
กรมวิทย์ เตือนภัย 4 กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารเสริม เสี่ยงการปลอมปน
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เผยผลตรวจวิเคราะห์ พบผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร 4 กลุ่มเสี่ยงพบการปลอมปนยาแผนปัจจุบันและวัตถุออกฤทธิ์ อาจทำให้เกิดผลข้างเคียง บางกรณีอาจมีความรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้
KEY
POINTS
- กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เตือนภัยผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร 4 กลุ่ม ที่มีความเสี่ยงลักลอบใส่ยาแผนปัจจุบันและวัตถุออกฤทธิ์
- กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่พบการปลอมปน ได้แก่ กลุ่มเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ (เช่น Sildenafil), กลุ่มลดน้ำหนัก (เช่น Sibutramine), กลุ่มช่วยนอนหลับ (เช่น Melatonin) และกลุ่มสเตียรอยด์ (เช่น Dexamethasone)
- การบริโภคผลิตภัณฑ์ปลอมปนเหล่านี้เป็นอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพ อาจเกิดพิษต่อตับและไต เกิดปฏิกิริยากับยาอื่น หรือรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้
14 พฤศจิกายน 2568 ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ดำเนินการตรวจวิเคราะห์เพื่อเฝ้าระวังการปลอมปนยาแผนปัจจุบันและวัตถุออกฤทธิ์ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอย่างต่อเนื่องโดยให้บริการตรวจแก่หน่วยงานภาครัฐและเอกชนเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภค โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เข้าข่ายเสี่ยงพบการปลอมปนแบ่งเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่
1. กลุ่มเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ :
ตรวจพบการปนเปื้อนของยา Sildenafil, Tadalafil, Vardenafil
2. กลุ่มยาลดน้ำหนัก :
ตรวจพบ Sibutramine, Fluoxetine, Bisacodyl, Phenolphthalein, Ephedrine, Furosemide
3. กลุ่มยาช่วยการนอนหลับ :
ตรวจพบ Alprazolam, Diazepam, Melatonin
4. กลุ่มสเตียรอยด์ :
ตรวจพบ Dexamethasone, Prednisolone
ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 สำนักยาและวัตถุเสพติด กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้ดำเนินการตรวจผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่จำหน่ายในท้องตลาด
ผลการตรวจพบว่า สารที่มีการปลอมปนในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารส่วนใหญ่เป็นยาในกลุ่มช่วยการนอนหลับ พบสาร Melatonin กลุ่มลดน้ำหนักพบสาร Sibutramine, Fluoxetine และกลุ่มรักษาอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ พบสาร Sildenafil, Tadalafil ซึ่งได้รายงานผลการตรวจให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไปแล้ว
อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า การบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีการปลอมปนยาแผนปัจจุบันหรือวัตถุออกฤทธิ์ มีผลเสียต่อสุขภาพอย่างมาก เนื่องจากผู้บริโภคมักไม่ทราบปริมาณของสารที่ถูกปลอมปนซึ่งอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น ความเป็นพิษต่อตับและไต สำหรับผู้ที่ใช้ยารักษาโรคประจำตัวอาจเกิดปฏิกิริยาระหว่างยา ทำให้ยาเดิมออกฤทธิ์แรงขึ้นหรือลดลงได้ และในบางกรณีอาจมีความรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

