thansettakij
thansettakij
5 กลุ่มเสี่ยง 3 สัญญาณเตือน “มะเร็งไต” 60% เจอโดยบังเอิญ

5 กลุ่มเสี่ยง 3 สัญญาณเตือน “มะเร็งไต” 60% เจอโดยบังเอิญ

27 ก.ค. 69 | 06:51 น.
อัปเดตล่าสุด :27 ก.ค. 69 | 06:52 น.

สถิติผู้ป่วย “มะเร็งไต” พุ่งทะลุ 4 แสนรายต่อปี สถาบันมะเร็งฯเผย 60% ตรวจเจอโดยบังเอิญ แนะ 5 ปัจจัยเสี่ยงและ 3 สัญญาณเตือน

KEY

POINTS

  • ผู้ป่วยมะเร็งไตกว่า 60% ถูกตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจสุขภาพหรือรักษาโรคอื่น เนื่องจากในระยะแรกมักไม่แสดงอาการ
  • กลุ่มเสี่ยงสำคัญ 5 กลุ่ม ได้แก่ ผู้สูบบุหรี่, ผู้มีภาวะอ้วนหรือน้ำหนักเกิน, ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง, ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง และผู้มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งไต
  • 3 สัญญาณเตือนสำคัญเมื่อโรคเริ่มลุกลาม คือ ปัสสาวะเป็นเลือด, อาการปวดบั้นเอวหรือสีข้าง และการคลำพบก้อนเนื้อในช่องท้อง

ภัยเงียบจาก “มะเร็งไต” กำลังคุกคามผู้คนทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง มีข้อมูลระบุว่า โรคร้ายนี้มักไม่แสดงอาการในระยะแรก ส่งผลให้ผู้ป่วยจำนวนมากไม่รู้ว่า ตนเองกำลังเผชิญโรคร้าย การสแกนวิเคราะห์สถิติ ปัจจัยเสี่ยง และแนวทางการรักษาจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรับมือกับภัยเงียบนี้อย่างมีประสิทธิภาพ

สถิติผู้ป่วยพุ่งสูงทั้งในไทยและทั่วโลก

นายแพทย์สกานต์ บุนนาค รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวถึงภาพรวมสถิติทางระบาดวิทยาของโรคมะเร็งไตว่า ปัจจุบันทั่วโลกมีการตรวจพบผู้ป่วยมะเร็งไตรายใหม่มากกว่า 4.3 แสนรายต่อปี นับเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงการขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนในประเทศไทย พบผู้ป่วยรายใหม่เฉลี่ย 2,000 รายต่อปี ซึ่งคิดเป็น 3 ของผู้ป่วยมะเร็งในกลุ่มผู้ใหญ่ทั้งหมด

เมื่อวิเคราะห์ตามกลุ่มประชากร พบว่าอุบัติการณ์ของโรคมักกระจุกตัวอยู่ในช่วงกลุ่มอายุ 55–75 ปี และมีสถิติการพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิงประมาณ 2 เท่า ในส่วนของลักษณะทางพยาธิวิทยา ชนิดของมะเร็งไตที่พบบ่อยที่สุดในผู้ใหญ่ คือ Renal Cell Carcinoma (RCC) ซึ่งเป็นมะเร็งที่เกิดจากความผิดปกติของเซลล์เนื้อไตโดยตรง

ทั้งนี้ ข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า หากสามารถตรวจพบโรคได้ตั้งแต่ในระยะเริ่มต้น หรือในขณะที่ก้อนมะเร็งยังคงมีขนาดเล็ก อัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยจะสูงขึ้นอย่างมาก และมีโอกาสที่จะรักษาให้หายขาดได้ การเรียนรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงรวมถึงสัญญาณเตือนจึงเป็นก้าวสำคัญในการค้นพบโรคอย่างทันท่วงที

เปิด 5 กลุ่มเสี่ยงสำคัญ

เรืออากาศเอกนายแพทย์สมชาย ธนะสิทธิชัย ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ได้จำแนกข้อมูลปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลต่อการเกิดโรคมะเร็งไต ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มเสี่ยงหลัก ดังนี้

1. กลุ่มผู้สูบบุหรี่: ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่มีความสำคัญมากที่สุด โดยผู้ที่สูบบุหรี่จะมีระดับความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งไตสูงกว่าผู้ที่ไม่สูบประมาณ 1.4 เท่า และความเสี่ยงนี้สามารถปรับตัวสูงขึ้นได้มากถึง 2.5 เท่า ตามปริมาณและระยะเวลาของการสูบสะสม

2. กลุ่มผู้มีภาวะอ้วนและน้ำหนักเกิน: ค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ที่เพิ่มสูงขึ้นสัมพันธ์โดยตรงกับความเสี่ยงของโรค โดยความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นประมาณ 1.07 เท่า ต่อค่า BMI ที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 1 หน่วย

3. กลุ่มผู้ป่วยความดันโลหิตสูง: ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงมีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งไตประมาณ 1.67 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มคนที่มีระดับความดันโลหิตปกติ

4. กลุ่มผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง: โดยเฉพาะผู้ที่ต้องรับการฟอกไตเป็นประจำ ถือเป็นกลุ่มที่มีอัตราความเสี่ยงสูงอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีโอกาสเกิดโรคนานาประการมากกว่าคนทั่วไปตั้งแต่ 5 ถึง 20 เท่า

5. กลุ่มผู้มีประวัติครอบครัว: ผู้ที่มีประวัติบุคคลในครอบครัวเคยป่วยเป็นมะเร็งไต จะมีความเสี่ยงทางพันธุกรรมเพิ่มขึ้นประมาณ 2 ถึง 4 เท่า

ทำไมกว่า 60% ถึงตรวจพบโดยบังเอิญ

นายแพทย์จิรายุส ไมตรีสถิต แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยศาสตร์มะเร็งทางเดินปัสสาวะ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันผู้ป่วยมะเร็งไตมากกว่า 60% ตรวจพบโรคโดยบังเอิญจากการเข้ารับการตรวจทางรังสีวิทยา (เช่น การอัลตราซาวนด์หรือตรวจช่องท้อง) ด้วยสาเหตุจากโรคอื่น เนื่องจากในระยะแรกเริ่ม ก้อนเนื้อร้ายมักจะไม่แสดงอาการเตือนใดๆ ออกมาให้เห็น

อย่างไรก็ดี เมื่อโรคเริ่มพัฒนาและลุกลามมากขึ้น จะเริ่มปรากฏ 3 สัญญาณเตือนสำคัญ ทางร่างกาย ดังต่อไปนี้:

  • อาการปัสสาวะเป็นเลือด
  • อาการปวดบั้นเอวหรือปวดบริเวณสีข้าง
  • การคลำพบก้อนเนื้อในช่องท้อง

นอกจากนี้ผู้ป่วยอาจมีอาการแสดงทั่วไปทางระบบร่างกายร่วมด้วย เช่น อาการอ่อนเพลียอย่างต่อเนื่อง มีไข้เรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือมีน้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็วและผิดปกติ

นวัตกรรมการรักษาตามระยะโรค

กระบวนการวินิจฉัยโรคมะเร็งไตในปัจจุบัน อาศัยเทคโนโลยีการตรวจทางรังสีวิทยาเป็นหลัก โดยการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) ร่วมกับการฉีดสารทึบรังสี เพื่อประเมินลักษณะ รูปร่าง และขอบเขตของก้อนเนื้อในเนื้อไตอย่างละเอียด และในผู้ป่วยบางราย อาจมีความจำเป็นต้องทำการเจาะเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อ เพื่อนำมาตรวจทางพยาธิวิทยาสำหรับยืนยันการวินิจฉัยและใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนการรักษา

สำหรับแนวทางการรักษามะเร็งไตจะถูกพิจารณาตามขนาดของก้อนเนื้อและระยะของโรคที่ตรวจพบ ดังนี้:

  • กรณีเนื้อร้ายมีขนาดเล็ก: อาจเลือกใช้วิธีการจี้ทำลายก้อนเนื้อด้วยความร้อนหรือความเย็น หรือการผ่าตัดเฉพาะส่วนก้อนเนื้อออก เพื่อเก็บรักษาเนื้อไตส่วนที่ดีเอาไว้
  • กรณีเนื้อร้ายมีขนาดใหญ่ขึ้น: จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดนำไตข้างที่เป็นมะเร็งออกทั้งหมด ซึ่งปัจจุบันมีเทคโนโลยีการผ่าตัดที่หลากหลาย เช่น การผ่าตัดแบบเปิดช่องท้อง การผ่าตัดผ่านการส่องกล้อง หรือการผ่าตัดโดยใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด
  • กรณีโรคลุกลาม: อาจพิจารณาผ่าตัดนำก้อนมะเร็งออกบางส่วน ควบคู่ไปกับการให้ยารักษาตรงจุด (ยามุ่งเป้า) และการรักษาด้วยยาภูมิคุ้มกันบำบัด