

KEY
POINTS
ท่ามกลางโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งการแข่งขันระหว่างประเทศ ต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่สูงขึ้น และความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย “สมิทธิ์ เมฆอรุณกมล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออนเซ็น รีทรีต แอนด์ สปา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยข้อมูลกับ "ฐานเศรษฐกิจ"หากประเทศไทยต้องการเปลี่ยนทิศทางการเติบโตอย่างจริงจัง สิ่งแรกที่ต้องลงมือไม่ใช่มาตรการกระตุ้นระยะสั้น แต่คือการรื้อและยกระดับ “โครงสร้างกติกา” ของประเทศให้เอื้อต่อความเร็ว ความโปร่งใส และความเชื่อมั่นในระยะยาว
โครงสร้างที่ควรถูกปรับก่อนเป็นลำดับแรกคือระบบกำกับดูแลและการอนุญาตของรัฐ ซึ่งเป็นฐานสำคัญของการตัดสินใจลงทุน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมบริการอย่างการท่องเที่ยว สุขภาพ Wellness และ Hospitality ที่แข่งขันกันด้วยมาตรฐาน ความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือ หากกติกาไม่ชัด ไม่เร็ว และคาดการณ์ไม่ได้ ประเทศจะเสียโอกาสโดยอัตโนมัติ แม้จะมีศักยภาพเชิงทรัพยากรและอัตลักษณ์สูงก็ตาม
หัวใจของการปฏิรูปไม่ใช่การผ่อนคลายมาตรฐาน แต่ต้องทำให้มาตรฐานชัด เป็นสากล และตรวจสอบได้จริง พร้อมกับเร่งกระบวนการอนุญาตให้รวดเร็วผ่านระบบดิจิทัลที่มีกรอบเวลาแน่นอน เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถ “ทำถูกได้ง่าย” ลดต้นทุนความไม่แน่นอนที่ฉุดรั้งการลงทุนมานาน ขณะเดียวกันรัฐต้องมีนโยบายเชิงรุกในการดึงธุรกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบอย่างจริงจัง เพราะโครงสร้างปัจจุบันกลับสร้างความได้เปรียบให้ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ขณะที่ผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบต้องแบกรับต้นทุนการปฏิบัติตามกติกา หากไม่จัดสมดุลตรงนี้ การแข่งขันจะไม่เป็นธรรมและมาตรฐานทั้งอุตสาหกรรมจะไม่สามารถยกระดับได้
ในมุมของภาพเศรษฐกิจระยะ 5–10 ปีข้างหน้า มองว่าไทยควรถูกออกแบบใหม่ให้สร้างความมั่งคั่งจากเศรษฐกิจบริการมูลค่าสูง โดยต่อยอดอัตลักษณ์ไทยด้วยมาตรฐานสากล เปลี่ยนบทบาทจากประเทศที่ขาย “ปริมาณ” ไปสู่ประเทศที่ขาย “คุณภาพ ความน่าเชื่อถือ และการกลับมาใช้ซ้ำ” ซึ่งจะสร้างรายได้ต่อหัวสูงกว่าและมีความยั่งยืนมากกว่า โดยเฉพาะในกลุ่ม Wellness Health Hospitality และ Experience Economy ที่เป็นจุดแข็งเชิงโครงสร้างของไทย
บทบาทของรัฐในโมเดลใหม่นี้ไม่ใช่การขยายตัว แต่คือการ “เล็กลงในงานซ้ำซ้อน และฉลาดขึ้นในงานกำกับ” รัฐควรถอยออกจากขั้นตอนที่ใช้ดุลพินิจสูง ลดเอกสาร และทำงานผ่านระบบ One Stop Service ที่มี SLA ชัดเจน ขณะเดียวกันต้องทำหน้าที่เป็นผู้ตั้งมาตรฐาน กำกับคุณภาพ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวว่าบริการในประเทศมีความปลอดภัยและตรวจสอบได้จริง
สำหรับภาคบริการซึ่งเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญ “คน” คือสินทรัพย์หลัก ระบบพัฒนาทักษะจึงต้องมีมาตรฐานและเส้นทางอาชีพที่ชัดเจน ตั้งแต่ทักษะภาษา ดิจิทัล มาตรฐานบริการ สุขอนามัย ความปลอดภัย ไปจนถึงการดูแลลูกค้า พร้อมระบบ Upskill และ Reskill ที่เข้าถึงได้จริง โครงสร้างรายได้ต้องสะท้อนทักษะและความชำนาญ เพื่อดึงดูดแรงงานคุณภาพให้อยู่ในอุตสาหกรรมและยกระดับคุณภาพบริการทั้งระบบ
ในด้านความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ นโยบายภาษีและสวัสดิการควรถูกออกแบบให้ช่วยตรงกลุ่ม ลดการรั่วไหล และเน้นการลงทุนในคน โดยเฉพาะแรงงานภาคบริการ เพื่อให้คนสามารถขยับฐานะได้จากการทำงานและการพัฒนาทักษะ โดยไม่บั่นทอนแรงจูงใจในการลงทุนและการจ้างงานของภาคเอกชน
ขณะเดียวกัน กติกาการลงทุนของไทยต้อง “เร็ว ชัด และคาดการณ์ได้” เพื่อดึงทุนคุณภาพ โดยเฉพาะทุนที่ช่วยยกระดับบริการ สุขภาพ และการท่องเที่ยว สิทธิประโยชน์ควรถูกผูกกับผลลัพธ์ เช่น การพัฒนาคน เทคโนโลยี มาตรฐาน และความยั่งยืน เพราะการแข่งขันจะกลับมาได้ก็ต่อเมื่อการลงทุนทำได้ง่าย แต่ระบบกำกับดูแลมีมาตรฐานสูงและน่าเชื่อถือ
ในบริบทโลกที่ผันผวน มองว่าไทยควรกำหนดบทบาทเป็นศูนย์กลางบริการคุณภาพสูงด้าน Wellness และ Hospitality ของภูมิภาค ในมิติ Inbound ไทยสามารถรองรับ Wellness Traveling ได้อย่างแข็งแรง หากยกระดับมาตรฐานและระบบรับรองคุณภาพให้ชัดเจน ส่วนในมิติ Outbound ไทยควรส่งออก “คุณค่า” ของอุตสาหกรรมนี้ ทั้งแรงงานฝีมือคุณภาพอย่าง therapists และ service professionals รวมถึงวัตถุดิบอย่างสมุนไพรไทย ภายใต้มาตรฐานแหล่งที่มาและความยั่งยืน เพื่อเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจและชื่อเสียงของประเทศ
การกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจจำเป็นต้องทำผ่านการพัฒนาเมืองเศรษฐกิจเฉพาะทาง โดยลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมคนกับงานและตลาด ทั้งการเดินทาง ดิจิทัล ความปลอดภัย และสาธารณสุข พร้อมยกระดับมาตรฐานบริการให้สม่ำเสมอ เมื่อเมืองรองแข็งแรง รายได้และการจ้างงานจะกระจาย ลดความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ได้จริง
อย่างไรก็ตาม คอขวดสำคัญยังคงอยู่ที่กลไกการตัดสินใจของรัฐที่ซ้ำซ้อนและไม่ชัดเจน สมิทธิ์เห็นว่าจำเป็นต้องมีเจ้าภาพนโยบายที่ชัด ลดการวนหลายชั้น และกำหนดกรอบเวลาการพิจารณาที่แน่นอน พร้อมเปิดเผยข้อมูลและตัวชี้วัดเพื่อให้ตรวจสอบได้จริง เพราะความล่าช้าไม่ได้ทำให้ประเทศปลอดภัยขึ้น แต่ทำให้ทั้งรัฐและเอกชนสูญเสียโอกาส
สำหรับนโยบายเร่งด่วนหลังเลือกตั้ง สิ่งที่เห็นผลเร็วที่สุดคือการลดต้นทุนความยุ่งยากของประเทศ โดยเริ่มจากภาคบริการผ่าน Fast Track Licensing ที่มี SLA ชัด การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและคุณภาพบริการที่ตรวจสอบได้จริง และแพ็กเกจพัฒนาทักษะแรงงาน ซึ่งช่วยเพิ่มผลิตภาพโดยไม่สร้างภาระระยะยาว
ท้ายที่สุดรัฐควรหยุดการกำกับดูแลที่ไม่สมดุล ซึ่งสร้างภาระให้ผู้ประกอบการที่ทำถูกต้อง แต่ไม่สามารถจัดการผู้เล่นนอกระบบได้อย่างจริงจัง สิ่งที่ควรทำแทนคือการตรวจสอบธุรกิจ Wellness อย่างครอบคลุม ใช้มาตรฐานเดียวกัน และบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นของอุตสาหกรรมทั้งหมด
หากต้องเลือกเพียงหนึ่งทิศทางเพื่อเปลี่ยนประเทศในหนึ่งวาระ สมิทธิ์เลือกการยกระดับประเทศไทยเป็น “Wellness Hub” อย่างแท้จริง ด้วยมาตรฐานสากลและระบบพัฒนาคนที่เป็นโครงสร้างถาวร ควบคู่กับการผลักดันไทยสู่การเป็น Therapist Hub และศูนย์กลางการฝึกอบรมและรับรองวิชาชีพที่ได้รับการยอมรับ ซึ่งจะสร้างอาชีพคุณภาพ เพิ่มรายได้ และเสริมขีดความสามารถแข่งขันของเศรษฐกิจบริการไทยในระยะยาว