
สธ. ตั้งสถาบันฯผลิตบุคลากร รองรับเทรนด์ตลาด ATMPs – นวัตกรรมการแพทย์แห่งอนาคต
สธ. เคาะตั้งจัดตั้งสถาบันส่งเสริมและพัฒนาการแพทย์ขั้นสูง ผลิตบุคลากรด้าน ATMPs - นวัตกรรมการแพทย์แห่งอนาคต เทรนด์การรักษาที่มีมูลค่าตลาดโลกกว่า 3.2 ล้านล้านบาท
KEY
POINTS
- กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มีมติจัดตั้ง "สถาบันส่งเสริมและพัฒนาการแพทย์ขั้นสูง" เพื่อผลิตบุคลากรให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาดการแพทย์ขั้นสูง (ATMPs)
- สถาบันฯ จะมุ่งเน้นการพัฒนาความเชี่ยวชาญด้านเซลล์และยีนส์บำบัด ซึ่งเป็นนวัตกรรมการแพทย์แห่งอนาคตที่ไทยยังขาดแคลน
- เป้าหมายระยะยาวคือการผลิต ATMPs ได้เองในประเทศ เพื่อลดการนำเข้ายา ลดค่าใช้จ่ายในระบบสุขภาพ และเพิ่มการเข้าถึงการรักษาของประชาชน
การเพิ่มศักยภาพการแพทย์มูลค่าสูง ATMPs (Advanced Therapy Medicinal Products) รักษาด้วยเซลล์และยีนส์บำบัด ซึ่งเป็นเทรนด์การรักษาในอนาคตที่มีมูลค่าตลาดโลกถึง 3.2 ล้านล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งปัจจุบันไทยยังขาดบุคลากรที่เชี่ยวชาญเพียงพอ
นายแพทย์เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การประชุมคณะกรรมการอำนวยการเพื่อพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Wellness and Medical Service Hub) ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และคณะกรรมการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
ได้พิจารณาให้มีการจัดตั้งสถาบันส่งเสริมและพัฒนาการแพทย์ขั้นสูง (School of Advance Therapy) เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้าน ATMPs และนวัตกรรมการแพทย์แห่งอนาคต รวมทั้งส่งเสริมการสร้างความเป็นเลิศทางวิชาการ ให้เป็นศูนย์กลางการศึกษา วิจัย และถ่ายทอดเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูง และพัฒนาอุตสาหกรรมด้านการแพทย์มูลค่าสูง
เพื่อส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจและสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพของไทย โดยมีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นแกนหลัก ในการเพิ่มพูนและพัฒนาทักษะผ่านหลักสูตรระยะสั้น หลักสูตรปริญญา และงานบริการสนับสนุน
ซึ่งตามแผนดำเนินงานระยะ 10 ปี จะสามารถผลิต ATMPs ในประเทศได้ ช่วยลดการนำเข้ายามูลค่าสูง 10-20% และประหยัดงบประมาณได้ 5,000 – 8,000 ล้านบาท ส่วนด้านสุขภาพจะช่วยลดต้นทุนการรักษาระยะยาวได้ 30-60% ลดค่าใช้จ่ายในระบบสุขภาพ 1 – 1.5 หมื่นล้านบาท และเพิ่มการเข้าถึงการรักษาของผู้ป่วย 5 หมื่น – 1 แสนคน
นายแพทย์เอกชัย กล่าวว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านบริการทางการแพทย์ ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ รัฐบาลจึงมีนโยบายผลักดันและเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจสุขภาพสู่การเป็นเมดิคัล แอนด์ เวลเนส ฮับ โดยขับเคลื่อนการทำงานผ่านคณะอนุกรรมการ 6 คณะ ประกอบด้วย
1. ศูนย์กลางบริการรักษาพยาบาล ยกระดับบริการด้านความงามและเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์
2. ส่งเสริมบริการการดูแลสุขภาพ การนวดไทย สปา และบริการเวลเนสของชาวต่างชาติ
3. การยกระดับนวดไทยและเวลเนส
4. ศูนย์บริการยาและผลิตภัณฑ์
5. ศูนย์กลางการจัดประชุมและนิทรรศการด้านการแพทย์และสุขภาพ
6. การขับเคลื่อนการอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจบริการสุขภาพและผลิตภัณฑ์สุขภาพ ซึ่งในที่ประชุมมีการรายงานความคืบหน้า อาทิ การส่งเสริมการยกระดับสถานประกอบการ การอบรมนวดไทย มีผู้ผ่านการอบรม 20,435 คน ยกระดับสถานประกอบการติดดาว การพัฒนา E-Marketplace ด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เป็นต้น

