
เยาวชนไทยติด HIV พุ่ง 1 ใน 3 โจทย์ใหญ่ยุติปัญหา ‘เอดส์’ ภายในปี 2573
เยาวชนไทยติดเชื้อ HIV หน้าใหม่สูง 1 ใน 3 ชี้ทางรอดเร่งปรับพฤติกรรมการมีเพศสัมพันธ์ไม่ป้องกัน รุกคัดกรองผ่านระบบออนไลน์และโซเชียลมีเดีย จับเทรนด์ “ป้องกันก่อนป่วย” มุ่งตามยุทธศาสตร์ชาติยุติปัญหาเอดส์ ภายในปี 2573
KEY
POINTS
- สถานการณ์น่ากังวล พบผู้ติดเชื้อ HIV รายใหม่เป็นกลุ่มเยาวชนอายุ 15-24 ปี สูงถึง 1 ใน 3 ของผู้ติดเชื้อทั้งหมด
- อุปสรรคสำคัญในการบรรลุเป้าหมายยุติปัญหาเอดส์ภายในปี 2573 คือ "การตีตราทางสังคม" และ "การไม่รู้สถานะการติดเชื้อของตนเอง" ซึ่งขัดขวางการเข้าสู่ระบบการรักษา
- แนวทางแก้ไขคือการเพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันและการตรวจเชิงรุก โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและโซเชียลมีเดียเพื่อเข้าถึงกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน
HIV หรือ Human Immunodeficiency Virus เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง รวมทั้งโรคเอดส์ (AIDS) คือระยะท้ายของการติดเชื้อ HIV ยังเป็นโจทย์ทางด้านสุขภาพของประเทศไทย ที่ได้เปลี่ยนจากการรักษาไปสู่การป้องกัน ขยับไปถึงบริการสุขภาพและนวัตกรรมเชื่อมกับ Wellness Economy ตั้งแต่ธุรกิจยา การตรวจวินิจฉัย คลินิกเฉพาะทาง บริการสุขภาพดิจิทัล ไปจนถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันโรค
ข้อมูลของกรมควบคุมโรค ในปี 2569 ระบุว่า ณ ไตรมาส 3 ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อ HIV สะสมรวมกว่า 565,018 ราย และพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 15,578 ราย กลุ่มใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 25-49 ปี ต้องรับยาต้านไวรัส ซึ่งยาที่ใช้ยังมี PrEP หรือยาป้องกันก่อนการสัมผัสเชื้อ ซึ่งกำลังเปลี่ยนจาก “ยาเม็ดรายวัน” ไปสู่ Long-acting PrEP ลดภาระการรับประทานยาและเพิ่มทางเลือกให้ผู้ใช้บริการ
ล่าสุด ในเดือนกันยายน 2569 กรมควบคุมโรค ประกาศเตรียมใช้ PrEP แบบฉีด Lenacapavir พร้อมนำร่องในช่วงปลายปี จำนวน 2,400 รายใน 9 หน่วยบริการ ทำให้ทิศทางของสถานการณ์ HIV ในไทยดีขึ้นจากอดีตอย่างมีนัยสำคัญ แต่โจทย์ไม่ได้อยู่ที่การขาดแคลนยาหรือการเข้าถึงการรักษา อยู่ที่ “การรู้สถานะของตัวเอง–ความตระหนักในความเสี่ยง–การตีตรา” โดยเฉพาะผู้ติดเชื้อรายใหม่กลุ่มเยาวชน
นายกฤษสยาม อารยะวงค์ไชย ผู้อำนวยการมูลนิธิเอดส์ เฮลท์ แคร์ (AHF) ประเทศไทย เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า หากย้อนกลับไปในอดีตไทยเคยมีผู้ติดเชื้อรายใหม่มากกว่า 1 แสนรายต่อปี แตกต่างจากปัจจุบันที่ลดลงเหลือหลักหมื่นรายต่อปี สะท้อนว่าระบบป้องกันและรักษาของไทยพัฒนาขึ้น แต่ในกลุ่ม LGBTQ+ อัตราการติดเชื้อยังอยู่ในระดับสูงกว่าประชากรทั่วไป ขณะเดียวกันยังมีข้อมูลพบว่ากลุ่มเยาวชนอายุ 15-24 ปี คือผู้ติดเชื้อรายใหม่ต่อปีสูงถึง 1 ใน 3 ดังนั้น โจทย์สำคัญของการลดผู้ติดเชื้อรายใหม่ คือการเปลี่ยนจากการรับรู้ข้อมูลไปสู่การปรับพฤติกรรม
“แม้คนส่วนใหญ่จะรู้ว่าการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันมีความเสี่ยง แต่หลายคนไม่ได้นำความรู้นั้นไปสู่การป้องกันอย่างสม่ำเสมอ เพราะข้อมูลจากการทำงานภาคสนามของ AHF พบว่า ผู้ติดเชื้อรายใหม่กว่า 96% เกี่ยวข้องกับการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน ประเด็นดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ อีก ทำให้โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางชนิดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา”
นายกฤษสยาม กล่าวว่า PrEP หรือยาป้องกัน HIV ก่อนการสัมผัสเชื้อ สามารถลดความเสี่ยงการติดเชื้อ HIV ได้ แต่ไม่ได้ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น การสื่อสารที่มุ่งเฉพาะ HIV โดยไม่ให้ภาพรวมเรื่องการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ อาจทำให้เกิดความเข้าใจไม่ครบถ้วน
ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการยุติปัญหาเอดส์ ประเทศไทยได้ตั้งเป้า ยุติปัญหาเอดส์ภายในปี 2573 โดยมี 3 เป้าหมายหลัก ได้แก่ 1. ผู้ติดเชื้อ HIV รายใหม่ ไม่เกิน 1,000 รายต่อปี 2. ผู้เสียชีวิตจาก HIV ไม่เกิน 4,000 รายต่อปี และ 3. การตีตราและเลือกปฏิบัติที่เกี่ยวกับ HIV และเพศภาวะ เหลือน้อยกว่า 10%
แม้เหลือเวลาอีกเพียง 4 ปีสู่เป้าหมาย แต่ปัจจัยที่ทำให้ไทยยังไม่สามารถลดการแพร่ระบาดได้ตามเป้าหมาย คือ stigma หรือการตีตรา ซึ่ง AHF พบกรณีผู้รับบริการบางรายเดินทางข้ามภูมิภาคเพื่อไปรับยา เพราะกังวลว่าคนในพื้นที่หรือคนรู้จักอาจรับรู้สถานะของตนเอง สะท้อนว่าปัญหาการเข้าถึงบริการไม่ได้เกิดจากการไม่มีโรงพยาบาลหรือไม่มียา แต่เกิดจากข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและสังคมด้วย นอกจากนี้ ยังพบผู้ป่วยที่มีข้อจำกัดด้านค่าเดินทาง โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อย เช่น ผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมรายได้เพียงวันละ 200-300 บาท ทำให้การเดินทางเพื่อรับการรักษากลายเป็นภาระทางเศรษฐกิจ
“AHF ได้ทำงานร่วมกับโรงพยาบาลภาครัฐกว่า 52 แห่งทั่วประเทศ สนับสนุนค่าเดินทาง การลงพื้นที่เยี่ยมบ้าน และการช่วยเหลือผู้รับบริการในกรณีที่มีข้อจำกัด เพื่อเสริมช่องว่างที่ระบบบริการภาครัฐอาจไม่สามารถดูแลได้ทั้งหมด แต่ความท้าทายสำคัญอยู่ที่ “การไม่รู้สถานะของตัวเอง” เพราะหากไม่ตรวจ ก็ไม่รู้ว่าติดเชื้อ ไม่ได้เข้าสู่ระบบบริการ และควบคุมเชื้อไม่ได้”
โดยระบบรักษาของไทยถือมีความพร้อม มียาต้านไวรัสสูตรปัจจุบันอยู่ในมาตรฐานสากล และผู้มีสิทธิบัตรทองหรือประกันสังคมสามารถเข้าถึงยาได้ตามสิทธิ แต่ในทางปฏิบัติคนบางกลุ่มยังเข้าไม่ถึงบริการ สิ่งที่ต้องทำคือการตรวจเชิงรุกแบบกระจายพื้นที่สำหรับประชาชนทั่วไป และเพิ่มการใช้ช่องทางออนไลน์เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีความเสี่ยงมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังต้องใช้แนวทาง Social Media และ Digital Platform เพื่อค้นหากลุ่มเป้าหมายผ่านพฤติกรรมและความสนใจบนโลกออนไลน์ ก่อนสื่อสารด้วย Key Message ที่เหมาะสม ประเมินความเสี่ยงเบื้องต้น และส่งต่อไปตรวจที่โรงพยาบาลพันธมิตร
ปัจจุบัน AHF พบว่าอัตราการตรวจพบผลบวกของผู้ติดเชื้อ HIV เฉลี่ยประมาณ 30% ต่อเดือนในกลุ่มที่ถูกคัดกรองแบบเจาะจง แม้ปริมาณการตรวจจะไม่สูงเท่าการตรวจแบบ Mass Testing แต่มีข้อได้เปรียบด้านประสิทธิภาพการใช้งบประมาณและการลดภาระเจ้าหน้าที่
ส่วนต้นทุนการเข้าถึงผู้ติดเชื้อ HIV รายใหม่ผ่าน Online Testing จะใช้งบประมาณ 600 กว่าบาทต่อราย เทียบกับงบประมาณในระดับประมาณ 1,800 บาทต่อรายในบางแนวทาง สะท้อนศักยภาพของ Digital Targeting ในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร ยังมีแคมเปญผ่าน Social Media ที่สามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายได้ละเอียดและสอดคล้องกับกลุ่มเสี่ยงด้วย
นายกฤษสยาม กล่าวว่า ในมุมมองเชิงนโยบายของภาครัฐ ถือว่าไทยมีระบบบริการและสิทธิประโยชน์ด้าน HIV ที่ค่อนข้างแข็งแรง มีงบประมาณการรักษาในสัดส่วนที่สูง แต่สิ่งที่ควรเพิ่มน้ำหนักคือ “งบประมาณด้านการป้องกันและการตรวจ” ซึ่งยังมีข้อจำกัดหลายด้าน ต้องอาศัยการทำงานที่เข้มข้นขึ้น การจัดสรรงบประมาณที่ตรงจุด และใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือสำคัญในการปิดช่องว่างของระบบรวมถึงการเร่งสร้าง Awareness อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการใช้ Digital Platform เพื่อค้นหากลุ่มเสี่ยง ส่งเสริมการตรวจ และติดตามผู้ป่วย โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนและประชากรที่เผชิญข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและสังคม
อย่างไรก็ตาม แนวทางตามเป้าหมายของการยุติปัญหา HIV ในปี 2573 สอดคล้องกับเทรนด์สุขภาพ “ป้องกันก่อนป่วย” อย่างชัดเจน และทางเลือกการป้องกัน HIV สะท้อนวัตกรรมสุขภาพและบริการทางการแพทย์เชิงป้องกัน ที่กำลังขยายตัวสู่ Wellness Economy เพิ่มทางเลือกให้ผู้ใช้บริการอย่างครอบคลุม







