

KEY
POINTS
องค์การวิจัยมะเร็งนานาชาติ คาดการณ์ว่า 1 ใน 5 คนจะต้องเผชิญกับโรคมะเร็งในช่วงชีวิต ภาระโรคมะเร็งทั่วโลกอาจเพิ่มขึ้นถึง 77% ภายในปี 2050 สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการผลักดันความร่วมมือ เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพ ขณะที่ประเทศไทยมีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่และผู้เสียชีวิตจากมะเร็งปีละหลักแสนคน โดยผู้ป่วยจำนวนมากอยู่ในวัยทำงาน ส่งผลกระทบทั้งครอบครัวและระบบเศรษฐกิจของประเทศ
ขณะที่งาน World Cancer Leaders’ Summit (WCLS) 2025 ที่ผ่านมาเมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีเสวนาแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับความก้าวหน้าด้านมะเร็งเต้านมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีข้อมูลระบุว่า ภูมิภาคนี้กำลังแบกรับภาระโรคมะเร็งเต้านมที่สูงเกินสัดส่วน และมีอัตราการเสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเทศที่มีรายได้ต่ำ-ปานกลาง ถือเป็นปัญหาร่วมที่ต้องช่วยกันแก้ไข โดยชี้ให้เห็นถึง “5 ประเด็นเร่งด่วน” เพื่อเร่งการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ได้แก่
นายแมทธิว โค้ตส์ กรรมการผู้จัดการ โรช ไทยแลนด์ กล่าวว่า โรช ไทยแลนด์ มีความตั้งใจที่จะทำงานร่วมกับชุมชนด้านมะเร็งอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันแนวทางการดูแลที่ยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง ขับเคลื่อนนวัตกรรมให้เข้าถึงได้สำหรับคนทุกกลุ่ม เพื่อยกระดับผลลัพธ์การรักษา พร้อมสะท้อน “เสียงของผู้ป่วย” ให้เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน
โดยประกาศขับเคลื่อนนิยามใหม่แห่งการดูแลผู้ป่วย ด้วยกลยุทธ์การสร้างระบบนิเวศการดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล (Personalized Healthcare Ecosystem) มุ่งทะลายขีดจำกัดการรักษาแบบเดิมสู่การดูแลเชิงรุกที่แม่นยำระดับโมเลกุล ผสานนวัตกรรมดิจิทัลและการวินิจฉัยขั้นสูง เข้ากับเส้นทางการรักษาเฉพาะบุคคล ตั้งแต่การตรวจคัดกรองระยะเริ่มต้นไปจนถึงการรักษาที่ตรงจุด เพื่อเปลี่ยนผ่านจาก "การรักษาตามอาการ" สู่ การดูแลที่ยั่งยืนและยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง
“การดูแลโรคมะเร็งต้องยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง และแม้นวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์จะสำคัญ แต่ความร่วมมือก็สำคัญไม่แพ้กัน โรช ประเทศไทยพร้อมที่จะทำงานร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์ ผู้กำหนดนโยบาย และพันธมิตร เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยและเหล่าผู้ดูแลเข้าถึงความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่จะช่วยยกระดับผลลัพธ์การรักษาและคุณภาพชีวิต ตั้งแต่การสร้างความตระหนักรู้ การวินิจฉัย การรักษา ไปจนถึงการดูแลต่อเนื่องหลังการรักษา”
นายแมทธิว กล่าวว่า ในยุคที่ความมั่นคงทางสาธารณสุข คือรากฐานของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โรช ไทยแลนด์ ชี้ชัดว่าการเข้าถึงนวัตกรรมไม่ใช่เพียงเรื่องของการรักษา แต่คือการรักษาผลิตภาพของประเทศอย่างยั่งยืน เนื่องจากการสูญเสียประชากรวัยทำงานส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว การยกระดับความร่วมมือระหว่างภาคส่วนเพื่อนำเทคโนโลยีการแพทย์สมัยใหม่มาใช้อย่างทั่วถึง จึงเป็นกลไกสำคัญที่จะสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบสาธารณสุขของสังคมไทย
ในฐานะพันธมิตรของสมาพันธ์ควบคุมโรคมะเร็งสากล โรชฯ พร้อมที่จะส่งต่อเสียงของผู้ป่วยและนักรณรงค์ทั่วโลก ผ่านความร่วมมือในระดับสากลกับพันธมิตรในกว่า 100 ประเทศ อย่างต่อเนื่องไม่ใช่แค่ในวันมะเร็งโลก เพื่อให้ประสบการณ์ที่หลากหลายของผู้ป่วยเป็นแรงขับเคลื่อนสู่การพัฒนาการรักษาที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
รศ.พญ.เยาวนุช คงด่าน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนมะรักษ์ และนายกสมาคมโรคเต้านมแห่งประเทศไทย กล่าวว่าแนวโน้มน่ากังวลของมะเร็งเต้านม คือ เริ่มส่งผลต่อผู้หญิงไทยอายุต่ำกว่า 45 ปีมากขึ้น และหลายเคสมีลักษณะที่รุนแรงกว่าเดิม ส่งผลต่อทั้งภาวะเจริญพันธุ์ ครอบครัว และการทำงาน ดังนั้น การดูแลจึงควรมองไกลกว่าการรักษาเฉพาะโรค แต่ครอบคลุมการคัดกรองที่เหมาะสมกับกลุ่มอายุน้อย การสนับสนุนด้านจิตสังคม การดูแลภาวะเจริญพันธุ์ และการดูแลระยะยาวหลังการรักษา
ขณะเดียวกัน ก็ต้องเร่งลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการมะเร็ง เพราะบริการด้านมะเร็งขั้นสูงยังคงกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งโรชได้นำประสบการณ์จากความร่วมมือกับสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข และการทำงานในระดับภูมิภาค ทั้งการกระจายศูนย์ เพิ่มหน่วยตรวจเคลื่อนที่ และเทเลเฮลท์ มาเสริมศักยภาพของบริการในต่างจังหวัด แต่ความท้าทายสำคัญของไทยคือมีเครื่องแมมโมแกรมและรังสีแพทย์ไม่เพียงพอ
ดังนั้น จึงต้องนำทีมโรงพยาบาลไปหาผู้ป่วย และแม้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้านั้นจะครอบคลุมมาตรฐานการรักษามะเร็งเต้านมได้อย่างครบถ้วน แต่ความเป็นธรรมในการได้รับการรักษา ต้องมากกว่าการเข้าถึง และสิ่งนั้นคือคุณภาพที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ เกิดความร่วมกับสถาบันมะเร็งแห่งชาติในการจัดอบรมอย่างเข้มข้น พัฒนาโครงการนำร่องให้กระบวนการตัดชิ้นเนื้อได้มาตรฐานเดียวกันทุกจังหวัด และต่อยอดเป็นระบบรับรองศูนย์มะเร็งเต้านมที่เปิดตัวไปเมื่อปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้ “นุชวินทร์ บุญสมบัติ” ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ได้ร่วมแบ่งปันบทเรียนและมุมมองจากประสบการณ์การรักษาว่า ปัจจุบันโรคมะเร็งไม่ได้น่ากลัวอย่างคิด โอกาสรอดชีวิตนั้นสูงกว่าเมื่อก่อนมาก จากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ และอยากฝากถึงผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านสาธารณสุขว่า อยากขอให้คนไทยทุกคนมีโอกาสในการเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม เพราะนั่นหมายถึงโอกาสรอดชีวิตและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้ป่วยอย่างแท้จริง