KEY
POINTS
14 พฤศจิกายน 2568 นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยว่า "โรคเบาหวาน" ยังคงเป็นภัยเงียบทางสุขภาพที่สำคัญของคนไทย จากข้อมูลของ "สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย" พบว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีรายงานผู้ป่วยเบาหวานสูงถึงประมาณ 6 ล้านคน และเฉลี่ยพบผู้ป่วยรายใหม่ราว 2-3 แสนคนต่อปีซึ่งยังเป็นตัวเลขที่น่ากังวลอย่างยิ่ง
โดยผู้ป่วยเหล่านี้หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและเรื้อรังได้ เช่น โรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง ภาวะแทรกซ้อนที่จอประสาทตา และโรคไตเรื้อรัง เป็นต้น
ทั้งนี้ เพื่อกระตุ้นเตือนให้ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยตระหนักถึงภัยเงียบของโรคเบาหวานนี้ "สหพันธ์เบาหวานนานาชาติ" และ "องค์การอนามัยโลก" จึงได้กำหนดให้ทุกวันที่ 14 พฤศจิกายน ของทุกปี เป็น "วันเบาหวานโลก" มาตั้งแต่ปี 2534 ซึ่งในปี 2568 นี้ กำหนดประเด็นการรณรงค์ภายใต้หัวข้อ "Diabetes and Well-Being: Creating Healthy Workplaces for All" หรือ "ทำงานสุข ลดทุกความเสี่ยง, สุขภาพดี เริ่มที่ทำงาน"
เพื่อเน้นย้ำความสำคัญของการสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมสุขภาพในสถานที่ทำงาน เพื่อช่วยให้กลุ่มเสี่ยงและผู้ป่วยสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้อย่างยั่งยืน ที่นำไปสู่การป้องกันความรุนแรงของโรคได้
ในส่วนของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) ตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง จึงวางแนวทางพัฒนาระบบบริการดูแลผู้ป่วยให้เข้าถึงการรักษาอย่างต่อเนื่อง
พร้อมติดตามผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิดโดยบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานสาธารณสุขในทุกระดับ ทั้งกระทรวงสาธารณสุข หน่วยบริการปฐมภูมิ โรงพยาบาล และภาคีเครือข่ายต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ
สำหรับผลการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2567 พบว่า ผู้ป่วยโรคเบาหวาน สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สิทธิบัตรทอง) เข้าถึงบริการตรวจระดับน้ำตาลสะสมในเลือด หรือ HbA1c เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปี 2566 ที่มีอัตราการเข้ารับการตรวจ ร้อยละ 64.9 เพิ่มเป็น ร้อยละ 69.8 ในปี 2567
ในจำนวนนี้ผู้ป่วย ร้อยละ 41.2 ได้รับการตรวจ HbA1c อย่างน้อย 1 ครั้งต่อปี และผู้ป่วย ร้อยละ 28.6 ได้รับการตรวจ HbA1c มากกว่า 1 ครั้งต่อปี ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับเป้าหมายระดับประเทศของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งกำหนดให้ผู้ป่วยฯ รับการตรวจ HbA1c อย่างน้อย 1 ครั้งต่อปี ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 จะเห็นได้ว่าผลการดำเนินงานของ สปสช. อยู่ในระดับใกล้เคียงกับเป้าหมายดังกล่าว
สำหรับการตรวจ HbA1c (Hemoglobin A1c) มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน เนื่องจากเป็นการตรวจเลือดเพื่อวัดระดับน้ำตาลในเลือดเฉลี่ยย้อนหลังในช่วง 2–3 เดือนที่ผ่านมา ช่วยให้แพทย์ทราบว่า ผู้ป่วยสามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีเพียงใด เพื่อนำไปสู่ปรับแผนการรักษาให้เหมาะสมและช่วยให้ผู้ป่วยทราบภาวะของโรคและดูแลตนได้ถูกวิธี
ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนระยะยาว ทั้งโรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง โรคไตเรื้อรัง และภาวะตาเสื่อมจากเบาหวาน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้ป่วยเบาหวานต้องสูญเสียคุณภาพชีวิตและค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงขึ้น ดังนั้น ขอให้ผู้ป่วยเบาหวานเข้ารับบริการตรวจ HbA1c นี้อย่างต่อเนื่อง ตามที่แพทย์นัดติดตามอาการ
นอกจากการตรวจวัดน้ำตาลในเลือดแล้ว ยังมีสิทธิประโยชน์บริการตรวจวัดภาวะไขมันและความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการป้องกันภาวะแทรกซ้อนด้วยการตรวจคัดกรองเฉพาะทาง เช่น การตรวจจอประสาทตา/เบาหวานขึ้นตา การตรวจคัดกรองโรคไต (Microalbuminuria) และการตรวจเท้าอย่างละเอียดเพื่อป้องกันความเสี่ยงในการเกิดแผลและภาวะติดเชื้อ รวมถึงการรับยารักษาที่จำเป็นเพื่อควบคุมอาการของโรค ซึ่งครอบคลุมบริการที่จำเป็น
"วันเบาหวานโลกประจำปี 2568 สปสช. ขอร่วมรณรงค์ ภายใต้คำขวัญ Diabetes and Well-Being: Creating Healthy Workplaces for All เพื่อลดจำนวนผู้ป่วยที่เข้าสู่การรักษา ซึ่งปัจจุบันโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ไม่พึ่งอินซูลิน เป็นภาวะโรคที่มีจำนวนการเข้ารับบริการสูงถึง 12.87 ล้านครั้ง ซึ่งเป็นอันดับ 2 ของบริการผู้ป่วยนอกในระบบบัตรทอง ปีงบประมาณ 2567 โดย สปสช. ยินดีในความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อลดจำนวนผู้ป่วยเบาหวานในประเทศไทย" เลขาธิการ สปสช. กล่าว