มขึ้นเป็น 20% โดยในปี 2568 บริษัทมีรายได้ในส่วน Hospitality รวมกว่า 700 ล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าหลังจากที่ SA ปรับสมดุลพอร์ตรายได้ ในปี 2569 จะทำให้รายได้จากกลุ่ม Hospitality เพิ่มขึ้นเป็น 800-1,000 ล้านบาท ทำให้สัดส่วนรายได้กลุ่ม Hospitality เพิ่มขึ้นเป็น 30% และที่เหลือ 70% เป็นอสังหาริมทรัพย์
“หลังจากผ่านช่วงการปรับเปลี่ยนและเรียนรู้ธุรกิจ และเผชิญภาวะขาดทุนในช่วง 5 ปีแรก ตอนนี้บริษัทสามารถล้างขาดทุนสะสมได้เกือบทั้งหมด และตั้งเป้าว่าปี 2569 จะเป็นปีที่ธุรกิจบริการเริ่มทำกำไรอย่างเต็มตัว ซึ่งธุรกิจ Hospitality ช่วยให้บริษัทมีเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ในการ ลดการพึ่งพารายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์เพียงอย่างเดียว และเพิ่มรายได้จากส่วนอื่นได้อย่างต่อเนื่อง”
ปัจจุบัน SA มีบริษัทย่อยในเครือคือ บริษัท ไซมิส เทสท์ จำกัด (Siamese Taste Co., Ltd.) ดำเนินธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มโดยเฉพาะ เพื่อให้บริการภายในโครงการอสังหาริมทรัพย์ของบริษัทแม่ เน้นการเปิดร้านตามโครงการของตัวเองเพื่อ “Play Safe” หลีกเลี่ยงค่าเช่าที่สูงในห้างสรรพสินค้า มีทั้งร้านอาหารไทย ร้านอาหารอิตาเลียน ภัตตาคารอาหารจีน มีโมเดลเดลิเวอรี รวมทั้งเตรียมทำเกษตรอินทรีย์บนที่ดินของตัวเองกว่า 30 ไร่ ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อปลูกผักอินทรีย์ ทำนา บ่อปลา ซึ่งจะลดต้นทุนส่งวัตถุดิบให้ร้านอาหารในเครือได้
นางสุนันทา กล่าวว่า ภายในโครงการของบริษัทแม่ยังมีธุรกิจ Wellness แบรนด์ Pravinia Wellness and Beauty Center ดำเนินงานภายใต้ บริษัท ไซมิส พราวิเนีย จำกัด ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบริษัทในเครือ โดยถือหุ้นในสัดส่วน 60% ร่วมกับ “ประวีณ์นุช กิติวัฒนบำรุง” นายกสมาคมนวดหน้า สปา ความงาม ประเทศไทย และผู้ก่อตั้งสถาบันสอนความงามและสปาแห่งแรกและแห่งเดียวที่มีหลักสูตรเฉพาะด้านศาสตร์การนวดเพื่อการชะลอวัย (Anti-Aging)
ธุรกิจนี้เริ่มลงทุนตั้งแต่ปี 2566 และดำเนินงานด้าน Wellness and Spa ปัจจุบันเปิดให้บริการแล้ว 3 สาขา ได้แก่ Pravinia Wellness Sukhumvit 42 – Wyndham Garden Bangkok Sukhumvit 42, Pravinia Wellness Queen – Wyndham Bangkok Queen Convention Centre และ Pravinia Wellness and Beauty Center – Ramada by Wyndham Bangkok Sukhumvit 87
นอกจากนี้ ยังมีโครงการ Silver Age (ตลิ่งชัน) ที่ร่วมกับโรงพยาบาลศรีพัฒน์ เพื่อจะทำโรงพยาบาลผู้เชี่ยวชาญผู้สูงอายุ, Nursing Home และที่พักอาศัย ด้วยแนวคิดการอยู่ร่วมกันสำหรับคนหนุ่มสาวและผู้สูงอายุ เป็น Universal Design ที่เน้นคนไทยกลุ่ม B+ (ข้าราชการ/เอกชนเกษียณที่มีเงินออม) ในสัดส่วนประมาณ 80% และต่างชาติ 20% ปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนสนใจแล้ว 400-500 คน ปัจจุบันโครงการนี้อยู่ในขั้นตอนเตรียมยื่น EIA ซึ่งคาดว่าจะยื่นได้ในเร็ว ๆ นี้ โดยบริษัทตั้งเป้าหมายที่จะเปิด Pre-sale ให้ได้ภายในปลายปี 2569 นี้
“ในภาพรวมธุรกิจของ SA บริษัทคาดการณ์ว่าคอนโดสำหรับคนไทยชะลอตัวจากหนี้ครัวเรือน แต่กลุ่มชาวต่างชาติที่ต้องการ Second Home (หนีสงครามหรือความไม่ปลอดภัย เช่น จากดูไบ) ยังคงมีกำลังซื้อสูง แต่ปี 2569 จะเป็นปีที่ธุรกิจ Hospitality เริ่มทำกำไรอย่างเต็มตัว โดยลูกค้าโรงแรมส่วนใหญ่ที่เข้ามาใช้บริการจะเป็นต่างชาติ 85% โดย จีน เป็นอันดับ 1 ตามด้วยมาเลเซีย ยุโรป และสิงคโปร์ ขณะที่คนไทยมีเพียง 15%”
อย่างไรก็ตาม SA ยังคงมุ่งเน้นการเป็น “Newcomer” ที่หาช่องว่างในตลาดอยู่เสมอ และพยายามปรับตัวให้เร็ว และไม่ใช้สูตรสำเร็จตายตัวในการดำเนินธุรกิจ แต่จะยังคงเน้นการสร้าง Ecosystem ที่แข็งแรงระหว่างอสังหาริมทรัพย์และบริการ






