thansettakij
thansettakij
สมัชชาสุขภาพฯ เสนอ 2 นโยบายพลิกวิธีคิด หนุนปัจจัยพื้นฐาน First Jobber

สมัชชาสุขภาพฯ เสนอ 2 นโยบายพลิกวิธีคิด หนุนปัจจัยพื้นฐาน First Jobber

09 ก.ค. 69 | 05:25 น.
อัปเดตล่าสุด :09 ก.ค. 69 | 05:28 น.

เดินหน้าออกแบบ "สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19" ปั้น 2 นโยบายสาธารณะ สอดรับสถานการณ์สุขภาวะยุคใหม่ หวังช่วยเยียวยาปัญหาคนเริ่มทำงานใหม่ First Jobber พร้อมเยียวยาสุขภาวะทางจิตผู้คนผ่านธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เล็งดึงแนวคิด "อาบป่า-ธรรมชาติบำบัด" สู่ระบบบริการสุขภาพ

KEY

POINTS

  • สมัชชาสุขภาพแห่งชาติเตรียมเสนอ 2 ระเบียบวาระนโยบายสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาระบบนิเวศเพื่อส่งเสริมสุขภาวะของกลุ่มคนเริ่มทำงานใหม่ (First Jobber) และการสร้างเสริมสุขภาวะบนพื้นฐานสิ่งแวดล้อม
  • เสนอแนวคิดสนับสนุนปัจจัยพื้นฐานให้กลุ่ม First Jobber เช่น ที่อยู่อาศัยที่รัฐช่วยอุดหนุนราคา ระบบขนส่งสาธารณะที่มีคุณภาพ และหลักสูตรพัฒนาทักษะที่จำเป็น เพื่อลดแรงกดดันและสร้างความมั่นคงในการใช้ชีวิต
  • มุ่งยกระดับทรัพยากรธรรมชาติและพื้นที่สีเขียวให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพ เพื่อใช้ธรรมชาติบำบัดและลดความเครียด โดยเสนอให้เชื่อมโยงเข้ากับระบบบริการสุขภาพของประเทศ

8 กรกฎาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) จัดประชุมคณะอนุกรรมการสนับสนุนกระบวนการสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ภายใต้คณะกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ (คจ.สช.) ครั้งที่ 19 พ.ศ. 2569 เพื่อพิจารณาและให้ข้อเสนอแนะต่อการพัฒนาประเด็นเพื่อเป็นระเบียบวาระในสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 รวมทั้งจัดสรรภารกิจอนุกรรมการฯ และการขับเคลื่อนในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

ปัจจุบันมีประเด็นที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเพื่อเป็นระเบียบวาระเข้าสู่การพิจารณาในงานสมัชชาสุขภาพฯ จำนวน 2 ประเด็น ได้แก่ 1. การสร้างเสริมสุขภาวะบนพื้นฐานสิ่งแวดล้อม 2. การพัฒนาระบบนิเวศที่ส่งเสริมสุขภาวะของกลุ่มเริ่มต้นทำงานใหม่ และในปีเดียวกันนี้ ยังจะมีการออกแบบกระบวนการจัดสมัชชาสุขภาพคนรุ่นใหม่ ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับประเทศที่จะนำไปสู่การจัดกิจกรรมควบคู่กับงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ

พร้อมกันนี้ยังมีการแต่งตั้งคณะทำงานประเด็น บทบาทภาคประชาสังคมในฐานะหุ้นส่วนการพัฒนาในการขับเคลื่อนคู่ขนานเพื่อเตรียมเสนอเป็นระเบียบวาระในปีถัดไปด้วย

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร ประธาน คจ.สช. ครั้งที่ 19 เปิดเผยว่า ปัจจุบันวิถีการทำงานของคนยุคใหม่มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก ทั้งในแง่ของทักษะ วิธีการ รวมถึงรูปแบบที่เป็นอิสระหรือพึ่งพาตนเองมากขึ้น ตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี เช่น ธุรกิจแพลตฟอร์ม การเป็นอินฟลูเอนเซอร์ ครีเอเตอร์ ฯลฯ ตลอดจนแรงกดดันจากสถานการณ์ตลาดและเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะในเรื่องของการลดงบประมาณภาครัฐ การเปลี่ยนแปลงระบบราชการ ภาคการเกษตร เอกชน ฯลฯ

เหล่านี้ล้วนสะท้อนถึงแนวโน้มการเปลี่ยนรูปแบบงานที่ลดขนาดจากองค์กรขนาดใหญ่ ไปสู่ตำแหน่งงานที่ใช้คนน้อยลง เกิดการแข่งขันที่สูงขึ้น ทั้งหมดกลายเป็นแรงกดดันที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาวะ โดยเฉพาะสุขภาพทางจิตของคนในยุคปัจจุบันค่อนข้างมาก

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมากลับพบว่าโครงสร้างรูปแบบงานใหม่ๆ เหล่านี้ ยังไม่มีหน่วยงานเจ้าภาพหลักที่ให้การดูแล รวมไปถึงระบบการสนับสนุนหรือรองรับอย่างชัดเจน ดังนั้น เป้าหมายหลักของระเบียบวาระการพัฒนาระบบนิเวศที่ส่งเสริมสุขภาวะของกลุ่มเริ่มต้นทำงานใหม่ จึงตั้งใจที่จะทำให้เกิดข้อเสนอเชิงนโยบายในการมุ่งสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่เอื้อและประคับประคองให้แรงงานยุคใหม่ สามารถดำเนินชีวิตและประกอบการงานไปได้ ไม่ว่าในเรื่องของทักษะ รายได้ ค่าครองชีพ ฯลฯ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เข้าสู่แวดวงการทำงานหรือ First Jobber เราอาจต้องเริ่มพลิกวิธีคิดไปข้างหน้าเพื่อสนับสนุนปัจจัยพื้นฐานให้กับกลุ่มเหล่านี้ ตัวอย่างเช่นการมีบ้าน มีรถ ซึ่งอาจกลายเป็นเรื่องยากสำหรับคนยุคนี้ เราจะมีแนวคิดในเรื่องที่อยู่อาศัยที่รัฐช่วยอุดหนุนราคา ระบบการเดินทางสาธารณะที่ดี ตลอดจนคอร์สพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจของตัวเอง ตัวอย่างเช่น การทำบัญชี การบริหารต้นทุน ฯลฯ ให้เกิดขึ้นได้หรือไม่ เพื่อช่วยลดความกดดันและสร้างสุขภาวะที่ดี (Well-being) ให้เขาสามารถใช้ชีวิตและสร้างความมั่นคงได้ 

ด้าน พญ.พรรณพิมล กล่าวว่า ในส่วนของระเบียบวาระการสร้างเสริมสุขภาวะบนพื้นฐานสิ่งแวดล้อม เกิดขึ้นจากแนวคิดของการใช้ชีวิตในสังคมยุคปัจจุบัน ที่พบว่าผู้คนเกิดความตึงเครียดสูง มีแนวโน้มการเผชิญปัญหาทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่งานวิจัยจำนวนมากชี้ว่าธรรมชาติสามารถช่วยบำบัดและลดทอนความตึงเครียดได้ แต่พื้นที่สีเขียวในเขตเมืองกลับมีสัดส่วนจำกัด และประชาชนจำนวนมากยังขาดโอกาสเข้าถึงธรรมชาติอย่างมีคุณภาพ ดังนั้นเป้าหมายของระเบียบวาระนี้จึงมุ่งจัดการกับทรัพยากรธรรมชาติ ตั้งแต่อุทยาน  ป่า ไปจนถึงพื้นที่สีเขียวในเมือง เพื่อนำมาเชื่อมโยงกับระบบสุขภาพในเชิงนโยบายระดับประเทศ

"ผู้คนเริ่มโหยหาและมีความต้องการใช้ชีวิตเชื่อมโยงกับธรรมชาติกันเพิ่มมากขึ้น แนวคิดเรื่องของการอาบป่า (Forest Bathing) การเดินป่าเชิงสุขภาพ หรือการจัดกิจกรรมในสวนสาธารณะ ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น ระเบียบวาระนี้จึงจะมุ่งเน้นที่จะยกระดับทรัพยากรธรรมชาติ ให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพสมัยใหม่ โดยที่ไม่ใช่การมุ่งทำกำไร แต่ให้ทุกคนเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้อย่างเท่าเทียม บนทิศทางข้อเสนอเชิงนโยบายที่มองไปถึงการรองรับกลไกการสั่งจ่ายให้กิจกรรมธรรมชาติบำบัดเหล่านี้ เข้าไปอยู่ในระบบบริการสุขภาพ

นอกจากนี้ภายในที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ ยังได้ร่วมกันรับทราบและให้ข้อเสนอแนะต่อการจัดสรรภารกิจ รวมถึงการมอบหมายบทบาทผู้รับผิดชอบหลักแต่ละภารกิจ เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนภารกิจสำคัญของกระบวนการสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ โดยแบ่งออกเป็น 3 ด้านหลัก

1. การสนับสนุนการพัฒนาประเด็นนโยบาย ซึ่งครอบคลุมทั้ง 3 ประเด็น 2. การสนับสนุนกระบวนการสมัชชาสุขภาพคนรุ่นใหม่ เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเด็ก เยาวชน และคนรุ่นใหม่ และเชื่อมโยงผลลัพธ์เข้าสู่กระบวนการสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ 3. การสนับสนุนกระบวนการมีส่วนร่วมและการสื่อสารสาธารณะ เพื่อสนับสนุนการออกแบบกระบวนการมีส่วนร่วม การจัดเวทีในระดับต่างๆ และการสื่อสารสาธารณะให้เข้าถึงภาคีเครือข่ายและประชาชนอย่างทั่วถึง

สมัชชาสุขภาพฯ 19 ประชุมระดมสมอง เสนอ 2 นโยบายหนุนปัจจัยพื้นฐาน First Jobber

ด้าน ผศ. ดร.ธีรพัฒน์ อังศุชวาล รองประธาน คจ.สช. ครั้งที่ 19 และประธานคณะอนุกรรมการสนับสนุนกระบวนการสมัชชาสุภาพแห่งชาติ กล่าวว่า กระบวนการสมัชชาสุภาพแห่งชาติไม่ใช่เพียงการจัดงานในช่วง 2-3 วันเท่านั้น หากแต่เป็นกลไกในการเปิดพื้นที่ให้แต่ละภาคส่วนได้เข้ามาร่วมกันพูดคุย และขับเคลื่อนให้เกิดข้อเสนอเชิงนโยบายที่จะนำไปสู่การปฏิบัติร่วมกันได้อย่างต่อเนื่อง

ผศ. ดร.ธีรพัฒน์ กล่าวว่า ข้อเสนอเชิงนโยบายที่เกิดขึ้นจากกระบวนการสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ตลอด 18 ปีที่ผ่านมา อาจมีการพัฒนาเอกสารร่างข้อเสนอที่ออกมาในรูปแบบแตกต่างกัน แต่ในปีนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ได้มีการจัดทำแนวทางกลาง หรือ Guideline ขึ้น เพื่อเป็นหนึ่งในคู่มือหรือเพื่อนคู่คิดของการพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบาย โดยนอกจากเอกสารหลักและเอกสารมติแล้วอีกส่วนประกอบสำคัญในโครงสร้างแบบใหม่นี้ คือเอกสารสรุปสาระสำคัญ หรือ Policy Brief เพื่อใช้สื่อสารนโยบายในแบบที่กระชับ เข้าใจง่าย สำหรับใช้นำเสนอกับผู้กำหนดนโยบาย รวมทั้งใช้สื่อสารกับภาคีเครือข่ายและสาธารณชน ผู้ที่จะขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติต่อไป