thansettakij
thansettakij
สิทธิประโยชน์ 3 กองทุน ดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

สิทธิประโยชน์ 3 กองทุน ดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

เวทีวิชาการ T1DDAR CN ระดมสมอง สิทธิประโยชน์ 3 กองทุนสุขภาพ 'บัตรทอง-ข้าราชการ-ประกันสังคม' เร่งยกระดับดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 สู่มาตรฐานเดียวกัน สปสช. นำร่องสิทธิประโยชน์เครื่องตรวจน้ำตาลต่อเนื่อง ด้าน กรมบัญชีกลาง-ประกันสังคม เตรียมเปิดเบิกจ่ายแผ่นตรวจน้ำตาลกลางปีนี้

KEY

POINTS

  • 3 กองทุนสุขภาพหลัก (บัตรทอง, ประกันสังคม, สวัสดิการข้าราชการ) ร่วมมือกันเพื่อยกระดับสิทธิประโยชน์และสร้างมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ให้เป็นแบบเดียวกันทั่วประเทศ
  • มีการผลักดันให้ผู้ป่วยทุกสิทธิสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น เครื่องตรวจวัดน้ำตาลต่อเนื่อง (CGM) และแผ่นตรวจน้ำตาล (Gluco-Strips) ได้อย่างเท่าเทียม
  • กองทุนประกันสังคมและสวัสดิการข้าราชการกำลังปรับปรุงหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายและรูปแบบการจ่ายค่าบริการ เพื่อให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่จำเป็นและลดภาระของผู้ป่วย

จากการประชุมวิชาการเครือข่ายบริบาลและการลงทะเบียนเบาหวามชนิดที่ 1 และเบาหวานวินิจฉัยก่อนอายุ 30 ปี ประเทศไทย ประจำปี 2569 จัดโดย เครือข่ายบริบาลและการลงทะเบียนเบาหวานชนิดที่ 1 และเบาหวานวินิจฉัยก่อนอายุ 30 (T1DDAR CN) สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ร่วมกับ กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และสมาคมต่อมไร้ท่อเด็กและวัยรุ่นไทย ณ ห้องราชเทวี แกรนด์บอลรูม ชั้น 3 โรงแรมเอเชีย กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ได้มีการจัดเสวนาในหัวข้อ "สิทธิประโยชน์ 3 กองทุน สำหรับเบาหวานชนิดที่ 1 พร้อมแล้ว สถานพยาบาลต้องเตรียมความพร้อมอย่างไรบ้าง"   

นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า จากข้อมูลปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ราว 21,000 ราย ลงทะเบียนเข้ารับการรักษาในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) จำนวน 5,681 ราย ในจำนวนนี้มีการเบิกจ่ายสิทธิประโยชน์ชุดบริการเรียนรู้และฝึกทักษะการดูแลตนเองอย่างต่อเนื่องเพียง 2,811 ราย และที่เหลืออีกราว 15,000 ราย ยังเข้าไม่ถึงบริการที่เหมาะสมและมีความเสี่ยงสูงทางสุขภาพ ซึ่งคงปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจัยของฐานะและการศึกษาของผู้ปกครองหรือผู้ดูแล มีผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ผู้ป่วยที่อยู่ในครอบครัวที่มีความพร้อมจะมีโอกาสเข้าถึงระบบการดูแลที่ดีกว่า 

ดังนั้น แนวทางการจัดการดูแลผู้ป่วยเบาหวานในอนาคต ต้องปรับใช้เทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลและรักษามากขึ้น โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ที่ต้องติดตามค่าน้ำตาลตลอดทั้งวัน ซึ่งแต่เดิมจะต้องใช้วิธีเจาะเลือดปลายนิ้ววันละหลายครั้งที่เป็นปัญหาต่อผู้ป่วยและผู้ดูแลอย่างมาก อาทิ เครื่องตรวจวัดน้ำตาลแบบต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง (Continuous Glucose Monitoring: CGM) ที่แสดงผลเรียลไทม์ผ่านมือถือ เป็นต้น ปัจจุบันได้กำหนดเป็นสิทธิประโยชน์ในระบบบัตรทองแล้ว และอยู่ระหว่างการขับเคลื่อนเพื่อช่วยลดภาระและข้อจำกัดด้านทักษะการดูแลของผู้ป่วยและผู้ดูแล

สิทธิประโยชน์ 3 กองทุน ดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

ในการขับเคลื่อนและพัฒนาระบบดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 มองว่ายังมีความท้าทายในการบริหารจัดการและการออกแบบระบบบริการ เพื่อให้เทคโนโลยีดังกล่าวเข้าถึงและใช้กับผู้ป่วยได้จริง ซึ่งหากทำได้จะมีความคุ้มค่ามากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับค่ารักษาภาวะแทรกซ้อนในอนาคต และหากต่อรองราคาแล้ว เมื่อคำนวณต้นทุนจริงๆ อาจมีราคาถูกกว่าหรือใกล้เคียงกับวิธีการตรวจวัดค่าน้ำตาลแบบเดิม ขณะนี้ในต่างประเทศก็มีการใช้เทคโนโลยีนี้กันมาก อย่างไรก็ดีขอย้ำว่าในการขับเคลื่อนการดูแลผู้ป่วยเบาหวานในระบบบัตรทอง สปสช. มีเป้าหมายชัดเจนคือการลดความเหลื่อมล้ำและให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่อยู่ในระดับมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด รวมถึงการใช้เทคโนโลยี

"สิ่งที่ สปสช. จะมุ่งเน้นคือการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  ร่วมกันกำหนดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนเพื่อนำไปสู่การพัฒนาระบบบริการ และการปรับปรุงชุดสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ  โดยเฉพาะการนำนวัตกรรมทางการแพทย์มาใช้ รวมถึงการสร้างระบบรองรับ ที่ทำให้กับผู้ป่วยเบาหวานทุกชนิดได้เข้าถึงบริการและนวัตกรรมเทคโนโลยีที่เป็นมาตรฐาน

สิทธิประโยชน์ 3 กองทุน ดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ทั้งนี้ เชื่อว่า การประชุมฯ ระดมสมองในครั้งนี้ จะเป็นส่วนที่นำไปสู่โอกาสเพื่อทำให้กลุ่มผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1ได้เข้าถึงการดูแลที่มีมาตรฐาน ประสิทธิภาพและมีคุณภาพชีวิตในอนาคต" เลขาธิการ สปสช. กล่าว

นายสิทธิชัย งามเกียรติขจร ผู้อำนวยการกองสวัสดิการรักษาพยาบาล กรมบัญชีกลาง กล่าวว่า การให้บริการสิทธิประโยชน์ที่ต้องใช้เทคโนโลยี เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างยิ่ง นอกจากเรื่องค่าเทคโนโลยีแล้วยังต้องมีค่าบริหารจัดการอย่างเหมาะสมที่เป็นต้นทุนของโรงพยาบาลที่ให้บริการ ซึ่งแต่ละระบบรักษาพยาบาลจะมีการบริหารจัดการและการเบิกจ่ายที่แตกต่างกัน โดยในส่วนของการตรวจวัดค่าน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 แต่เดิมเครื่องตรวจวัดน้ำตาลจะถือเป็นเวชภัณฑ์ที่ไม่ใช่ยา ถูกจำกัดให้ใช้ได้ในโรงพยาบาลเท่านั้น แต่ปัจจุบันได้กำหนดให้ผู้ป่วยนำใช้ที่บ้านได้แล้ว พร้อมขับเคลื่อนร่วมกับสมาคมวิชาชีพ และ สปสช. นอกจากทำให้ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ได้รับและนำเครื่องตรวจวัดค่าน้ำตาลไปใช้ที่บ้านได้แล้ว ยังพัฒนาระบบลงทะเบียนผ่าน Line OA เปิดให้ผู้ป่วยเลือกยี่ห้อเครื่องตรวจวัดค่าน้ำตาลที่มีอยู่ในระบบได้โดยสมัครใจ รวมถึงการพัฒนาการเชื่อมโยงข้อมูลการเบิกจ่ายผ่านระบบ Clearing House เพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้

สิทธิประโยชน์ 3 กองทุน ดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

"ขณะนี้กรมบัญชีกลางอยู่ระหว่างขับเคลื่อนสิทธิประโยชน์ดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ทั้งเครื่องตรวจวัดค่าน้ำตาลพร้อมแผ่นตรวจค่าน้ำตาล (Gluco-Strips) ซึ่งกำหนดรอบเบิกจ่ายทุก 3 เดือนตามที่แพทย์นัดติดตามประมาณ 350 ชิ้นต่อครั้ง ที่สอดคล้องกับการใช้งานจริงของผู้ป่วยและเบิกจ่ายทดแทน โดยคาดว่าจะเริ่มเบิกจ่ายได้ภายใน 2 เดือน ส่วนการอบรมการให้ความรู้ผู้ป่วยในการดูแลตนเอง ตรงนี้จะอยู่ในค่าบริการทางการแพทย์ที่มีการจ่ายอยู่แล้ว" ผอ.กองสวัสดิการรักษาพยาบาล กล่าว 

นายสิทธิชัย กล่าวว่า สำหรับในส่วนเทคโนโลยีเครื่อง CGM นั้น หากมีการต่อรองราคาและจัดซื้อรวม โดยให้ รพ.ราชวิถี เป็นเครือข่ายจัดซื้อรวมแทนทั้งหมดได้ ก็จะเป็นประโยชน์อย่างมาก ถือเป็นโอกาสที่ดีให้กับผู้ป่วยในระบบด้วย ณ ปัจจุบันสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลยังไม่สามารถเบิกค่าใช้จ่ายได้

น.ส.ปิ่นมณี  ชำนาญกิจ นักวิชาการแรงงานชำนาญการ สำนักงานประกันสังคม (สปส.) กล่าวว่า ปัจจุบันสำนักงานฯ บริหารจัดการงบประมาณในรูปแบบเหมาจ่ายรายหัวให้แก่สถานพยาบาลคู่สัญญา โดยจัดสรรงบประมาณส่วนเพิ่ม (Top-up) สำหรับกลุ่มโรคเรื้อรัง 26 โรค ซึ่งรวมถึงโรคเบาหวานในอัตราที่เท่ากัน ซึ่งจากการทำงานร่วมกับสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ อย่างต่อเนื่อง ได้มีแผนในการปรับปรุงหลักเกณฑ์การจ่ายค่าบริการทางการแพทย์สำหรับโรคเบาหวาน จากเหมาจ่ายเป็นการจ่ายตามรายการบริการ ครอบคลุมทั้ง การตรวจทางห้องปฏิบัติการ ยาอินซูลิน และแถบตรวจน้ำตาล เป็นต้น ที่เป็นมาตรฐานเดียวกับกรมบัญชีกลาง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำบัญชีรายการและกำหนดราคากลาง ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการแพทย์แล้ว และคาดว่าให้การดูแลได้ในวันที่ 1 ก.ค. นี้

นพ.ปานุวัฒน์ สุธีรยงประเสริฐ อายุรแพทย์ต่อมไร้ท่อ โรงพยาบาลชลบุรี เปิดเผยว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลังของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 จำนวนประมาณ 30 ราย พบว่าค่าใช้จ่ายต่อคนต่อเดือนมีความแตกต่างกันมาก ตั้งแต่ 1,300–5,000 บาท ขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้อินซูลินและภาวะแทรกซ้อน หากคิดเฉลี่ยที่ 2,500 บาทต่อเดือน จะเท่ากับปีละประมาณ 30,000 บาทต่อราย ครอบคลุมค่าเจาะเลือด เครื่องตรวจน้ำตาล ค่ายา และบริการที่เกี่ยวข้อง

สิทธิประโยชน์ 3 กองทุน ดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

ขณะที่งบประมาณที่ได้รับจัดสรรปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 14,000 บาทต่อปี โดยส่วนใหญ่ใช้กับค่าแผ่นตรวจน้ำตาล ทำให้ยังมีค่าใช้จ่ายส่วนต่างอีกประมาณ 15,000–16,000 บาทต่อราย โดยเฉพาะค่าอินซูลินและบริการอื่น ๆ นอกจากนี้ ผู้ป่วยกลุ่มนี้จำเป็นต้องได้รับการดูแลจากแพทย์เฉพาะทาง ส่งผลให้โรงพยาบาลจังหวัดต้องรองรับผู้ป่วยที่ถูกส่งต่อจากโรงพยาบาลชุมชน และแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเกินงบประมาณ ซึ่งปัจจุบันมีผู้ป่วยในความดูแลราว 200 ราย

ด้าน พญ.ช่อแก้ว คงการค้า กุมารแพทย์โรคต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิสม สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติ กล่าวว่า แม้เครื่อง CGM จะถูกบรรจุเป็นสิทธิการรักษาสำหรับเบาหวานชนิดที่ 1 ในระบบบัตรทอง 30 บาทแล้ว อุปสรรคสำคัญคือความจำเป็นในการใช้ร่วมกับอุปกรณ์เสริมอย่างสมาร์ทโฟน โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ไม่มีสมาร์ทโฟนที่รองรับ อย่างไรก็ดีพบว่าเครื่อง CGM รุ่นใหม่ๆ เริ่มมีราคาที่ย่อมเยาลงและลดข้อจำกัดด้านการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนลงไปได้บ้างแล้ว ดังนั้นในทางปฏิบัติหากจะผลักดันให้ CGM เป็นมาตรฐานการรักษาหลัก อาจจำเป็นต้องมีการร่างไกด์ไลน์หรือวิธีการดูแลผู้ป่วยรูปแบบใหม่

ขณะที่ พญ.อรสุดา เลิศบรรณพงษ์ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะเเพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวเสริมว่า หากอ้างอิงไกด์ไลน์จากต่างประเทศและการใช้งานในโลกความเป็นจริง จะพบว่าเทคโนโลยี CGM เริ่มเข้ามามีบทบาทอย่างมาก แทบจะเข้ามาแทนที่การตรวจน้ำตาลแบบเดิม ซึ่งในอนาคตหากสามารถจัดการเรื่องงบประมาณและสนับสนุนให้ใช้สมาร์ทโฟนราคาประหยัดควบคู่กันได้ จะถือเป็นข่าวดีอย่างมากต่อระบบสาธารณสุข