
รพ.เอกชน ปรับกลยุทธ์รับมือกำลังซื้อลด-ต้นทุนพุ่ง บิ๊กเนมโชว์ผลงานรายได้-กำไรถ้วนหน้า
“รพ.เอกชน” ฝ่ามรสุมปี 68 เผชิญภาวะชะลอตัวจากกำลังซื้อหดตัวและต้นทุนการแพทย์พุ่งกว่า 10% ส่งผลให้ผู้ป่วยระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ชี้ผู้เล่นรายใหญ่ยังแข็งแกร่ง ด้วยกลยุทธ์ลดต้นทุน รวมเครือข่าย สร้างผลงานโดดเด่นทั้งรายได้และกำไร
KEY
POINTS
- ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนเผชิญความท้าทายจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลงและต้นทุนทางการแพทย์ที่สูงขึ้น ทำให้ภาพรวมธุรกิจชะลอตัว
- โรงพยาบาลเอกชนรายใหญ่เร่งปรับกลยุทธ์เพื่อรักษาการเติบโต เช่น การขยายธุรกิจ ควบรวมกิจการ และรุกตลาดใหม่ๆ อย่างธุรกิจอาหารเสริม
- แม้เผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจ แต่กลุ่มโรงพยาบาลชั้นนำส่วนใหญ่ยังคงมีผลประกอบการที่ดี สามารถสร้างรายได้และกำไรให้เติบโตได้
สถานการณ์ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนไทย ในปี 2568 สะท้อนความท้าทายใหม่ของระบบสุขภาพเอกชน ทั้งจากกำลังซื้อผู้บริโภคที่ลดลง ภาวะเงินเฟ้อทางการแพทย์ที่สูงขึ้น และปัญหาค่าบริการที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุน โดยเฉพาะในกลุ่มที่ให้บริการภายใต้ระบบ สปสช. อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางแรงกดดันดังกล่าว โรงพยาบาลรายใหญ่หลายแห่งกลับเร่งปรับตัวด้วยกลยุทธ์ขยายธุรกิจ ลงทุนเพิ่ม ควบรวมกิจการ และรุกบริการใหม่ เพื่อรักษาการเติบโตและจับโอกาสในตลาด Healthcare ที่คาดว่าจะเฟื่องฟูใน 3–5 ปีข้างหน้า
นายแพทย์ไพบูลย์ เอกแสงศรี นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนในประเทศไทยปี 2568 ตั้งแต่ช่วงไตรมาสแรกจนถึงปัจจุบันค่อนข้างชะลอตัว เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภคหดตัวลง ผู้คนระมัดระวังในการใช้จ่ายแม้กระทั่งเรื่องสุขภาพ จึงส่งผลกระทบต่อรายได้ธุรกิจโรงพยาบาลในภาพรวมพอสมควร โดยภาวะเงินเฟ้อทางการแพทย์ (Medical Inflation) หรือการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลและบริการสุขภาพก็สูงเกินกว่า 10% ทำให้ค่าบริการสูงขึ้นและผู้ใช้บริการลดลง แต่ทุกโรงพยาบาลยังคงดำเนินงานได้เป็นปกติ
ปัจจัยเหล่านี้ยังส่งผลกระทบต่อโรงพยาบาลเอกชนที่รับผู้ป่วยในระบบ สปสช. และเริ่มมีข่าวถอนตัวออกจากระบบ เพราะรายได้ไม่สอดคล้องกับต้นทุนที่ต้องจ่าย ในกรณีของผู้ป่วยบริษัทประกันก็มีระบบ Co-payment ผู้ถือกรมธรรม์ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายบางส่วนของค่ารักษาพยาบาล จึงเห็นภาพการชะลอตัวในการเข้ารับบริการในสถานพยาบาลด้วย
ขณะเดียวกันโรงพยาบาลบางแห่งกลับมีผลประกอบการดีมาก โดยเฉพาะโรงพยาบาลที่ปรับตัวเร็วตามสถานการณ์ บริหารจัดการส่วนต่างๆ จนสามารถควบคุมต้นทุนให้ลดลงได้ หลายแห่งจับมือร่วมทุนเป็นพันธมิตรกันและรวมตัวกันเป็นเครือข่ายเพิ่มมากขึ้น ยกตัวอย่างกลุ่มโรงพยาบาลรามคำแหง (RAM) และกลุ่มโรงพยาบาลธนบุรี(THG) ซึ่งโรงพยาบาลธนบุรีเคยประสบปัญหาเรื่องการบริหารและหนี้สิน หลังจากปรับโครงสร้างเข้าร่วมกับกลุ่ม RAM สถานการณ์ก็ดีขึ้น
นายแพทย์ไพบูลย์ กล่าวว่า จากสถานการณ์ดังกล่าวทำให้แผนการดำเนินงานและทิศทางของโรงพยาบาลหลายแห่งต้องปรับเปลี่ยนในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2568-2569 ซึ่งต้องดำเนินธุรกิจอย่างระมัดระวัง แม้เคยประกาศขยายกิจการก็อาจชะลอตัว เหลือเพียงแค่ปรับโครงสร้างและปรับปรุงส่วนเดิมที่มีอยู่ให้ดีขึ้น แต่หากมองถึงทิศทางในอนาคตอีก 3-5 ปี เชื่อว่าธุรกิจในประเทศไทยที่เกี่ยวกับโรงพยาบาลหรือ Healthcare จะรุ่งโรจน์และเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ พร้อมกันนี้ รัฐบาลต้องมีเสถียรภาพและทำงานต่อเนื่องด้วยจึงจะส่งผลให้ธุรกิจเติบโตขึ้น
ด้าน ดร.ฤกขจี กาญจนพิทักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท โรงพยาบาลรามคำแหงและบริษัทในเครือ (RAM Hospital Group) หรือ RAM กล่าวว่า ตอนนี้ธุรกิจโรงพยาบาลถือว่าแข่งขันกันอย่างดุเดือดมาก แต่กลุ่มโรงพยาบาลรามคำแหง หรือ RAM Hospital Group 46 แห่งทั่วประเทศ รวมกว่า 7,800 เตียง ซึ่งเป็นอันดับ 2 ของประเทศ ได้กระจายความเสี่ยงด้วยการดูแลกลุ่มคนไข้อย่างครอบคลุม ทั้งกลุ่มที่จ่ายเงินเอง, ประกัน(Health insurance), ประกันสังคม และครอบคลุมสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 30 บาท ฯลฯ
กลยุทธ์หลักจะเน้นปรับโครงสร้างการถือหุ้น ขยายธุรกิจโดยมุ่งเน้นลงทุนในบริษัทย่อย เพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการ คาดว่าปีนี้จะมีการเติบโตเพิ่มขึ้นกว่า 40% รวมรายได้ราว 1.4 หมื่นล้านบาท จากการเติบโตตามปกติในทุกโรงพยาบาล (Organic Growth) และรับรู้รายได้ของกลุ่มโรงพยาบาลธนบุรี (THG) ที่เพิ่มเข้ามาล่าสุด โดยมีสัดส่วนการถือหุ้นในเครือ THG 49.99%
ขณะที่ นายกันตพร หาญพาณิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จํากัด (มหาชน) หรือ BCH กล่าวว่า เทรนด์โลกด้าน Health Care ยังคงเติบโตและ BCH ยังคงเดินหน้าตามเป้าหมายในการขยายโรงพยาบาลให้ครบ 20 แห่ง จากปัจจุบันที่มีโรงพยาบาลในเครือทั้งหมด 16 แห่ง ซึ่งในแผนการลงทุนได้รับการอนุมัติแล้วจำนวน 2 แห่ง ด้วยงบประมาณการลงทุนราว 1,500-1,600 ล้านบาท
นอกจากนี้ บริษัทกำลังรุกตลาดในธุรกิจอาหารเสริม ด้วยการเข้าซื้อหุ้นบริษัท สเปเชี่ยลตี้ เนเชอรัล โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) หรือ (SNPS) ซึ่งเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และทำธุรกิจ OEM สำหรับผลิตอาหารเสริมที่ใช้สมุนไพรไทย ผลิตภัณฑ์แรกที่จะเปิดตัวคือกลุ่มโปรตีน คาดว่าจะเปิดตัวภายในไตรมาส 4/2568 หรือต้นปี 2569
สำหรับผลประกอบการของบริษัทในปีนี้ ตั้งเป้ารายได้รวม 1.2 หมื่นล้านบาท และคาดหวังการเติบโต 10-12% ทุกปี มาจากกลุ่มผู้เข้ารับบริการที่จ่ายเงินสดราว 60-70% กลุ่มประกันสังคม 30-40% และชาวต่างชาติ 5-7% ส่วนในปี 2569 ตั้งเป้าหมายที่จะมีรายได้ราว 1.3 หมื่นล้านบาท
นพ.วิทยา วันเพ็ญ รองกรรมการผู้อำนวยการ โรงพยาบาลพระรามเก้า บริษัท โรงพยาบาลพระรามเก้า จำกัด (มหาชน) หรือ PR9 กล่าวว่า แม้ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนตอนนี้จะมีอัตราการเติบโตค่อนข้างต่ำ แต่สำหรับโรงพยาบาลพระรามเก้า ยังมีผลประกอบการที่โดดเด่น ด้วยมีรายได้จากลูกค้าคนไทยกว่า 85% ที่เหลือเป็นลูกค้าชาวต่างชาติ ซึ่งในปัจจุบันสัดส่วนคนไทยเริ่มเหลือประมาณ 70% เนื่องจากกลุ่มผู้ใช้บริการชาติอาหรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย PR9 ยังคงเสนอการบริการทางการแพทย์มาตรฐาน JCI เน้นไปที่ Value for Money และยังคงพัฒนาการแพทย์รองรับผู้ป่วย เพื่อสร้างการเติบโต Double Digit ให้ต่อเนื่องทุกปี
ทั้งนี้ PR9 รายงานผลประกอบการในไตรมาส 3/2568 มีรายได้รวม 1,384.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% จาก 1,235.9 ล้าน บาท ในไตรมาส 3/2567 มีกำไรสำหรับงวดจำนวน 223.3 ล้านบาท หรือคิดเป็น 16% ของรายได้รวม เพิ่มขึ้น 7% จากจำนวน 208.0 ล้านบาท หรือคิดเป็น 16% ของรายได้รวมในไตรมาส 3/2567 สำหรับงวด 9 เดือนสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2568 บริษัทมีรายได้รวม 3,932 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% จาก 3,414 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567
ขณะที่ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS รายงานรายได้จากการดำเนินงาน 9 เดือนแรกของปี 2568 มีรายได้รวม 84,184 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม 81,523 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 12,155 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 11,654 ล้านบาท
บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH รายงานผลการดำเนินงาน 9 เดือนแรกของปี 2568 พบว่า บริษัทมีรายได้รวม 18,890 ล้านบาท ลดลง 2.3 % จาก 19,343 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 5,626 ล้านบาทลดลง 4.2% จาก 5,872 ล้านบาท เมื่อเทียบกับ 9 เดือนแรกของปี 2567
บริษัท โรงพยาบาลรามคำแหงและบริษัทในเครือ (RAM Hospital Group) หรือ RAM รายงานผลการดำเนินงาน 9 เดือนแรกของปี 2568 พบว่า บริษัทมีรายได้รวม 9,515 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27% จาก 7,492 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 สาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของการควบรวมกิจการ THG และการเติบโตของรายได้ในบริษัทย่อยอื่นๆ มีกำไรสุทธิ 1,004 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% จาก 974 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567
บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จํากัด (มหาชน) หรือ BCH รายงานผลการดำเนินงาน 9 เดือนแรกของปี 2568 พบว่า บริษัทมีรายได้ 9,027 ล้านบาท ใกล้เคียงกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 9.028 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 1,056 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1,049 ล้านบาท
บริษัท โรงพยาบาลพระรามเก้า จำกัด (มหาชน) หรือ PR9 รายงานผลการดำเนินงาน 9 เดือนแรกของปี 2568 พบว่า บริษัทมีรายได้ 3,932 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 3,414 ล้านบาท มีกำไรสำหรับงวด 605 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 506 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน
อย่างไรก็ดี ในปีหน้าภาพรวมโรงพยาบาลเอกชน ยังมีปัจจัยที่น่าจับตาทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่หายไป โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนว่าจะกลับฟื้นคืนมาหรือไม่ รวมถึงนโยบายภาครัฐในการผลักดันให้ไทยเป็น Medical Hub และมุ่งยกระดับ Wellness Economy ให้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพด้วย











