
อาการโรค ‘หลอดเลือดสมอง’ เกิดขึ้นเฉียบพลันทำพิการ-เสียชีวิต
คนไทยป่วยโรคหลอดเลือดสมองสถิติพุ่ง เสียชีวิตสูงกว่า 5 แสนรายต่อปี พิการ 60% ชี้ปัจจัยสำคัญกับอาการเบื้องต้น BEFAST ควรระวัง
KEY
POINTS
- โรคหลอดเลือดสมองเกิดจากภาวะหลอดเลือดตีบ ตัน หรือแตก ทำให้สมองขาดเลือดเฉียบพลัน เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตและความพิการ
- อาการเตือนที่เกิดขึ้นทันทีสังเกตได้จากหลัก BEFAST คือ เดินเซ (Balance), ตามัว (Eye), หน้าเบี้ยว (Face), แขนขาอ่อนแรง (Arms) และพูดไม่ชัด (Speech)
- ผู้ป่วยต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วนที่สุด เนื่องจากเวลา (Time) เป็นปัจจัยสำคัญในการลดความเสียหายของสมองและเพิ่มโอกาสรอดชีวิต
นพ.สิทธิ เพชรรัชตะชาติ ผู้ชำนาญการด้านประสาทวิทยา โรคพาร์กินสัน และโรคทางการเคลื่อนไหวผิดปกติ โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า โรคหลอดเลือดสมอง หรือ Stroke กำลังทวีความรุนแรงทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก ข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ในปี 2566 ประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองกว่า 3.4 แสนราย มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 5 หมื่นรายต่อปี ขณะที่ผู้รอดชีวิตมากกว่า 60% ต้องเผชิญกับความพิการ ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน
ขณะที่สถิติจากองค์การอัมพาตโลก (World Stroke Organization) ในปี 2564 พบว่ามีผู้ป่วยสโตรกใหม่สูงถึง 11.9 ล้านราย มีผู้เสียชีวิตกว่า 7.3 ล้านราย และผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ต้องทนทุกข์จากภาวะแทรกซ้อนและความพิการมากกว่า 93.8 ล้านราย ซึ่งโรคหลอดเลือดสมองเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 2 ของโลก และเป็นสาเหตุของความพิการระยะยาวอันดับ 3 โดยคาดว่า ภายในปี 2593 จำนวนผู้เสียชีวิตทั่วโลกอาจเพิ่มขึ้นกว่า 50% หรือมากถึง 9.7 ล้านรายต่อปี
โรคหลอดเลือดสมองเกิดจากสมองขาดเลือดไปเลี้ยง เนื่องจากหลอดเลือดตีบ อุดตัน หรือแตก ทำให้เนื้อเยื่อสมองบางส่วนทำงานผิดปกติ อาการมักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันและไม่ทันตั้งตัว แบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่
1. หลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน (Ischemic Stroke) – เกิดจากหลอดเลือดตีบจากไขมันหรือมีลิ่มเลือดอุดตัน ทำให้สมองขาดเลือดและเนื้อเยื่อตาย
2. หลอดเลือดสมองแตกหรือฉีกขาด (Hemorrhagic Stroke) – เกิดจากความเปราะบางของหลอดเลือดในผู้ที่มีความดันโลหิตสูงหรือหลอดเลือดเสียความยืดหยุ่น ทำให้เกิดเลือดออกในสมอง
นอกจากนี้ยังมี ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว (Transient Ischemic Attack – TIA) โดยมีอาการคล้ายสโตรก แต่หายได้เองภายใน 24 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม ภาวะนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนสำคัญ เพราะประมาณหนึ่งในสามของผู้ที่มี TIA อาจกลายเป็นโรคหลอดเลือดสมองภายใน 7 วัน
ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โรคไต ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ การสูบบุหรี่ ดื่มสุรา และการใช้สารเสพติด ส่วนปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ ได้แก่ อายุที่มากขึ้น ประวัติครอบครัว และการเคยมีโรคหลอดเลือดอุดตันในอวัยวะอื่น
อาการเบื้องต้นตามหลัก BEFAST
• B: balance เดินทรงตัวไม่ดี เวียนศีรษะ
• E : eye ตามองไม่เห็น หรือเห็นภาพซ้อน
• F (Face): ใบหน้าเบี้ยว ปากตก ยิ้มไม่เท่ากัน
• A (Arms): แขนขาอ่อนแรง ยกไม่ขึ้น
• S (Speech): พูดไม่ชัด พูดไม่ออก ฟังไม่เข้าใจ
• T (Time): เวลาเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด ต้องรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันที
การรักษาโรคหลอดเลือดสมอง
1. การรักษาช่วงเฉียบพลับ เช่น การให้ยาสลายลิ่มเลือด(rtPA) การเกี่ยวลากลิ่มเลือดจากหลอดเลือดสมอง(Mechanical thrombectomy)
2. การป้องกันการเป็นซ้ำ ได้แก่การให้ยาต้านเกร็ดเลือดหรือละลายลิ่มเลือด การผ่าตัดไขมันออกจากหลอดเลือดใหญ่ที่คอหากมีการตีบหรืออุดตัน(carotid endarterectomy)
3. การฟื้นฟู ได้แก่ การกายภาพบำบัด กิจกรรมบำบัด และการฝึกพูดและการสื่อสาร
นพ.สิทธิ กล่าวว่า การป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง” สิ่งสำคัญคือการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต เลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ลดไขมันอิ่มตัวและคอเลสเตอรอลสูง เพิ่มผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และโปรตีนที่ดี ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนักและสุขภาพหัวใจ งดสูบบุหรี่ จำกัดการดื่มแอลกอฮอล์ ควบคุมโรคประจำตัว และจัดการความเครียด
นอกจากนี้ ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ และตรวจสุขภาพประจำปียังช่วยเฝ้าระวังและจัดการปัจจัยเสี่ยงได้ทันเวลา และหากสงสัยว่าตนเองหรือคนใกล้ชิดมีอาการสโตรก ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที การรักษาอย่างรวดเร็วภายใน 4.5 ชั่วโมง จะช่วยลดความรุนแรงและเพิ่มโอกาสฟื้นตัวสูงสุด







