
"ค่าความดัน" สัญญาณเตือนเรื่องการกิน บอกโรคไต-หัวใจ-เบาหวาน
ประกรไทยมี “ภาวะความดันโลหิตสูง“ ตามอายุที่มากขึ้นมากกว่า 50% เป็นต้นเหตุนำไปสู่โรค NCDs โรคไต-หัวใจ-เบาหวาน แพทย์แนะป้องกันได้ด้วยการกิน พร้อมปรับพฤติกรรมก่อนป่วย
รศ.พญ.วีรนุช รอบสันติสุข (โรงพยาบาลศิริราช) กรรมการบริหารสมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า จากการสำรวจในประเทศไทยครั้งล่าสุดประมาณช่วงปี 2563 ประกรคนไทยในวัยผู้ใหญ่กว่า 25% มีภาวะความดันโลหิตสูง และโอกาสเกิดโรคความดันโลหิตสูงจะเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้น โดยเฉพาะผู้สูงวัยอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป จะพบโรคความดันโลหิตสูงมากกว่า 50%
ปัจจัยการเกิดโรคความดันโลหิตสูง
- อายุ: ความเสี่ยงในการเกิดโรคความดันโลหิตสูงจะเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้น
- น้ำหนักตัวเกินและภาวะอ้วน: น้ำหนักที่มากเกินไปจะเพิ่มภาระให้กับหัวใจในการสูบฉีดเลือด และทำให้หลอดเลือดทำงานหนักขึ้น
- ประวัติครอบครัว: หากมีบุคคลในครอบครัวสายตรง (เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง) เป็นโรคความดันโลหิตสูง จะมีความเสี่ยงในการเกิดโรคสูงขึ้น
- พฤติกรรมสุขภาพ: การสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากเกินไป และการไม่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ
- มลพิษทางอากาศ: โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฝุ่น PM 2.5
อาจกล่าวได้ว่าโรคความดันโลหิต เป็นตัวตั้งต้นที่ของโรคต่าง ๆ ซึ่งสามารถพบเจอบ่อยมาก โดยเฉพาะโรค NCDs หรือโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง ตามมาด้วยโรคเบาหวาน ไขมันในเลือดผิดปกติ มีภาวะเครียด สามารถนำไปสู่โรคไต และปัญหาเกี่ยวกับโรคทางหัวใจ
"โรคความดันโลหิตสูง" มีความสัมพันธ์โดยตรงกับการกิน "เค็ม" ซึ่งพฤติกรรมของคนไทยส่วนใหญ่กินเค็มมากกว่า 1 ช้อนชาหรือประมาณ 5 กรัมต่อวัน มากกว่าอองค์การอนามัยโลกกำหนด โดยกินมากถึง 10-12 กรัมต่อวัน
อาการเริ่มต้นส่วนใหญ่การมักไม่แสดงอาการที่ชัดเจน ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการเวียนศีรษะหรือปวดหัวเพียงเล็กน้อย เมื่อค่าความดันตัวบน (Systolic) สูงเกิน 160 มิลลิเมตรปรอท แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว ผู้ป่วยมักไม่ทราบถึงภาวะความดันโลหิตสูงของตนเอง จนกระทั่งเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น เส้นเลือดในสมองแตกหรือภาวะหัวใจล้มเหลว
รศ.พญ.วีรนุช กล่าวว่า เกณฑ์ที่บ่งชี้ว่าความดันโลหิตเริ่มสูงคือค่า 130/80 มิลลิเมตรปรอท ขึ้นไป หากตรวจวัดได้ค่าดังกล่าว ควรให้ความสนใจและเข้ารับการตรวจวัดซ้ำอย่างสม่ำเสมอ พร้อมทั้งประเมินปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่อาจมีร่วมด้วย
ทั้งนี้ งานวิจัยในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย พบความเชื่อมโยงที่ชัดเจนกับการเพิ่มขึ้นของอุบัติการณ์ของโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวานในพื้นที่ที่มีระดับมลพิษสูง นอกจากนี้ มลพิษทางอากาศยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของคนไทย
ประเด็นนี้อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ผู้ผลิตอาหาร รวมถึงประชาชน อยากให้ช่วยสนับสนุนถึงการกตระหนักรู้เรื่องการกิน ปรับพฤติกรรมการกิน ไม่กินเค็ม-กินหวาน-กินเยอะ และกินผักผลไม้ให้มาก ป้องกันโรคความดันโลหิตสูงที่นำไปสู่โรคไต โรคหัวใจ และเบาหวาน ตลอดจนควบคุมน้ำหนักให้ดี

