
ไอ.ซี.ซี.ฯ ปักธงกลุ่มเวลเนส ปลุกชีพแบรนด์ ‘กุ๊งกิ๊ง’ขยายพอร์ตอาหารยั่งยืน
“ไอ.ซี.ซี.ฯ” ปักธงกลุ่มเวลเนส ฟื้นชีพแบรนด์วุ้นเส้น “กุ๊งกิ๊ง” หลังหายจากตลาดไป 20 ปี ชูจุดเด่นวุ้นเส้นแท้ตอบโจทย์เมกะเทรนด์สุขภาพ พร้อมเปิดวิสัยทัศน์การบริหารพอร์ตโฟลิโอธุรกิจที่หลากหลาย หลังตลาดแฟชั่นถูกพิษโควิด ยังไม่ฟื้นตัว
KEY
POINTS
- ไอ.ซี.ซี.ฯ นำแบรนด์วุ้นเส้น "กุ๊งกิ๊ง" กลับมาทำตลาดอีกครั้งในรอบ 20 ปี เพื่อขยายธุรกิจเข้าสู่กลุ่มเวลเนสและอาหารเพื่อสุขภาพ
- ชูจุดเด่นเป็นวุ้นเส้นที่ผลิตจากถั่วเขียว 100% เพื่อเจาะกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพและต้องการสินค้าคุณภาพพรีเมี่ยม
- การกลับมาของ "กุ๊งกิ๊ง" เป็นกลยุทธ์ของ ไอ.ซี.ซี.ฯ ในการขยายพอร์ตโฟลิโอสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะกลุ่มอาหาร เพื่อลดการพึ่งพิงธุรกิจแฟชั่น
แบรนด์ “กุ๊งกิ๊ง” ไม่ใช่ชื่อใหม่ในความทรงจำของคนไทย โดยเฉพาะกลุ่มเจเนอเรชันเบบี้บูมเมอร์ (Baby Boomer) และยุค 90 ที่เคยมี “ประวัติศาสตร์ร่วม” กับแบรนด์นี้มาตั้งแต่สมัยเรียน และในวันนี้หลายคนเริ่มเห็นแบรนด์วุ้นเส้น “กุ๊งกิ๊ง” กลับสู่เชลฟ์ในซูเปอร์มาร์เก็ต หรือร้านสะดวกซื้ออีกครั้ง หลังจากห่างหายไปจากตลาดถึง 20 ปี
ดร.รีเบคก้า รัสเซลล์ กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานสื่อสารองค์กร บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กุ๊งกิ๊งเป็นแบรนด์ที่อยู่ในเครือสหพัฒน์มาอย่างยาวนาน แม้จะเคยหายไปจากตลาดนานกว่า 20 ปี แต่ตัวแบรนด์ยังคงมีคุณค่าและสร้างการรับรู้ (Awareness) ได้ทันทีที่พูดชื่อ การตัดสินใจนำกุ๊งกิ๊งกลับมาทำตลาดอีกครั้งในปีนี้ จึงไม่ใช่เพียงเพราะความคิดถึงหรือการทำ Nostalgia Marketing เท่านั้น แต่เป็นการขยับตัวตาม Megatrend ของโลกที่มุ่งไปด้าน Wellness และการดูแลสุขภาพอย่างจริงจัง
“พฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบันเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ทุกคนมีความเร่งรีบในชีวิตประจำวัน แต่ในขณะเดียวกันก็มีความกังวลเรื่องการกิน เปรียบเทียบจากประสบการณ์ส่วนตัวที่ไปเรียนด้านชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพมา ทำให้เห็นว่าการเลือกอาหารในร้านสะดวกซื้อกลายเป็นเรื่องยากสำหรับคนที่กลัวแป้งสาลีหรือกลัวค่าน้ำตาลดีด”
การทำกุ๊งกิ๊งโฉมใหม่จึงถูกวางตำแหน่งการตลาด (Positioning) ให้เป็นทางเลือกสำหรับคนรักสุขภาพที่ต้องการความด่วนแต่ไม่ต้องการความรู้สึกผิด หรือ ไม่รู้สึก guilty ในการกิน
ความโดดเด่นของกุ๊งกิ๊งเวอร์ชันนี้คือการเป็น “วุ้นเส้นแท้” ที่ผลิตจากแป้งถั่วเขียว 100% ซึ่งแตกต่างจากสินค้าในตลาดทั่วไปที่มักผสมแป้งสาลี ซึ่งผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพจะมั่นใจและสามารถแยกออกได้ทันที การวางเทียร์ของแบรนด์จึงไม่ได้มุ่งเน้นไปที่ตลาดราคาถูก แต่เน้นกลุ่มลูกค้าระดับกลางขึ้นบนที่ยอมรับได้ในราคาที่สูงกว่าเพื่อแลกกับคุณภาพวัตถุดิบที่ดีกว่า
ในส่วนของรสชาติ กุ๊งกิ๊งเปิดตัวด้วย 2 รสชาติหลัก คือ ยำวุ้นเส้น (แบบแห้ง) และ ก๋วยเตี๋ยวเรือน้ำตก (แบบน้ำ) รูปแบบซอง ราคา 35 บาท และรูปแบบคัพ ราคา 39 บาท การผลิตทั้งหมดอยู่ภายใต้มาตรฐานของบริษัทในเครืออย่าง Thai President Food (TF) ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่า ทำให้มั่นใจได้ในเรื่องคุณภาพและความน่าเชื่อถือได้
“การดำเนินธุรกิจแบรนด์กุ๊งกิ๊งมุ่งสู่การเป็นผู้นำในกลุ่มอาหารกึ่งสำเร็จรูป ด้วยกลยุทธ์การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่ ซึ่งให้ความสำคัญกับคุณภาพระดับพรีเมี่ยม ความเข้มข้นของรสชาติ และความหลากหลายของตัวเลือกสินค้าในอนาคต
ขณะเดียวกัน “กุ๊งกิ๊ง” เดินหน้าสร้างการรับรู้แบรนด์อย่างครอบคลุม ผ่านการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ ทั้งสื่อออนไลน์ สื่อนอกบ้าน (OOH) และกิจกรรมบนแพลตฟอร์มเกมออนไลน์ เพื่อเชื่อมต่อกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง รวมไปถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ออกสู่ตลาดต่อเนื่อง”
ดร.รีเบคก้า รัสเซลล์ กล่าวอีกว่า ไอ.ซี.ซี.ฯ ยังคงมุ่งเน้นไปที่การสร้างความหลากหลายให้กับธุรกิจนอกเหนือจากกลุ่มแฟชั่นและเครื่องสำอาง ไม่ว่าจะเป็น การขยาย Portfolio สู่กลุ่มอุปโภคบริโภค จากเดิมที่ ICC เน้นหนักในกลุ่มแฟชั่น แต่ปัจจุบันบริษัทมีนโยบายที่จะขยายพอร์ตโฟลิโอให้ครอบคลุมกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มอาหาร เพื่อไม่ให้พึ่งพาเพียงอุตสาหกรรมแฟชั่นอย่างเดียว
“การมีแค่แฟชั่นอย่างเดียวในยุคปัจจุบันอาจไม่เพียงพอ การนำแอสเซทที่มีอยู่อย่างแบรนด์กุ๊งกิ๊งมาต่อยอดในกลุ่มอาหารจึงเป็นก้าวสำคัญ แม้ปัจจุบันสัดส่วนหลักยังคงเป็นแฟชั่น เช่น แบรนด์ BSC, Arrow หรือชุดชั้นใน Wacoal แต่กลุ่มอาหารและผลิตภัณฑ์ดูแลโลกกำลังถูกเติมเข้ามาเรื่อย ๆ”
สำหรับกลุ่มแฟชั่น “ดร.รีเบคก้า” ยอมรับว่าสถานการณ์ยังไม่กลับมาเท่าช่วงก่อนโควิด-19 โดยยอดขายอยู่ที่ประมาณ 70-80% เนื่องมาจากพฤติกรรมการแต่งตัวที่เปลี่ยนไปเป็นแบบ Dress Down หรือการทำงานจากที่ใดก็ได้ (Work from Anywhere) สิ่งนี้ทำให้แบรนด์ต้องปรับตัวหาแนวทางใหม่ ๆ
เช่น การนำเข้าแบรนด์ “โอลิมป์” (OLUMP) เสื้อเชิ้ตผู้ชายจากเยอรมนี ที่ชูจุดเด่นเรื่องความรับผิดชอบต่อโลก (Recycle Fabric) ตั้งแต่วันแรกของการผลิต หรือการใช้ผ้าลูกไม้รีไซเคิลในชุดชั้นในวาโก้ เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม, แม้ว่าการทำสินค้า “รักษ์โลก” จะมีต้นทุนที่สูงกว่าปกติก็ตาม
“การมองหาโอกาสในการควบรวมหรือสร้างแบรนด์ใหม่ นอกจากการชุบชีวิตแบรนด์เดิมแล้ว ในอนาคตอาจมีโอกาสที่จะเห็นการซื้อกิจการแบรนด์ใหม่ (Acquire) หรือการสร้างแบรนด์ใหม่ขึ้นมาเพิ่มเติมในพอร์ตสินค้าอาหาร ซึ่งเป็นไปตามแนวทางการดำเนินธุรกิจของ ICC ตลอด 72 ปีที่มีแบรนด์ใหม่หมุนเวียนเข้ามาเสมอ”
ขณะที่ภาพรวมของธุรกิจในปีนี้ “ดร.รีเบคก้า” ย้ำว่า สัญญาณบวกเริ่มมีให้เห็นตั้งแต่ต้นปี ถือว่าเป็นการเริ่มต้นปีที่ดี ไม่ได้เลวร้าย แม้จะมีเรื่องของการเมืองแทรกเข้ามา ก็มีกระทบในกลุ่มผู้ประกอบการบ้าง ทำให้ผู้ประกอบการเองต้องปรับตัว ขณะที่เราเองซึ่งเป็นบริษัทมหาชน การจะแข่งขันในตลาดก็ต้องมีความโปร่งใส ชัดเจน ทำให้ต้นทุนเราเองในบางกรณีสูงกว่าคู่แข่ง ทำให้ต้องปรับกลยุทธ์ ปรับตัวเพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าได้
ต่อมุมมองเรื่องมาตรการ “คนละครึ่ง” มองว่า หากเศรษฐกิจชะลอตัว การนำมาตรการกลับมาอาจช่วยกระตุ้นกำลังซื้อและสร้างโอกาสให้ผู้ค้ารายย่อย ตั้งแต่รถเข็น ร้านค้าตลาด ไปจนถึงร้านอาหารริมทาง โดยเงินหมุนเวียนไม่กระจุกตัวอยู่แค่ห้างสรรพสินค้า และช่วยให้บรรยากาศการซื้อขายกลับมาคึกคัก แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะทำให้ประชาชนเสพติดมาตรการอัดฉีด เพราะอาจทำให้สังคมและภาคธุรกิจเคยชินกับการ “รออย่างเดียว” มากกว่าจะเดินหน้าปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ คนละครึ่ง ถือเป็นการยกระดับทักษะดิจิทัลของคนไทย เพราะทำให้ผู้สูงอายุและประชาชนจำนวนมากเข้าสู่ระบบการเงินดิจิทัล ตั้งแต่การใช้แอปฯ กระเป๋าเงิน ไปจนถึงธุรกรรมในชีวิตประจำวัน สะท้อนการขยับของ “digital literacy” ในวงกว้าง
เมื่อถูกถามถึงโจทย์ “ควรออกมาตรการทันทีหรือรอปลายปี” ดร.รีเบคก้าระบุว่า หากไม่มีงบและ ต้องกู้เงินมาใช้เพื่ออัดฉีด เธอ “ไม่เห็นด้วย” เพราะมองว่าเป็นการแก้อาการระยะสั้นแต่สร้างปัญหาใหม่ตามมา พร้อมเสนอว่าหากจะทำควรอยู่บนฐานการคลังที่รอบคอบ ไม่เพิ่มภาระหนี้โดยไม่จำเป็น
“วันนี้หากเปรียบประเทศไทยเป็น “บริษัท ประเทศไทย จำกัด (มหาชน)” ที่ประชาชนคือผู้ถือหุ้น นักการเมืองคือผู้บริหาร และฝ่ายค้านทำหน้าที่เสมือน “คณะกรรมการตรวจสอบ” (audit committee) มีสิทธิ์ตั้งคำถาม ตรวจสอบ และสนับสนุนเมื่อเห็นว่าเป็นแนวคิดที่ดี แทนการเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยความขัดแย้งจนละเลย “บรรทัดสุดท้าย” ของประเทศ” ดร.รีเบคก้า กล่าวและย้ำว่า
วาระเร่งด่วนของรัฐบาลควรเริ่มจาก “ปากท้องเศรษฐกิจ” เพราะเมื่อคนกินดีอยู่ดี ระบบโดยรวมจะดีขึ้นตามธรรมชาติ ขณะเดียวกันแสดงความกังวลต่อปัญหาหนี้ครัวเรือนและพฤติกรรม “Buy Now Pay Later” ที่ทำให้ผู้บริโภคประเมินความสามารถชำระหนี้เกินจริง และอาจสะสมภาระระยะยาวโดยไม่รู้ตัว แนวคิด “ช่วยของไทยก่อน” เพื่อประคองเศรษฐกิจในประเทศเป็นสิ่งสำคัญ เพราะธุรกิจที่มีตลาดหลักอยู่ในประเทศจะรับแรงกระแทกวิกฤตได้ดีกว่า เมื่อเทียบกับธุรกิจที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก

