KEY
POINTS
หมอเจด หรือ นายแพทย์เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊กส่วนตัว “หมอเจด” ว่า หลายคนน้ำตาลไม่สูงมากแต่เป็นเบาหวาน ไม่มีแผล ไม่มีปวดรุนแรง แต่เริ่มมีอาการว่าชาแปลก ๆ เหมือนไฟช็อต เหมือนเหยียบสำลี หรือปวดแสบปวดร้อนตอนกลางคืน
หลายคนคิดว่าเป็นเรื่องอายุ เป็นเส้นเอ็น หรือแค่นั่งนานไป แต่ความจริงแล้ว อาการเหล่านี้คือสัญญาณของ “เบาหวานลงปลายประสาท” ซึ่งมักมาแบบเงียบ ๆ และย้อนกลับได้ยากถ้าปล่อยไว้นาน
โดยปลายประสาทเป็นอวัยวะที่ “แพ้น้ำตาล” มากที่สุด น้ำตาลที่สูงหรือแกว่งบ่อยจะค่อย ๆ ทำลายเส้นประสาทเล็ก ๆ โดยที่ผลเลือดยังอาจดูไม่แย่มาก ในเบื้องต้นมี 4 อาการเตือนที่ไม่ควรมองข้าม ดังนี้
1. ชา ปลายเท้า ปลายนิ้ว เหมือนเหยียบสำลี
อาการชามักเริ่มจากปลายเท้าก่อน แล้วค่อย ๆ ลามขึ้นมา หลายคนบอกว่าเดินแล้วไม่รู้สึกพื้น เหมือนใส่ถุงเท้าหนา ๆ ทั้งที่ไม่ได้ใส่อะไรเลย นี่คือสัญญาณว่าเส้นประสาทรับความรู้สึกเริ่มเสียจากน้ำตาลที่ทำร้ายผนังเส้นประสาทอย่างต่อเนื่อง ยิ่งเป็นนาน ยิ่งเสี่ยงแผลโดยไม่รู้ตัว
2. ปวดแสบ ปวดร้อน หรือเหมือนไฟช็อตตอนกลางคืน
อาการนี้พบบ่อยมากในคนที่เป็นเบาหวานมานาน โดยเฉพาะตอนนอนหรือช่วงพัก เส้นประสาทที่ถูกทำลายจะส่งสัญญาณผิดปกติ ทำให้เกิดอาการแสบ ร้อน จี๊ด หรือปวดลึก ๆ ทั้งที่ไม่มีแผล ไม่มีบวม ความเจ็บแบบนี้ไม่ใช่ปวดกล้ามเนื้อ แต่เป็น “ปวดจากเส้นประสาท” ซึ่งมักรบกวนการนอนและคุณภาพชีวิตอย่างมาก
3. รู้สึกเย็นหรือร้อนผิดปกติ
บางคนเอาเท้าแตะพื้นเย็นแล้วไม่รู้สึก หรืออาบน้ำร้อนแต่ไม่รู้ว่าร้อนเกินไป นี่คือสัญญาณอันตรายของปลายประสาทที่เริ่มรับอุณหภูมิได้แย่ลง คนกลุ่มนี้มีความเสี่ยงต่อแผลไหม้ แผลพุพอง และแผลติดเชื้อสูง เพราะ “เจ็บช้า รู้ตัวช้า” กว่าคนทั่วไป
4. เดินไม่มั่นคง สะดุดง่าย ทั้งที่แรงยังดี
แม้กล้ามเนื้อยังดูแข็งแรง แต่หลายคนเริ่มเดินไม่มั่นใจ ก้าวพลาด หรือเสียการทรงตัวง่าย เพราะเส้นประสาทที่ควบคุมการรับรู้ตำแหน่งเท้าเริ่มทำงานผิดปกติ อาการนี้เป็นสัญญาณว่าปลายประสาทถูกกระทบทั้งระบบรับความรู้สึกและการเคลื่อนไหว ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงหกล้มและบาดเจ็บโดยไม่จำเป็น