thansettakij
thansettakij
มีไข้เรื้อรังควรระวัง ‘วัณโรคปอด’ เสี่ยงติดเชื้อจากการไอ-จาม

มีไข้เรื้อรังควรระวัง ‘วัณโรคปอด’ เสี่ยงติดเชื้อจากการไอ-จาม

วันที่ 24 มีนาคม วัน “วัณโรคโลก” (World Tuberculosis Day) แพทย์เตือนวัณโรคยังระบาดและพบมีการกระจายอยู่ในประเทศไทย หากมีไข้เรื้อรังเกิน 1 สัปดาห์ ไม่ควรละเลย

KEY

POINTS

  • วัณโรคปอดเป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่แพร่กระจายผ่านละอองฝอยในอากาศจากการไอ จาม หรือพูดของผู้ป่วย
  • อาการสำคัญที่ควรสังเกตคือ มีไข้เรื้อรังโดยเฉพาะช่วงกลางคืน ไอเรื้อรัง อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และน้ำหนักลด
  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องและผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยวัณโรค ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงที่ควรพบแพทย์เพื่อรับการตรวจคัดกรอง

วันที่ 24 มีนาคม ของทุกปีคือวัน “วัณโรคโลก” (World Tuberculosis Day) ตรงกับวันที่ ดร.โรเบิร์ต คอช (Robert Koch) แพทย์ชาวเยอรมัน ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งใน "บิดาแห่งวิชาแบคทีเรียวิทยาทางการแพทย์" ตั้งขึ้นเพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงปัญหาวัณโรคที่ยังคงระบาดอยู่ในหลายส่วนของโลก ทั้งให้ประชาชนเล็งเห็นความสำคัญในการป้องกัน, การตรวจรักษาที่รวดเร็ว

พญ.พวงรัตน์ ตั้งธิติกุล แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ แผนกอายุรกรรม โรงพยาบาลนวเวช กล่าวว่า วัณโรค (tuberculosis) เป็นโรคระบาดยังพบมีการกระจายอยู่ในประเทศไทยและหลายประเทศทั่วโลก เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย (Mycobacterium tuberculosis) 

เมื่อผู้ป่วยวัณโรคปอดไอ จาม พูดดัง ๆ ตะโกน หัวเราะหรือร้องเพลง ทำให้เกิดละอองฝอย (droplet nuclei) ฟุ้งกระจายออกมา จนผู้อื่นสูดหายใจเอาละอองฝอยที่มีเชื้อวัณโรคเข้าไปสู่ถุงลมในปอด จะทำให้เกิดอาการผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจ ซึ่งหลายคนมักคุ้นเคยในชื่อ “วัณโรคปอด” 

เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายผ่านทางปอดแล้ว เชื้อโรคก็สามารถแพร่กระจายสู่อวัยวะทั่วร่างกาย เช่น สมอง เยื่อหุ้มสมอง เยื่อหุ้มหัวใจ กระดูกสันหลัง ต่อมน้ำเหลือง เป็นต้น โดยคนส่วนใหญ่ ประมาณ 70-90% เมื่อรับเชื้อวัณโรค เชื้ออาจอยู่ในร่างกายโดยไม่แสดงอาการใด ๆ เนื่องจากภูมิคุ้มกันของร่างกายสามารถควบคุมเชื้อไว้ได้

แต่สำหรับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ป่วยเอชไอวี หรือผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน เชื้อวัณโรคอาจเจริญเติบโตและแสดงอาการรุนแรงขึ้น นำไปสู่การเกิดโรควัณโรคในหลายอวัยวะของร่างกาย

การแพร่เชื้อวัณโรค แบ่งได้เป็น 3 ด้าน

1. ปัจจัยด้านผู้ป่วย เช่น วัณโรคปอด หลอดลมหรือกล่องเสียง ในระยะที่มีเชื้อในเสมหะ หรือมีแผลโพรงในปอด จะมีเชื้อจำนวนมาก สามารถแพร่กระจายเชื้อได้ง่าย

2. ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม เช่น สถานที่อับทึบและคับแคบ แสงแดดส่องไม่ถึง การถ่ายเทอากาศไม่ดี เชื้อจะไม่ตาย สามารถแพร่กระจายเชื้อได้นาน

3. ปัจจัยด้านระบบบริการ เช่น การวินิจฉัยและรักษาล่าช้า การให้ยารักษาไม่ถูกต้อง การรักษาไม่ครบ การทำหัตถการที่ทำให้เกิดละอองฝอย ทำให้เกิดการฟุ้งกระจายของเชื้อ

มีไข้เรื้อรังควรระวัง ‘วัณโรคปอด’ เสี่ยงติดเชื้อจากการไอ-จาม

พญ.พวงรัตน์ กล่าวว่า สำหรับผู้ที่สัมผัสผู้ป่วยและอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง ควรพบแพทย์เพื่อตรวจคัดกรองอาการ และเอกซเรย์ปอดโดยเร็วที่สุด  ได้แก่ 

  1. บุคคลที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง และได้ใกล้ชิดกับผู้ป่วยวัณโรคปอด
  2. บุคคลทั่วไป ที่ใกล้ชิดผู้ป่วยวัณโรคปอดในช่วง 3 เดือน ก่อนที่ผู้ป่วยจะได้รับการรักษา
  • ผู้ที่อาศัยอยู่ร่วมบ้านเป็นประจำกับผู้ป่วย 
  • ผู้สัมผัสใกล้ชิด เป็นระยะเวลาสะสมเฉลี่ย 120 ชั่วโมง/เดือน 
  • เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ที่ได้สัมผัสผู้ป่วย  
  • ผู้ที่สัมผัสผู้ป่วยในระยะสั้น ๆ หรือไม่ได้สัมผัสใกล้ชิด ถือว่าความเสี่ยงต่ำ

อาการป่วยวัณโรคที่ไม่ควรละเลย

  • มีไข้ โดยเฉพาะไข้ในเวลากลางคืนเรื้อรังเกิน 1 สัปดาห์ หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษา
  • เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย น้ำหนักลด
  • อาการไอเรื้อรัง หรือไอเป็นเลือด

ทั้งนี้ หากมีประวัติสัมผัสผู้ป่วยวัณโรคก็ไม่ควรละเลย ควรพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันสุขภาพตนเองและคนรอบข้างให้ปลอดภัยจากวัณโรค หากมีข้อสงสัยก็สามารถไปพบแพทย์เพื่อตรวจอย่างละเอียดจะดีที่สุด