
โรดแมป ‘สปสช.’ หนุน ‘เศรษฐกิจสุขภาพ-บัตรทอง’ รับสังคมสูงวัย
สปสช. เตรียมชงรัฐบาลใหม่ยกระดับ “เศรษฐกิจสุขภาพ” สนับสนุนนวัตกรรมเครื่องมือแพทย์ไทย และเสนอเก็บค่าธรรมเนียมสุขภาพนักท่องเที่ยวต่างชาติ สร้างรายได้หมุนเวียน GDP ประเทศ หนุนรื้อระบบบริการสาธารณสุขในกทม. มุ่งเป้าดูแลกลุ่ม “คนจน-ประชากรแฝง
KEY
POINTS
- สปสช. เสนอแนวคิด "เศรษฐกิจสุขภาพ" โดยการเก็บค่าธรรมเนียมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ และส่งเสริมการใช้ยาและเวชภัณฑ์ที่ผลิตในประเทศเพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนในระบบ
- เตรียมรับมือสังคมสูงวัยโดยเน้นการพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิรูปแบบใหม่ที่ดูแลผู้ป่วยถึงบ้าน (Home-based Care) และสร้างอาชีพผู้ดูแลผู้สูงอายุ (Caregiver) ในชุมชน
- มุ่งยกระดับบัตรทองผ่านนโยบายที่ประชาชนพึงพอใจ เช่น "มะเร็งไปที่ไหนก็ได้" และ "30 บาทรักษาทุกที่" พร้อมแผนปฏิรูประบบสุขภาพใน กทม. เพื่อแก้ปัญหาประชากรแฝงและขยายบริการปฐมภูมิให้ครอบคลุม
นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยว่า ผลการสำรวจเชิงสถิติ ระบบหลักประกันสุขภาพของไทยยังคงเป็นที่พึ่งพิงสำคัญและได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มประชาชนต่างจังหวัดและกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากนโยบายการขยายบริการให้มีความครอบคลุมและไร้รอยต่อมากขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
ผลการสำรวจความพึงพอใจที่ สปสช. ร่วมกับหน่วยงานภาคเอกชนและสำนักงานสถิติแห่งชาติจัดทำขึ้น พบว่าความพึงพอใจของประชาชนไม่ได้ลดลงอย่างที่หลายฝ่ายกังวล แต่กลับมีทิศทางที่ดีขึ้นเนื่องจากนโยบายที่ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างตรงจุด
นโยบายที่ประชาชนพึงพอใจสูงสุดคือ “มะเร็งไปที่ไหนก็ได้” (Cancer Anywhere) ซึ่งเป็นนโยบายที่ดูแลประชาชนในส่วนของ “บาทสุดท้าย” หรือช่วงเวลาที่วิกฤตที่สุดของชีวิต เนื่องจากกระบวนการรักษามีความซับซ้อน ยาวนาน และมีค่าใช้จ่ายสูงลิ่ว การปรับเปลี่ยนกติกาให้ผู้ป่วยสามารถไปรับบริการในสถานพยาบาลที่มีความพร้อม โดยไม่ยึดติดกับโรงพยาบาลตามสิทธิเดิม ช่วยปลดล็อกปัญหาคอขวดที่เคยเกิดขึ้น
นอกจากนี้ยังมีนโยบาย “30 บาทรักษาทุกที่” ที่ทำให้บริการปฐมภูมิใกล้บ้านเป็นเรื่องที่เข้าถึงง่ายและมั่นใจได้ เลขาธิการ แม้จะมีข้อกังวลว่านโยบายนี้จะทำให้คนแห่ไปโรงพยาบาลใหญ่จนเกิดความแออัด แต่ในความเป็นจริงพบว่าประชาชนกว่า 80% ยังเลือกใช้บริการใกล้บ้านเพราะไม่ต้องการแบกรับค่าเดินทางที่สูง มีเพียง 20% เท่านั้นที่เดินทางข้ามเขตเพื่อรับบริการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกรณีที่จำเป็นจริงๆ
สิ่งที่ สปสช. กำลังมุ่งเน้นคือการสร้างความเชื่อมั่นในสถานบริการใกล้บ้าน ไม่ว่าจะเป็นคลินิกชุมชนอบอุ่น ร้านยา หรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เพื่อให้ประชาชนรู้สึกว่า “ใกล้บ้านก็รักษาได้ดี” ซึ่งเป็นการลดภาระของทั้งผู้ป่วยและโรงพยาบาลขนาดใหญ่ไปพร้อมกัน
นพ.จเด็จ กล่าวถึงกรณีการจัดการด้านสุขภาพในกรุงเทพมหานคร ว่า กทม.เป็นพื้นที่ที่การจัดการสุขภาพมีความซับซ้อน ปัญหาใหญ่คือกลุ่มคนที่เรียกว่า “ประชากรแฝง” ซึ่งมีจำนวนหลายล้านคนแต่ไม่ได้ย้ายทะเบียนบ้านเข้ามา ทำให้งบประมาณตามรายหัวไม่ติดตามตัวมาด้วย กลุ่มคนเหล่านี้
โดยเฉพาะแรงงานในชุมชนแออัดหรือผู้มีรายได้น้อยในเมืองหลวง สปสช. มีแนวคิดที่จะ “รื้อระบบ” สุขภาพใน กทม. ใหม่ทั้งหมด พร้อมใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการงบประมาณข้ามเขตให้มีความรวดเร็วและเป็นธรรม
“แผนปฏิรูป กทม. ที่เตรียมเสนอต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือการดึงทรัพยากรจากทุกภาคส่วนเข้ามาบูรณาการร่วมกัน โดยอาจมีการดึงโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขและโรงเรียนแพทย์เข้ามามีบทบาทในการดูแลพื้นที่ปริมณฑลและเขตรอยต่อมากขึ้น ในรูปแบบการบริหารที่เป็นอิสระหรือกึ่งองค์กรมหาชน เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการจ้างงานบุคลากรและการจัดซื้อจัดจ้าง
นอกจากนี้ยังเล็งขยายศูนย์บริการปฐมภูมิจากเดิมที่มีเพียง 69 แห่ง ให้ครอบคลุมประชากรจริงกว่า 10 ล้านคน โดยอาจใช้การลงทุนขนาดเล็กในระดับ 10-20 ล้านบาทต่อแห่งเพื่อสร้างคลินิกใกล้บ้าน แทนการทุ่มงบประมาณนับหมื่นล้านบาทเพื่อสร้างโรงพยาบาลขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียว ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาความแออัดได้อย่างยั่งยืนกว่า”
นพ.จเด็จ กล่าวอีกว่า ประเทศไทยมีโอกาสในการสร้างรายได้ผ่านนโยบาย “เศรษฐกิจสุขภาพ” โดยเสนอให้มีการเก็บค่าธรรมเนียมสุขภาพจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยในระดับเพียงหลักร้อยบาทต่อคน ซึ่งหากดำเนินการได้จะสามารถสร้างเม็ดเงินได้นับหมื่นล้านบาทต่อปี
เงินส่วนนี้สามารถนำมาสร้างระบบสวัสดิการฉุกเฉินระดับโลก (Emergency & Sky Doctor) เพื่อดูแลนักท่องเที่ยวที่ประสบอุบัติเหตุได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งจะเป็นการยกระดับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยและสร้างความมั่นใจในระดับสากล มากกว่าการปล่อยให้เป็นหน้าที่ของประกันภาคสมัครใจเพียงอย่างเดียว
นอกจากนี้ สปสช. ยังพร้อมสนับสนุนนโยบายการใช้สินค้าไทยและนวัตกรรมเครื่องมือแพทย์ไทยในระบบบัตรทอง เพื่อให้งบประมาณกว่า 2 แสนล้านบาทต่อปีที่ใช้ไปกับค่ายาและอุปกรณ์การแพทย์ หมุนเวียนกลับมาเป็นรายได้ของคนไทยและสร้าง GDP ให้เติบโตอย่างมั่นคง
สำหรับงบกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในปี 2566 - 2569 พบว่า
- ปี 2566 มีการเสนอของบฯ จำนวน 145,251 ล้านบาท ได้รับจริง 142,297 ล้านบาท ผลเบิกจ่าย 149,917 ล้านบาท
- ปี 2567 เสนอของบฯ จำนวน 158,296 ล้านบาท ได้รับจริง 152,738 ล้านบาท ผลเบิกจ่าย 168,812 ล้านบาท
- ปี 2568 เสนอของบฯ 172,696 ล้านบาท ได้รับจริง 168,296 ล้านบาท ผลเบิกจ่าย 181,796 ล้านบาท
- ปี 2569 เสนอของบฯ 201,136 ล้านบาท ได้รับจริง 193,849 ล้านบาท
- ปี 2570 ได้เสนอของบฯ ไป 2.4 แสนล้านบาท
อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมสูงวัยนั้น “นพ.จเด็จ” เน้นย้ำว่า ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญกับระบบบริการปฐมภูมิแบบใหม่ที่เน้นการดูแลที่บ้าน (Home-based Care) ปัจจุบันมีผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงกว่า 4 แสนคนที่ สปสช. ดูแลอยู่ หากคนเหล่านี้ถูกส่งเข้าโรงพยาบาลทั้งหมด ระบบจะพังทลายทันที
ดังนั้นการสร้างอาชีพ “แคร์กิฟเวอร์” (Caregiver) หรือผู้ดูแลผู้สูงอายุในชุมชนจึงเป็นเรื่องเร่งด่วน โดยต้องมีการอัปสกิล (Up-skill) และให้ค่าตอบแทนที่เป็นธรรมเพื่อให้เกิดการจ้างงานในชุมชน ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยลดภาระโรงพยาบาล แต่ยังเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้ระบบเศรษฐกิจฐานรากและส่งเสริมให้ท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทในการดูแลสุขภาพคนในพื้นที่อย่างจริงจัง
“การปฏิรูประบบสุขภาพของไทย คือการสร้างระบบที่ “ทุกคนเป็นเจ้าภาพ” ตั้งแต่ประชาชนที่ต้องรู้จักดูแลสุขภาพตนเองเบื้องต้น หมอหน้างานที่มีความสุขกับค่าตอบแทนที่เหมาะสม ไปจนถึงการเมืองที่ต้องกล้าตัดสินใจเชิงนโยบายเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในทศวรรษหน้าจึงไม่ใช่แค่การรักษาฟรี แต่คือกลไกสำคัญในการสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ และเป็นเครื่องยนต์ใหม่ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืนในเวทีโลก”

