thansettakij
thansettakij
สธ. เดินหน้า "ระบบสุขภาพปฐมภูมิ" สร้างต้นแบบ 97 เครือข่าย ขยายผลทั่วปท.

สธ. เดินหน้า ‘ระบบสุขภาพปฐมภูมิ’ สร้างต้นแบบ 97 เครือข่าย ขยายผลทั่วปท.

08 ก.ค. 69 | 07:55 น.
อัปเดตล่าสุด :08 ก.ค. 69 | 09:24 น.

สาธารณสุข กางแผนเชิงรุก ยกระดับระบบบริการปฐมภูมิครอบคลุมทั่วประเทศ ลุยกิจกรรม 4 ด้าน จัดทำทะเบียนรายชื่อประชากร พร้อมแผนดูแลสุขภาพรายบุคคลคุมเข้มกลุ่มเสี่ยง NCDs

KEY

POINTS

  • กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เดินหน้าขับเคลื่อน "ระบบสุขภาพปฐมภูมิ" โดยพัฒนาเครือข่ายหน่วยบริการต้นแบบ 97 แห่ง เพื่อเตรียมขยายผลให้ครอบคลุมทั่วประเทศ
  • เครือข่ายต้นแบบมุ่งเน้นการจัดทำทะเบียนประชาชนเพื่อมีแพทย์ที่ปรึกษาประจำตัว, สร้างช่องทางปรึกษาแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว, จัดทำแผนดูแลสุขภาพรายบุคคล และการเยี่ยมบ้านดูแลต่อเนื่อง
  • คณะกรรมการฯ มีมติเห็นชอบ 3 เรื่องสำคัญเพื่อสนับสนุนนโยบาย ได้แก่ การปรับปรุงชุดบริการสุขภาพปฐมภูมิ, การเพิ่มตำแหน่ง "นักสาธารณสุข" และการจัดทำเกณฑ์ขึ้นทะเบียนหน่วยบริการนวัตกรรม

8 กรกฎาคม 2569 นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการระบบสุขภาพปฐมภูมิว่า นโยบาย "สุขภาพดีทุกช่วงวัยด้วยเครือข่ายปฐมภูมิ" เป็น 1 ใน 7 นโยบายสำคัญของกระทรวงสาธารณสุขในการขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขไทยให้สามารถดูแลประชาชนได้อย่างครอบคลุม มีสุขภาพดีตลอดช่วงชีวิตในทุกมิติ  

Strong Health : ยกระดับการดูแลสุขภาพให้ทุกคนเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง

Next Gen Primary Care : พัฒนาระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิอัจฉริยะ เชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพประชาชนอย่างไร้รอยต่อ

Prevention & Seamless Care : ป้องกันและลดภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ เสริมสร้างศักยภาพการดูแลผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง

Caring Society : ดูแลสุขภาพจิตเชิงรุก พัฒนาระบบบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดครอบคลุมทุกอำเภอ ให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้อย่างทั่วถึง

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบ 3 เรื่อง ประกอบด้วย 1.การปรับปรุงร่างเอกสารแนบท้ายประกาศ เรื่อง บริการสุขภาพปฐมภูมิที่บุคคลมีสิทธิได้รับ โดยปรับลดบริการสุขภาพจาก 202 รายการ เหลือ 118 รายการ ซึ่งเป็นการปรับรวมเป็นชุดบริการเพื่อความสอดคล้องกับระบบสุขภาพปัจจุบัน แต่ไม่ได้ลดสิทธิของประชาชน และเพิ่มเติมบริการที่สอดคล้องกับองค์ความรู้ทางการแพทย์และมาตรฐานการดูแลสุขภาพในปัจจุบัน

2. การปรับปรุงร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติระบบสุขภาพปฐมภูมิ พ.ศ.2562 โดยเพิ่มเติมตำแหน่ง "นักสาธารณสุข" ให้เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย

3. มอบหมายกองสนับสนุนระบบสุขภาพปฐมภูมิดำเนินการจัดทำคำขอขึ้นทะเบียน ขั้นตอน หลักเกณฑ์ เงื่อนไข วิธีการตรวจประเมินการขึ้นทะเบียนสัญญาหรือข้อตกลงในการให้บริการสุขภาพปฐมภูมิของหน่วยบริการนวัตกรรมภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเพื่อเสนอปลัดกระทรวงสาธารณสขุ ประกาศกำหนดต้อไป โดยยังคงหลักการสำคัญของระบบสุขภาพปฐมภูมิ ได้แก่ การดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง การเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพ และระบบการส่งต่อบริการที่เหมาะสม

ด้าน นพ.อภิสรรค์ บุญประดับ ผู้อำนวยการกองสนับสนุนระบบสุขภาพปฐมภูมิ กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้รายงานความก้าวหน้าการขับเคลื่อนระบบสุขภาพปฐมภูมิที่สำคัญ อาทิ การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการระบบสุขภาพปฐมภูมิระดับจังหวัด อยู่ระหว่างการนำเสนอคำสั่งเพื่อส่งให้กระทรวงมหาดไทยมอบหมายผู้ว่าราชการจังหวัดดำเนินการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการระบบสุขภาพปฐมภูมิ ระดับจังหวัด

การจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกระทรวงสาธารณสุขกับกระทรวงมหาดไทย เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลที่ถ่ายโอนไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ทั้งนี้ เรื่องการสนับสนุนงบประมาณเพื่อการจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิได้มีข้อเสนอให้ สปสช. บูรณาการงบที่เกี่ยวข้องกับบริการสุขภาพปฐมภูมิและกองทุน อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องและมีการบริหารจัดการในระดับจังหวัด รวมถึงเสนอให้กองทุนประกันสังคม และกรมบัญชีกลาง พิจารณาสนับสนุนงบประมาณในการจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิให้กับประชาชนที่มีสิทธิ ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 16 พ.ร.บ.ระบบสุขภาพปฐมภูมิ

ส่วนความคืบหน้าการขับเคลื่อน "1 จังหวัด 1 เครือข่ายหน่วยบริการปฐมภูมิต้นแบบ" ซึ่งมุ่งเน้นพื้นที่ที่มีความพร้อมและมีผลการดำเนินงานโดดเด่น จำนวน 97 เครือข่าย ขณะนี้อยู่ในกระบวนการพัฒนาระบบบริการต้นแบบ

มีการดำเนินกิจกรรมสำคัญ 4 ส่วน ได้แก่ 1.การจัดทำทะเบียนรายชื่อประชาชนในพื้นที่ทุกสิทธิ์การรักษา เพื่อจัดให้มีแพทย์ที่ปรึกษาสุขภาพประจำตัว 2. การจัดทำช่องทางปรึกษาปัญหาสุขภาพกับแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว 3. การจัดทำแผนดูแลสุขภาพรายบุคคคล เน้นกลุ่มเสี่ยง NCDs และ 4. การเยี่ยมบ้านและดูแลต่อเนื่องแบบองค์รวม โดยจะมีการประเมินผลและถอดบทเรียน เพื่อนำไปพัฒนาแนวทางการขยายผลในปีต่อไป