thansettakij
thansettakij
อย. ออกระเบียบใหม่คุมเข้มมาตรฐาน ‘นมแพะ-นมแพะปรุงแต่ง’

อย. ออกระเบียบใหม่คุมเข้มมาตรฐาน ‘นมแพะ-นมแพะปรุงแต่ง’

05 ส.ค. 69 | 06:17 น.
อัปเดตล่าสุด :05 ส.ค. 69 | 06:32 น.

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ สธ.และ อย. เกณฑ์มาตรฐานใหม่สำหรับผลิตภัณฑ์นมแพะและนมแพะปรุงแต่ง ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการผลิต การควบคุมเชื้อจุลินทรีย์ จนถึงการแสดงฉลากที่ชัดเจน

KEY

POINTS

  • อย. ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับใหม่ เพื่อกำหนดมาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัยของนมแพะและนมแพะปรุงแต่ง
  • กำหนดกรรมวิธีการผลิตด้วยความร้อน 3 รูปแบบ คือ พาสเจอร์ไรซ์, สเตอริไลซ์ และยูเอชที พร้อมเกณฑ์มาตรฐานทางจุลชีววิทยาที่เข้มงวดขึ้น
  • บังคับให้การแสดงฉลากต้องระบุชื่อประเภทนม (นมแพะ/นมแพะปรุงแต่ง) และกรรมวิธีการฆ่าเชื้ออย่างชัดเจน
  • ระเบียบใหม่นี้จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป

การปรับปรุงมาตรฐานนมแพะและนมแพะปรุงแต่งในภาชนะบรรจุปิดสนิทครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของการยกระดับความปลอดภัยด้านอาหารในประเทศไทย โดยมีการระบุนิยาม กระบวนการฆ่าเชื้อด้วยความร้อน และเกณฑ์จุลชีววิทยาที่เข้มงวด เพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพมาตรฐานสากลและป้องกันการปนเปื้อนที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภคทั่วประเทศ,

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศระบุว่า กระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศฉบับที่ 473 พ.ศ. 2569 เรื่อง นมแพะและนมแพะปรุงแต่งในภาชนะบรรจุปิดสนิท เพื่อกำหนดคุณภาพมาตรฐานและกระบวนการผลิตให้มีความปลอดภัยสูงสุดแก่ผู้บริโภค โดยระเบียบฉบับนี้ได้วางรากฐานสำคัญในการควบคุมผลิตภัณฑ์นมที่ทำจากนมแพะดิบ ซึ่งต้องผ่านกรรมวิธีฆ่าเชื้อด้วยความร้อนหรือกรรมวิธีอื่นที่เหมาะสมเพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์ความปลอดภัยที่ระบุไว้ในประกาศ

กำหนดกรรมวิธีการผลิตที่ชัดเจน 3 รูปแบบ

ตามข้อกำหนดนี้ "นมแพะ" หมายถึง นมแพะที่ได้จากน้ำนมแพะดิบ ซึ่งอาจมีการปรับแต่งปริมาณไขมันหรือเนื้อนมในบางส่วน และต้องผ่านกรรมวิธีทำให้เป็นเนื้อเดียวกันหรือกรรมวิธีอื่นที่ใกล้เคียงกันก่อนเข้าสู่กระบวนการฆ่าเชื้อ ในขณะที่ "นมแพะปรุงแต่ง" จะหมายถึงผลิตภัณฑ์ที่มีนมแพะเป็นส่วนประกอบหลักอย่างน้อย 50% โดยน้ำหนัก

และมีการเติมส่วนประกอบอื่นที่ไม่ใช่นม เช่น สารให้ความหวาน สี หรือกลิ่นรส เพื่อสร้างลักษณะเฉพาะของผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้ ทั้งนมแพะและนมแพะปรุงแต่งสามารถจำหน่ายได้ในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งชนิดเหลว ชนิดเข้มข้น หรือชนิดแห้งตามความเหมาะสมของบรรจุภัณฑ์

ประเด็นสำคัญในระเบียบใหม่นี้คือการกำหนดกรรมวิธีการผลิตที่ชัดเจน 3 รูปแบบหลัก ได้แก่ ระบบพาสเจอร์ไรซ์ ระบบสเตอริไลซ์ และระบบยูเอชที หรือการผลิตแบบปลอดเชื้อ, สำหรับระบบพาสเจอร์ไรซ์นั้น ข้อกำหนดระบุให้ใช้ความร้อนที่อุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 63 องศาเซลเซียส เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 30 นาที หรืออุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 72 องศาเซลเซียส เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 15 วินาที แล้วทำให้เย็นลงทันทีที่อุณหภูมิไม่เกิน 10 องศาเซลเซียส เพื่อรักษาคุณภาพและยับยั้งจุลินทรีย์

ระบบยูเอชทีต้องฆ่าเชื้อ-ควบคุมความสะอาดอย่างเข้มงวด

ส่วนระบบสเตอริไลซ์ จะเน้นไปที่การใช้ความร้อนสูงภายใต้ความดันและระยะเวลาที่เพียงพอที่จะทำให้อาหารนั้นอยู่ในสภาวะปลอดเชื้อในเชิงพาณิชย์ (Commercial sterilization) โดยต้องบรรจุในภาชนะที่ปิดสนิทและป้องกันการซึมผ่านของอากาศและจุลินทรีย์ได้ ในขณะที่ระบบยูเอชทีหรือการบรรจุแบบปลอดเชื้อ (Aseptic processing) จะต้องผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อและการบรรจุภายใต้สภาวะที่ควบคุมความสะอาดอย่างเข้มงวด เพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีอายุการเก็บรักษาที่ยาวนานขึ้นโดยยังคงรักษาความปลอดภัยไว้ได้

ในส่วนของเกณฑ์มาตรฐานทางจุลชีววิทยา ระเบียบฉบับนี้ได้วางกรอบการตรวจสอบที่ละเอียดถี่ถ้วน สำหรับผลิตภัณฑ์นมแพะที่ผ่านกรรมวิธีพาสเจอร์ไรซ์ จะต้องไม่มีการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อโรค โดยเฉพาะเชื้อ Escherichia coli (E. coli) ซึ่งต้องตรวจพบไม่เกิน 1.1 ต่อมิลลิลิตร และต้องมีจำนวนจุลินทรีย์ทั้งหมด (Total plate count) ไม่เกิน 50,000 ต่อมิลลิลิตร

หากเป็นนมแพะในระบบสเตอริไลซ์หรือยูเอชที เกณฑ์ความปลอดภัยจะเข้มงวดมากขึ้น โดยต้องไม่พบเชื้อจุลินทรีย์ที่สามารถเจริญเติบโตได้ภายใต้สภาวะการเก็บรักษาปกติ เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นอาหารที่ปลอดภัยจากการเน่าเสีย

นมแพะปรุงแต่งเองก็มีเกณฑ์ควบคุมที่จำเพาะเจาะจง โดยหากเป็นชนิดเหลวที่ผ่านการพาสเจอร์ไรซ์ จะต้องมีเนื้อนมไม่น้อยกว่า 4% และมีปริมาณไขมันเป็นไปตามสัดส่วนที่เหมาะสม การตรวจวัดทางจุลินทรีย์สำหรับนมแพะปรุงแต่งยังคงใช้มาตรฐานเดียวกับนมแพะธรรมดา

คือต้องไม่พบเชื้อ E. coli เกินเกณฑ์ และมีจำนวนจุลินทรีย์รวมอยู่ในระดับที่ปลอดภัย, สำหรับผลิตภัณฑ์ในรูปแบบเข้มข้นหรือแบบแห้ง จะต้องมีการระบุสัดส่วนการผสมและการเตรียมก่อนบริโภคที่ชัดเจน เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับสารอาหารและรสชาติตามมาตรฐานที่กำหนด

มีผลใช้บังคับตั้งแต่ 5 ส.ค. 2569

นอกจากมาตรฐานด้านการผลิตแล้ว สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ยังได้ออกระเบียบว่าด้วยการประเมินความปลอดภัยของอาหารและสถานที่ผลิตให้สอดคล้องกัน ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้านมแพะและนมแพะปรุงแต่งจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิต (GMP) และต้องได้รับการประเมินจากหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมาย, การใช้วัตถุเจือปนอาหาร สารอาหาร หรือวัตถุแต่งกลิ่นรส จะต้องเป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง โดยมีการควบคุมปริมาณและชนิดที่อนุญาตให้ใช้อย่างเคร่งครัด

การแสดงฉลากเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญที่ระเบียบฉบับนี้เน้นย้ำ ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นต้องมีชื่อภาษาไทยที่ระบุประเภทของนมอย่างชัดเจน เช่น "นมแพะ" "นมแพะปรุงแต่ง" และต้องตามด้วยวิธีการฆ่าเชื้อที่ใช้ เช่น "พาสเจอร์ไรซ์" "สเตอริไลซ์" หรือ "ยูเอชที" เป็นต้น

หากผลิตภัณฑ์มีการเติมน้ำตาลหรือสารให้ความหวานอื่น ๆ จะต้องระบุในส่วนประกอบสำคัญให้ผู้บริโภคทราบอย่างโปร่งใส นอกจากนี้ หากเป็นนมแพะที่มีการนำน้ำมันพืชมาผสมหรือทดแทนไขมันนมในบางส่วน จะต้องมีการแจ้งข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดแก่ผู้บริโภค

ระเบียบฉบับนี้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป โดยผู้ประกอบการรายเดิมที่มีการผลิตหรือนำเข้าอยู่ก่อนหน้านี้ จะต้องเร่งดำเนินการปรับปรุงมาตรฐานการผลิตและการแสดงฉลากให้เป็นไปตามข้อกำหนดใหม่ภายในระยะเวลาที่กฎหมายผ่อนปรนให้

การบังคับใช้กฎระเบียบนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมนมแพะในประเทศไทยให้มีมาตรฐานทัดเทียมสากล แต่ยังเป็นการคุ้มครองสิทธิและความปลอดภัยของผู้บริโภคในระยะยาว ผ่านการควบคุมดูแลที่เข้มข้นตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงมือผู้บริโภค

 

ที่มา - ราชกิจจานุเบกษา